Post on 31/03/2020

ชาวอินเดียอเมริกัน บุกยึดคุกอัลคาทราซ อ้างสิทธิแผ่นดินบรรพชน

เหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดเกี่ยวกับคุกแห่ง “อัลคาทราซ” คือการแหกคุกของสามนักโทษชายในปี 1962 จากคุกที่ได้ชื่อว่า แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี และไม่เคยมีใครหลบหนีได้สำเร็จ แต่ทั้งสามสามารถหลุดรอดจากเกาะนักโทษไปได้ แม้ไม่รู้ว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างอิสระบนแผ่นดินใหญ่ได้หรือไม่?

เรื่องราวดังกล่าวมีการกล่าวขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด “Escape from Alcatraz” นำแสดงโดย คลินต์ อีสต์วูด กลายเป็นภาพจำที่ติดตาคนทั่วโลกถึงเหตุการณ์ในคราวนั้น ราวกับว่านั่นคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนเกาะนักโทษแห่งนี้

จนแทบไม่มีใครจำได้ว่า ครั้งหนึ่งอัลคาทราซเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกชาวพื้นเมืองอเมริกัน หรือที่เมื่อก่อนเรียกกันว่า อินเดียอเมริกัน (ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไปแล้ว) บุกเข้ายึดครองเมื่อคราวรัฐบาลปล่อยให้กลายเป็นคุกร้าง เพื่อสะท้อนปัญหาของชนพื้นเมืองที่ถูกเบียดบัง และกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกละเลยในแผ่นดินที่บรรพชนของตนเป็นผู้บุกเบิก

จากข้อมูลของ Britannica อัลคาทราซ เป็นเกาะในอ่าวซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย มีพื้นที่ราว 56 ไร่ อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อศตวรรษที่ 18 นักสำรวจชาวสเปนมาพบที่นี่เข้าและบันทึกมันลงบนแผนที่ แล้วตั้งชื่อให้ว่า “Isa de los Alcatraces” ตามชื่อนกน้ำที่มาตั้งอาณานิคมบนเกาะที่หาต้นไม้ใบหญ้าได้ยากแห่งนี้ (แม้ว่าชนพื้นเมืองจะ “พบ” เกาะแห่งนี้มานานหลายพันปีแล้ว)

รัฐบาลสหรัฐฯ ซื้อเกาะแห่งนี้ในปี 1849 เพื่อสร้างประภาคารแห่งแรกในบริเวณชายฝั่งซานฟรานซิสโก แล้วเสร็จในปี 1854 ก่อนถูกใช้ประโยชน์ทางการทหารเป็นทั้งค่าย ป้อมปราการ และเรือนจำสำหรับนักโทษทหาร รวมถึงนักโทษชนพื้นเมืองอเมริกันที่ต่อต้านนโยบายดูดกลืนทางวัฒนธรรม และทหารอเมริกันที่แปรพักตร์ไปร่วมต่อสู้กับขบวนการปลดปล่อยฟิลิปปินส์ที่เรียกร้องอิสรภาพจากสหรัฐฯ

หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์เกาะแห่งนี้มานานราว 80 ปี ในปี 1933 มันก็ถูกโอนย้ายมาให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรมที่รับโอนต่อมาแล้วพัฒนาให้กลายเป็น “เรือนจำตัวอย่าง” ให้กับเรือนจำกลางอื่น ๆ ตัวประเทศ

บนเว็บไซต์ของ สำนักงานเรือนจำกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า ในยุค 1920s ถึง 1930s เป็นช่วงเวลาเศรษฐกิจตกต่ำและเกิดอาชญากรรมวุ่นวายไปทั่ว ทางรัฐบาลกลางจึงต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเอาจริง จึงตั้งใจจะสร้างเรือนจำความมั่นคงสูงสุด มีการจำกัดสิทธิผู้ต้องขังมากที่สุด เพื่อรับมือกับนักโทษอุกฉกรรจ์ที่เรือนจำอื่น ๆ ก็คุมไม่อยู่ 

ตำนานของคุกที่มีระบบความมั่นคงสูงสุดบนเกาะอัลคาทราซจึงเริ่มต้นขึ้น

แต่จากข้อมูลของสำนักงานเรือนจำกลางเองก็บอกว่า จริง ๆ แล้ว อัลคาทราซไม่ใช่คุกสุดโหดอย่างในนิยายหรือในหนัง กลับกันที่นี่แม้นักโทษส่วนใหญ่จะเป็นนักโทษร้ายแรง แต่สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างดีไม่แออัด จำนวนนักโทษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 260 ถึง 275 คน ไม่เคยเต็มขีดจำกัดที่ 336 คน นักโทษหลายคนจึงมองว่าที่นี่มีความสะดวกสบายกว่า อย่างน้อยก็มีห้องขังเป็นของตัวเอง นักโทษบางรายยังขอย้ายจากเรือนจำอื่นมาขอรับโทษที่นี่ด้วย

และหลังจากเกิดเหตุการณ์ 3 นักโทษหลุดจากการคุมขังมาได้ในปี 1962 ถึงเดือนมีนาคม 1963 คุกอัลคาทราซก็ปิดตัวลง

สาเหตุไม่ใช่เพราะทั้ง 3 เป็นต้นเหตุทำให้ความเป็นอัลคาทราซเสื่อมมนต์ขลัง (คุกที่ไม่มีใครแหกได้) แต่เรื่องนี้ทางรัฐบาลเขาคิดกันมานานแล้ว (สำนักงานเรือนจำกลางเขาว่างั้น) ด้วยความที่มันเป็นเกาะโดดเดี่ยว ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจึงสูงมาก แต่ละสัปดาห์ทางเรือนจำต้องขนน้ำมากักตุนคราวละเป็นล้านแกลลอน ของทุกอย่างก็ต้องขนส่งมาทางเรือ ตัวอาคารก็ชำรุดทรุดโทรม เมื่อเห็นว่า ถ้าจะต้องทำการปรับปรุงก็คงต้องใช้งบอีกมาก จึงเห็นว่าควรปิดแล้วไปสร้างที่อื่นเสียดีกว่า

เมื่ออัลคาทราซถูกทิ้งร้างไป บรรดานักกิจกรรมชนพื้นเมือง (ที่สมัยนั้นยังยอมรับการเรียกกลุ่มชนของตนว่า “อินเดียอเมริกัน”) ก็พยายามอ้างสิทธิเหนือเกาะแห่งนี้ ตามสนธิสัญญา Laramie Treaty ปี 1868 ที่ระบุว่า ที่ดินของรัฐที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์ ชนพื้นเมืองอเมริกันสามารถเรียกร้องสิทธิในการใช้ประโยชน์ได้ แต่ลำพังคนกลุ่มเล็ก ๆ ยึดเกาะที่ถูกตัดขาดจากสาธารณูปโภคที่จำเป็นก็เป็นเรื่องยาก

จนกระทั่งปี 1969 ความพยายามที่จะยึดเกาะแห่งนี้อย่างจริงจังโดยกลุ่มชนพื้นเมืองจึงเกิดขึ้น 

แผนการคราวนี้มีแกนนำเป็น อดัม นอร์ดวอลล์ (Adam Nardwall) นักธุรกิจชนพื้นเมืองจากพื้นที่อนุรักษ์ Red Lake ในมินเนโซตา กับ ริชาร์ด โอกส์ (Richard Oakes) ช่างเหล็กชาวโมฮอว์กที่พเนจรจากชายฝั่งตะวันออกมาถึงซานฟรานซิสโก ซึ่งต้องการเปลี่ยนให้เกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมชนพื้นเมือง หลังศูนย์อินเดียอเมริกันแห่งซานฟรานซิสโกเสียหายจากการถูกไฟไหม้ 

“เราจะขอซื้อเกาะที่เรียกว่าอัลคาทราซด้วยเงิน 24 ดอลลาร์ กับลูกปัดแก้ว แล้วก็ผ้าแดง ตามมาตรฐานที่คนขาวเคยซื้อเกาะลักษณะคล้าย ๆ กันเมื่อ 300 ปีก่อน เรารู้ว่า 24 ดอลลาร์มันมากกว่าเงินที่ใช้ซื้อเกาะแมนฮัตตันเสียอีก แต่เราก็เข้าใจว่า ที่ดินมันก็ต้องแพงขึ้นตามกาลเวลา”  ประกาศของ Indians of All Tribes กลุ่มชนพื้นเมืองที่เข้ายึดเกาะ ระบุ (The New York Times

เบื้องต้นการยึดครองอัลคาทราซได้รับการสนับสนุนจากเหล่าเสรีชนจำนวนมาก มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมมากมาย CCR วงร็อกชื่อดังก็บริจาคเงินให้กับกลุ่มเป็นจำนวน 15,000 ดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อเรือ และมีผู้บริจาคอาหารให้เป็นจำนวนมาก 

แต่การจัดการภายในของกลุ่มประสบปัญหาค่อนข้างมาก รวมถึงการจัดการกับการรับบริจาค ซึ่งคนให้ก็ไม่รู้ว่าเงินของตนถูกนำไปจัดสรรอย่างไร ตรงกับวัตถุประสงค์แค่ไหน ของบางอย่างถูกซื้อมาเกินจำเป็น เช่น เครื่องหุงต้ม แต่เครื่องใช้อื่นที่จำเป็นอย่างผ้าห่ม ผ้าปูนอน กลับขาดแคลน เรื่องของอาหารบางครั้งผู้บริจาคให้เนื้อไก่งวงสดมาเป็นร้อยตัว แต่ทางกลุ่มไม่สามารถปรุงสุกให้เสร็จก่อนที่มันจะเน่าเสียได้ สุดท้ายก็กลายเป็นเสียของ

นอกจากนี้ ริชาร์ด โอกส์ ตัวตั้งตัวตีในการยึดครองเกาะก็ตัดสินใจทิ้งเกาะไปในช่วงต้นปี 1970 หลังลูกสาววัย 13 ปีของเขาตกตึกลงมาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในอีก 5 วันต่อมา หลังจากนั้นสถานการณ์บนเกาะก็ค่อย ๆ ย่ำแย่ลง เมื่อเวลาผ่านไปกระแสตื่นตัวของสังคมในการสนับสนุนชาวพื้นเมืองก็เริ่มจางหาย ความเป็นอยู่ของนักกิจกรรมเหล่านี้ก็เริ่มฝืดเคือง 

“ชีวิตของชาวอินเดียที่เข้ายึดครองเกาะเป็นไปอย่างขัดสน น้ำดื่มที่ต้องขนใส่ถังและเหยือกขึ้นเรือเล็ก ๆ มาส่งก็ขาดแคลนอยู่เสมอ บางทีก็มีแค่แสงเทียนไว้ส่องสว่างยามค่ำ แม้จะมีผู้บริจาคเครื่องปั่นไฟมาให้ หนึ่งในนั้นเป็นของสมาคมแรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่พวกเขาก็ขาดแคลนเชื้อเพลิง บางส่วนก็ต้องการการซ่อมแซม” รายงานชิ้นหนึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1970 ของ The New York Times ระบุ

ด้วยความขาดแคลนเชื้อเพลิง ชนพื้นเมืองต้องรื้ออาคารที่สร้างด้วยไม้บนตัวเกาะมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทน ตัวอาคารอื่น ๆ ก็ชำรุดเสียหายมากขึ้น ก่อนที่ตัวประภาคารจะถูกไฟไหม้ ซึ่งทางกลุ่มชนพื้นเมืองอ้างว่าเป็นฝีมือของผู้บุกรุก

ในเดือนมิถุนายน 1971 ความวุ่นวาย และเหตุการณ์ทรัพย์สินบนเกาะเสียหาย เป็นข้ออ้างให้ทางการบุกเข้าจับกุมตัวนักกิจกรรมชนพื้นเมืองที่เหลืออยู่ 15 คน ยุติการยึดครองอัลคาทราซเป็นเวลานานราว 18 เดือน หลังจากนั้น รัฐบาลยังจัดให้มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก และเร่งประกาศให้อัลคาทราซเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติโกลเด็นเกตในปี 1972 เพื่อไม่ให้ชนพื้นเมืองอ้างได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์ได้อีก

เหตุการณ์คราวนั้นเหมือนเป็นสิ่งตอกย้ำว่า คำสัญญาของคนขาวไม่เคยมีความจริงใจต่อพวกเขาเลย 

“เราพูดถึงสิทธิในการมีชีวิต สิทธิที่จะเป็นมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่พวกเขาทำกับเรา มันแสดงให้เห็นว่า ทัศนคติของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย” จอห์น ทรูเดลล์ (John Trudell) แกนนำชนพื้่นเมืองกล่าวในวันที่พวกเขาถูกขับออกจากเกาะ (The New York Times


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

แม่ชีแหม่กีง แม่ชีหัวก้าวหน้าแห่งเมียนมา เปลี่ยนแม่ชีสีชมพูเป็นเพศชาย

เอเตียน เดอ ลา โบเอตี เผด็จการมีอำนาจเพราะคนยอมเป็นทาสโดยสมัครใจ

พรรคคอมมิวนิสต์จีน กำหนดวันชาติ รำลึกถึงการปฏิวัติที่ยังไม่จบ

โยชิโกะ โอคาดะ นักแสดงญี่ปุ่นหนีเผด็จการทหารไปถูกทรมานในโซเวียต

ปีเตอร์ เฟกเตอร์ การตายที่น่าสลดใจข้างกำแพงเบอร์ลิน

คำสาบานฮิปพอคราทีส คำปฏิญาณของหมอ ที่เสื่อมความหมายในสังคมปัจจุบัน

โมริ โมโตนาริ “ธนูดอกเดียวหักได้ง่าย แต่หากมัดรวมกัน 3 ดอกย่อมหักได้ยาก”

อลิเซีย กัสติยา ผู้ทำให้ความลักลั่นของกฎหมาย “กัญชา” ในอุรุกวัยหมดไป