Post on 13/07/2021

‘4MIX’ จากจุดเริ่มต้นเป็นเด็กคัฟเวอร์สู่เส้นทางชีวิตศิลปินหน้าใหม่ ‘วงไอดอลผู้นิยามตัวเองว่าเป็น LGBTQ แบนด์’

จากสมาชิกทีมเต้นคัฟเวอร์สู่การรวมตัวเป็นวง ‘4MIX’ วงไอดอล T-pop หน้าใหม่ที่จะเฉิดฉายไปกับภาพลักษณ์ LGBTQ แบนด์ พร้อมจะทลายกำแพงทางภาษาพาวงการเพลงไทยไปสู่ตลาดเพลงโลก

“เพลงที่เราเคยฟัง จริง ๆ บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าภาษาต่าง ๆ เขาร้องออกมาหรือว่ามันเป็นยังไง จอร์จว่าเพลงมันเหมือนทลายกำแพงของภาษาของเราออกไป”

ประโยคข้างต้นคือคำพูดของหนึ่งในสมาชิกวง 4MIX ที่ได้แสดงออกถึงความเชื่อมั่นว่าสามารถพาเพลงไทยไปเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้ฟัง เดิมสมาชิกแต่ละคนมีพื้นเพมาจากการเป็นสมาชิกทีมเต้นคัฟเวอร์ ทุกคนต่างเดินทางตามหาความฝันที่อยากจะเป็นศิลปิน กล้าที่จะเผชิญและต่อสู้จนปลดล็อกตัวตน

ในที่สุดทั้งนินจา, โฟล์คซอง, แมกก้า และจอร์จ ก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ทุกคนตามหา นั่นก็คือการได้เดบิวต์เป็นสมาชิกวง 4MIX วง LGBTQ แบนด์ที่มีทั้งความสามารถและความหลากหลาย ถึงแม้ว่าระหว่างการเดินทางเพื่อออกตามล่าหาความฝันจะมีอุปสรรคคอยขัดขวาง แต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อและพยายามต่อจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่พวกเขาเฝ้ารอ

กว่าจะเป็น 4MIX เจ้าของผลงานเพลง ‘Y U COMEBACK’ และ ‘คิดผิด’ นั้นไม่ง่ายเลย พวกเขาทั้ง 4 คนต้องพบเจอกับอะไรบ้างนั้น บทสัมภาษณ์นี้จะพาผู้อ่านร่วมเดินทางไปกับพวกเขาพร้อมบอกเล่าเรื่องราวทัศนคติที่น่าสนใจของทั้ง 4 คนไปด้วยกัน

 

The People: อยากให้เล่าที่มาของชื่อวง 4MIX

นินจา: วง 4MIX เหมือนเป็น 4 คนมารวมกัน แต่ที่มาของชื่อนี้คือ จริง ๆ ตอนที่เรามาอยู่รวมกัน ชื่อ 4MIX เหมือนเป็นนามสมมติที่ผู้ใหญ่เรียกว่า เอ้อ เนี่ย 4 คน ก็เรียก 4MIX ไปก่อนแล้วกัน ไม่ได้จะเอาชื่อนี้ แต่สุดท้ายก็ให้ไปคิดมา จนเราก็คิดมาเป็นร้อยเป็นพันชื่อเลย สุดท้ายก็ไม่โดนสักที แต่ว่าในขณะนั้นเราก็มีเทรนร้องเทรนเต้นไป คุณครู ผู้ใหญ่ที่ค่ายก็เรียกว่า 4MIX ๆ สุดท้ายก็แบบ เอ๊ะ! ทำไมมันชินหูวะ

จอร์จ: ติดปากไปแล้ว

นินจา: ก็เลยแบบงั้นก็ 4MIX ไปเลยแล้วกัน

 

The People: สมาชิกแต่ละคนมารวมตัวกัน อยู่ในค่ายเดียวกันได้อย่างไร

แมกก้า: ตอนแรกมีผมครับ มีแมกก้า นินจา แล้วก็โฟลค์ซองนะครับ อยู่ทีมเต้นกันมาก่อนแล้วทางค่ายข้าวสารเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ทักมาทีมเต้นของเรา เขาก็แบบสนใจมาออดิชันไหม มีใครสนใจอยากเป็นนักร้องไหม ผมก็เลยหาคนที่ชอบร้องเพลงดู อยู่เป็นเพื่อนกันก็เลยรู้กันครับ เลยนัดคนที่ชอบร้องเพลงมาแล้วก็ไปออดิชันที่ค่ายข้าวสาร แล้วก็ได้เป็น 4MIX ครับ

 

The People: จอร์จเข้ามาเป็นสมาชิกคนสุดท้าย ในวงมีการปรับตัวเข้ากันอย่างไรบ้าง

จอร์จ: เอาจริง ๆ ก็คือทั้ง 3 คนนี้ค่อนข้างที่จะเปิดรับจอร์จมากๆ ค่อนข้างที่จะเปิดใจรับแล้วก็ที่สนิทกันได้ด้วยก็เพราะว่าช่วงอายุเราไม่ได้ห่างกันมากครับ บวกกับว่าจอร์จเป็นคนที่ชอบเล่นเกม โฟล์คซองเป็นคนที่เปิดหัวมาก่อนเลย จอร์จเล่นเกมนี้หรือเปล่า จอร์จสนใจเล่นเกมกับเราหรือเปล่า อะไรแบบนี้ครับ

นินจา: เจอกันวันแรกก็ชวนเล่นเกมเลยครับ

จอร์จ: ใช่ครับ วันแรกตอนที่เจอกันก็คือคุยถูกคอเลยครับเหมือนกับว่าทัศนคติแล้วก็ความชอบค่อนข้างที่จะตรงกันมาก ๆ ครับ

The People: ทราบว่าหลังจากเข้ารับการฝึกที่ค่าย KS GANG แล้ว มีสมาชิกถอนตัว 4MIX ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร

นินจา: ช่วงนั้นก็ค่อนข้างลำบากมากเลยครับ คือก่อนหน้านั้นเราโดนเลื่อนเดบิวต์มาประมาณ 3 รอบแล้วครับ ทั้งเจอโควิด-19 เจอปัญหาข้างใน สุดท้ายก็มีสมาชิกจะออก ตอนนั้นเราก็คิดว่าเราจะเอาอย่างไรกันต่อดี ทางค่ายก็คิดว่าจะไปต่อไหม จะ 3 คนหรือจะหาคนมาเพิ่ม ตอนนั้นคือแน่นอนว่ามันมีปัญหากันเรื่องการทำงานแต่ว่าบนเวที 4 คนสมาชิกเดิมอะครับ ทุกคนจะพูดเลยว่าเพอร์เฟกต์มาก ทั้งการร้องการเล่นการแร็ป แต่สุดท้ายมันก็ต้องมูฟออนออกไป

เราก็คิดนะว่าจะหาใครสุดท้าย ก็พยายามติดต่อทุกช่องทางเลยครับ หากันเองบ้าง ผู้ใหญ่ช่วยหาบ้าง หาตามรายการทีวีที่เขาหาบอยแบนด์ ก็ไปดูว่า เอ้ย! คนนี้เขาไม่เข้ารอบ แต่เขาร้องดีนะ ก็ลองทักไอจีไปว่าสนใจไหม กว่าจะผ่านมาได้ก็ยากเหมือนกันครับ เพราะว่ามันต้องหาคาแรคเตอร์ที่เราเป็น 4MIX มันต้องมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ซ้ำกัน แล้วก็มาเติมตรงที่ขาดไปของ 3 คนนี้

 

The People: สมาชิกแต่ละคนมีความสนใจทางด้านดนตรี ศิลปะ หรือเริ่มอยากเป็นศิลปินได้อย่างไร

นินจา:  พูดบ้าง

โฟล์คซอง: โฟล์คก่อนนะครับ ก็สนใจที่จะเป็นศิลปินมาตั้งแต่เด็กเลย แต่ว่ามันควบคู่มากับการอยากเป็นนักฟุตบอลด้วยครับ เลยไม่ได้ที่จะมาทางนี้เลย แต่ว่าไปเล่นฟุตบอลก่อนครับ จนกระทั่ง ม.ปลายถือว่าเริ่มมาทางนี้ ก็เลยได้มาเป็นศิลปินทุกวันนี้ครับ

แมกก้า: ตอนแรกผมก็ชอบฟุตบอลมาก ๆ ครับ แต่ว่าเหมือนที่บ้านก็ชอบดนตรีด้วย ก็จะซื้อลำโพงใหญ่ ๆ ซื้อคีย์บอร์ด ซื้อคาราโอเกะมาร้องเล่นกัน เหมือนน่าจะซึมซับจากผมนี่แหละ จนเตะบอลอยู่อะคาเดมีได้สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่าชอบร้องเพลง ร้องตลอดเวลาครับจนเพื่อนแซว ก็เลยรู้สึกว่า เห้ย! เหมือนเราจะมาทางนี้ว่ะ

นินจา: เพื่อนแซวว่าอะไรนะ

แมกก้า: จัสติน บีเบอร์ นั่นแหละครับ ผมก็เลยออกจากอะคาเดมีมา ช่วงประมาณ ม.3 แล้วก็ย้ายมาที่กรุงเทพฯ ก็ประกวดร้องเพลง แล้วก็มาเป็นนักร้องโรงเรียน เล่นดนตรีอะไรไปครับ แล้วก็ในกรุงเทพฯ K-pop จะดังครับช่วงนั้น ก็เลยเห็นว่า เห้ย! เต้นแล้วทำไมเขาดูมีออร่าจังเลยลองเต้นดู เต้นที่บ้านครับ จนมีทีมคัฟเวอร์ทักมาเลยลองไปออดิชันแล้วก็ได้อยู่ทีมคัฟเวอร์แล้วก็ได้เจอทุกคนที่น่ารักครับ

จอร์จ: ถ้าเป็นของจอร์จเหรอครับ จอร์จเริ่มจากเด็กที่ไม่มีอะไรเลย ค่อนข้างที่จะขี้อายในระดับหนึ่ง แต่ว่าพอเหมือนเราโตขึ้นเราซึมซับจาก K-pop เห็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเต้น เรารู้สึกว่ามันก็ดูมีเสน่ห์ดีครับ จอร์จก็เลยลองเริ่มเต้น หลังจากนั้นพอจอร์จเริ่มเต้น K-pop ได้สักพักหนึ่ง จอร์จรู้สึกว่ามันถึงทางตัน จอร์จก็เลยเปลี่ยนแนวไปเป็น Hip-Hop ไปเป็น Street Dance ก็ไปเจอทางใหม่ ๆ ที่ตัวเองรู้สึกว่ามันแข็งแรงขึ้น

แล้วก็เริ่มสนใจการเป็นศิลปินตั้งแต่ตอนที่เริ่มเต้น K-pop เลยครับ จอร์จเพิ่งเห็นว่า อ้าว! เราเต้นแล้วมันสามารถไปออดิชันได้ด้วยที่อยากจะเป็นศิลปิน ก็เลยลองส่งออดิชันตั้งแต่ตอนที่เริ่มเต้นเลยครับ ก็พยายามมาเรื่อย ๆ จนได้มาอยู่กับพี่ ๆ 4MIX ครับ

นินจา: ตั้งแต่เด็กจนโต นินไม่เคยมีความฝันอื่นเลยนะครับ เวลาพ่อแม่ถาม คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ไม่เคยมีหมอ พยาบาล ตำรวจ นินบอกว่าอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนั้นยังไม่เรียกว่าศิลปิน เรียกว่าอยากเป็นดารา อยากอยู่ในทีวี อยากเป็นดารา ชอบร้อง ชอบเต้น พ่อแม่ก็สนับสนุนมาตลอด คือนินโตที่ต่างจังหวัด แบบโคตร ๆ ต่างจังหวัดเลยครับ ชนบทอะไรแบบนี้ มันก็เลยไม่ค่อยมีโอกาสเข้ามา

แต่ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งเวลาที่มีประกวดอะไรพ่อกับแม่ก็จะพาไปประกวดตลอด ทั้งเต้นทั้งร้องเพลง พวกล่าฝัน สมัยก่อนเขาจะเอา 15 ขึ้นไป ตอน 13 ก็ร้องไห้แล้วอยากไปประกวด แต่อายุยังไม่ถึง พอไปประกวดก็ประกวดมาเรื่อย ๆ ก็มีตกรอบบ้าง เข้ารอบบ้างแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที จนเหมือนชอบทางด้านเต้นด้วยก็เลยพัฒนาทางด้านเต้นมาเรื่อยๆ มาเต้นคัฟเวอร์ มาเป็นแบ็กอัปศิลปิน แต่ในขณะที่ทำพวกนี้ก็ออดิชันอยู่เรื่อย ๆ  เวลามีออดิชันอะไรก็ออดิชันเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมาลงที่ตรงนี้ครับ

 

The People: แล้วตอนที่เป็นศิลปินฝึกหัดมีช่วงเวลาที่ยากลำบากไหม แล้วผ่านมาได้อย่างไร

โฟล์คซอง: มีเยอะมากเลยครับ แต่ว่าก็ตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน ก็คือซ้อมกันแบบว่า

จอร์จ: ซ้อมกันค่อนข้างที่จะหนักหน่วง

โฟล์คซอง: ค่อนข้างที่จะหนักเลย ใช่ครับ แล้วก็ยิ่งมีโควิด-19 อีก ก็ต้องทำให้ต้องใส่แมสก์เต้นอะไรแบบนี้  ร้องเพลงใส่แมสก์ เวลาเต้นก็คือแมสก์พรึ่บ ๆ อะไรแบบนี้ครับ

แมกก้า: แมสก์เข้าไปในปาก

นินจา: ใช่ครับ

โฟล์คซอง: ก็เลยลำบากมากครับ

นินจา: แล้วก็เหมือนเรามีแพสชันที่ต้องแรงมาก เป้าหมายเราต้องเหมือนกันว่าเราซ้อมเพื่ออะไร เรารอวันที่เราจะเป็นศิลปิน เรารอวันที่จะไปอยู่ตรงไหน เราต้องมานั่งคุยกันให้มันเป็นความคิดเดียวกันก่อน เพราะฉะนั้นพอเรามีเป้าหมายเดียวกันปุ๊บ พอมันเจอปัญหาหรือเจออะไร มันก็ชิลครับ แบบว่ามันไม่ได้ชิลตอนนั้นนะ แต่หมายถึงว่ามันไม่ได้เก็บมาคิด หรือเก็บมาเครียดจนขนาดนั้น เราก็พยายามหาทางออกไปได้ด้วยกัน

The People: ทุกคนร้องเพลงเพราะกันหมด แล้วสมาชิกแต่ละคนมีความถนัดเฉพาะด้านไหม

แมกก้า: ความถนัด

นินจา: ยกเว้นนอกจากเต้นกับร้องใช่ไหมครับ

แมกก้า: อ๋อ นอกจากเต้นกับร้องใช่ไหมครับ ก็เตะบอลครับ เล่นกีฬา แล้วก็เล่นดนตรีเบสิคทั่ว ๆ ไปครับ

จอร์จ: ความถนัดเหรอครับ หมายถึงว่าสิ่งที่ชอบเป็นงานอดิเรกหรือ?

 

The People: หมายถึงอาจจะเป็นถนัดแร็ปมาก ๆ ถนัดเต้นมาก ๆ อะไรแบบนี้

ทุกคน: อ๋อ…

จอร์จ: ถ้าเป็นของจอร์จจะชอบเต้นมาก ๆ ครับ จะถนัดเต้นมาก ๆ

แมกก้า: ของผมเอาใหม่แล้วกัน ผมก็ถนัดทุก ๆ อย่างเท่า ๆ กันครับ 

จอร์จ: เป็นคนบาลานซ์ดี แต่ทำได้ไม่ดีนัก (หัวเราะ)

แมกก้า: แต่ว่าก็ทำได้ดี แต่ก็ยังไม่ดีที่สุดครับทุก ๆ อย่าง แต่ก็พยายามจะทำให้ดีที่สุดครับ

จอร์จ: พี่นินจาล่ะ

นินจา: นินเหรอครับ นินก็ชอบทั้งร้องเพลงทั้งเต้นเลยครับ ทั้งสองอย่างเลย แต่ว่าเต้นอาจจะเคยทำงานมาบ้าง ประสบการณ์เยอะ แต่ก็ชอบทั้งสองอย่างเลยครับ

โฟล์คซอง: ส่วนโฟล์คก็ถนัดร้องเพลงมากกว่า แต่เต้นก็ถนัดนะครับ แต่ว่าร้องเพลงก็จะมากกว่า ใช่, เพราะร้องเพลงตั้งแต่เด็กเลย

นินจา: เขาร้องทุกเวลาเลยครับ (หัวเราะ)

 

The People: ทำไมนิยามวง 4MIX ว่าเป็นวง LGBTQ แบนด์

นินจา: น่าจะเพราะว่าพวกเรามีแฟชั่นแล้วก็สไตล์วงที่ค่อนข้าง Unisex ครับ บวกกับมีเมมเบอร์อย่างนินจาที่เป็น LGBTQ ที่เปิดตัวแล้วก็วางคาแรคเตอร์ไว้แบบนี้ ก็เลยนิยามว่าวงเราคือวง LGBTQ แบนด์ครับ

 

The People: คิดว่า LGBTQ ในประเทศไทยถูกยอมรับมากขึ้นไหม

จอร์จ: จอร์จว่าก็ค่อนข้างที่จะยอมรับมากในระดับหนึ่งครับ แต่ว่าอาจจะยังเป็นแค่เฉพาะกลุ่มอยู่ แต่ว่าจอร์จก็เห็นทุกคนที่ยอมรับก็ค่อนข้างมี เขาเรียกว่าอะไรนะ มีความคิด มีทัศนะที่ดีต่อ LGBTQ มาก ๆ เลยนะครับ

นินจา: ใช่ครับ เหมือนทุกวันนี้แบบโลกมันเปิดมากขึ้น ทุกอย่างมันมีสองฝั่งอยู่แล้ว มันมีทั้งคนที่ยอมรับและก็ไม่ยอมรับ แต่สำหรับตัวนินที่มาอยู่ตรงนี้แล้วได้มองจากตรงที่เห็นคอมเมนต์หรือเห็นที่คนมองเราเข้ามา เราเริ่มรู้สึกว่าจากตอนเด็ก ๆ ที่เราพยายามตามความฝันมาจนถึงตอนนี้ เรารู้สึกว่าคนเริ่มเปิดรับ LGBTQ กันมากขึ้นครับ

เหมือนที่เขาเห็นนินจา นินก็เครียดอยู่นะว่าสังคมจะเปิดรับไหม คนจะเปิดรับไหม แต่พอมาเจอกับตัวเองมันก็รู้สึกว่า เห้ย! แบบโลกวันนี้ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไป แต่ก่อนนินประกวดร้องเพลง นินไม่กล้าแม้แต่จะอะไรแบบนี้เลยนะ คือต้องแบบสวัสดีครับ นินจาครับ แต่ตอนนี้คือนินเป็นนินจาแล้ว ทุกคนก็เอาอีก ๆ  มันก็เลยค่อนข้างเปิดกว้างนะครับ แต่ก็ต้องเปิดกว้างมากกว่านี้เพื่อให้ทุกคนได้โชว์ความสามารถแล้วก็เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ครับ

 

The People: เหมือนนินจาเล่าช่วงที่ไปประกวดตอนแรกอาจจะไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นอะไร แล้วนินจาข้ามผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร

นินจา: นินจะบอกว่ามันยากมากเลยครับ เพราะว่าตั้งแต่เด็กเราไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวออกมาเลย ไม่ต้องนับถึงการประกวดเลยครับ แม้กระทั่งการเต้นคัฟเวอร์ที่เคยเต้นกันมา ตอนแรก ๆ นินก็ไม่กล้าเต้นเพลงผู้หญิงเลย ต้องเต้นแบบผู้ชายเท่านั้น บอยแบนด์เท่านั้น

แต่สุดท้ายถ้าสำหรับตัวนินสิ่งที่ปลดล็อก อันนี้ส่วนตัวนะ สิ่งที่ปลดล็อกจริง ๆ เลยคือลองเต้นคัฟเวอร์ผู้หญิงดูครั้งหนึ่ง แล้วทีนี้พอลงคลิป คลิปนั้นคนดูเกือบล้านวิว แล้วคนก็เข้ามาเมนต์ว่าชอบมากเลย ชอบจริต ชอบอินเนอร์มากเลย เราก็รู้สึกว่าแบบ เฮ้ย! คนชอบทั้งที่จริง ๆ อินเนอร์และจริตแบบนั้นมันอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เราเหมือนพยายามกดมันไว้ เพราะเราคิดว่าสังคมไม่ยอมรับ สังคมไม่ชอบ เปิดไปคนต้องไม่ชอบแน่ ๆ

แต่พอตรงนั้นมันคลายล็อกเรา มันก็เลยทำให้เราอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ลองแต่งตัว ใส่ชุดที่คนส่วนมากเรียกว่าชุดผู้หญิงดูมั้ย กระแสตอบรับก็ดี อะไรก็ดี พอตัวเรามันปลดล็อกอะครับ มันก็ผ่านทุกอย่างมาได้เลย อยากบอกทุกคนว่าจริง ๆ มันไม่ได้เริ่มที่คนรอบตัวเลยว่าฉันยอมรับเธอนะ แม่ยอมรับลูกนะลูก นินว่าอันนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะโอบอุ้มเราไว้ แต่สิ่งที่ทำให้มาถึงทุกวันนี้ได้แล้วก็ปลดล็อกจริง ๆ คืออยู่ที่ mindset แล้วก็ตัวเราเลย ถ้าเรายอมรับตัวเองแล้วกล้าที่จะทำ มันแบบ full แล้วอะ ถ้าเรายอมรับตัวเองทุกอย่างคือจบ

The People: เวลามอง 4MIX ก็จะเห็นสีสันที่มีความแตกต่างกันออกไป นอกจากเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศก็ยังมีความแตกต่างในด้านอื่นด้วย แล้ว 4MIX มีมุมมองเรื่องความแตกต่าง ความหลากหลาย อย่างไรบ้าง เรายอมรับในตัวตนของกันและกันทั้งสมาชิกในวงและคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเราอย่างไร

นินจา: หมายถึงเรื่อง เขาเรียกว่าอะไรนะ ความหลากหลายทางเพศอย่างนี้ใช่ไหมครับ

 

The People: ทั้งความหลากหลายทางเพศแล้วก็ความหลากหลายประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น เพื่อนอาจจะชอบไม่เหมือนเราหรือคิดไม่เหมือนเรา เรายอมรับหรือจัดการตรงส่วนนั้นอย่างไร

นินจา: ก็อย่างที่บอกไปตอนแรกครับคือการที่เราจะมาอยู่ด้วยกันเราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน แล้วก็มี mindset ที่ไปในทางเดียวกันว่าเราต้องการอะไร เราจะทำอะไรต่อไป แต่พอเวลามันเกิดปัญหาจริง ๆ เราต้องมานั่งคุยกันครับว่าเราจะหาทางออกอย่างไร เดินหน้าต่อไปอย่างไร แล้วก็บวกกับความหลากหลายที่มาอยู่ด้วยกันคือทุกอย่างมันต้องอยู่ที่เปิดใจ เราต้องคุยกันว่า ต้องการอะไร เธอจะเอาอะไร ฉันจะเอาอะไร

จอร์จ: ด้วยหลักเหตุและผล

นินจา: ใช่, ทุกอย่างต้องอยู่ด้วยหลักเหตุและผล นินจะพูดตลอดเลยกับน้องว่า เวลาคุยกัน คุยกันด้วยเหตุผลนะ เพราะมันจบ มันมีเหตุมันมีผล แต่ถ้าอารมณ์มันไม่จบ มันแบบอย่างนี้มันก็ไม่จบสักที ถ้าเรามีเหตุมีผล ถ้าคนนี้เหตุผลไม่พอก็ต้องยอมคนที่เหตุผลเยอะกว่า เพราะว่ามันมีหลักของมันอยู่แล้วครับ

 

The People: คิดว่าแฟชั่นมีข้อจำกัดทางเพศไหม

แมกก้า: สำหรับผมคิดว่าเสื้อผ้าก็คือเสื้อผ้าครับ มันไม่ได้จำกัดว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย เพราะถ้าชอบอะไรก็ใส่ไปเลยครับที่มันไม่อนาจารมากเกินไป แล้วก็ยังไม่โป๊เปลือย ไม่เบียดเบียนคนอื่นครับ

นินจา: เหมือนให้มันตรงตามแบบบริบทแล้วก็กาลเทศะมากกว่า เพราะผมคิดว่าเสื้อผ้าคือแบบ เสื้อมันก็คือเสื้อเนอะ มันก็มีแขนมีอะไรเหมือนกันหมด กางเกงมันก็มีขาอะไรอย่างนี้ มันไม่ได้มีใครมาบอกว่าอันนี้คือเสื้อผู้หญิงหรือเสื้อผู้ชาย มันเหมือนเรามากำหนดกรอบกันเอาเองครับ

 คือบางคนอาจจะเห็นว่าเสื้อตัวนี้สวยจังเลยอะ แต่แบบเห้ย! มันเป็นเสื้อผู้หญิงนะ ทำอย่างไรดี นินอยากให้ลบไปเลย ไม่ต้องไปคิดตรงนั้น แค่สวยแค่ชอบก็ใส่ไปเลย ไม่มีใครว่าอะไร แค่เรามั่นใจ แค่เราไม่ได้ใส่สายเดี่ยวไปวัด ก็ไม่มีอะไรผิดครับ ก็แค่ถูกต้องตามกาลเทศะ แล้วก็ตามที่เราชอบก็พอแล้วครับ

The People: มีมุมมองต่อกระแส T-pop ในอนาคตว่าอย่างไร

จอร์จ: จอร์จคิดว่าอยากให้ T-pop โกอินเตอร์มาก ๆ เลยครับ คือเพลงหลาย ๆ เพลงที่เราเคยฟัง จริง ๆ บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าภาษาต่าง ๆ เขาร้องออกมาหรือว่ามันเป็นอย่างไร จอร์จว่าเพลงมันเหมือนทลายกำแพงของภาษาของเราออกไป อยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงไทยบ้างครับ เพลงไทยก็มีเอกลักษณ์นะครับ T-pop เราค่อนข้างที่จะโกอินเตอร์ได้ พี่นินจาอยากเสริมอะไรไหม

นินจา:  ก็นั่นแหละครับ อยากให้แบบไปให้ได้ไกล ๆ กว่านี้ ทั้งคนในประเทศเอง บางคนอาจจะมองว่า  T-pop อะไรอะ บางคนนะครับที่เขายังไม่เปิดใจเขาก็จะไม่ค่อยฟังกัน ไปฟังแถบ K-pop มากกว่า แต่อยากให้ลองเปิดใจกับ T-pop ดู แล้วก็นินว่าถ้าไปได้ไกลจริง ๆ ภาษาเราก็จะทำให้คนรู้จัก เหมือนภาษาเกาหลีที่ทุกวันนี้ทุกคนฟังเพลงภาษาเกาหลีเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งที่เราฟังไม่รู้เรื่องแต่เพราะจังเลยอะไรอย่างนี้ อยากให้คนต่างชาติฟังภาษาไทยแล้ว โอ๊ย! ภาษาไทยเพราะจังเลย ภาษาไทยน่ารักจังเลย ก็อยากขับเคลื่อนตรงนี้ไปด้วยครับ

 

The People: การที่จะพา  T-pop ไปสู่จุดที่เราฝันไว้ ในฐานะ 4MIX พวกคุณคิดว่าสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยให้ T-pop ไปถึงฝัน

นินจา: ตอนนี้อย่างที่รู้ว่า 4MIX ค่อนข้างมีแฟนคลับฝั่งนู้นเยอะใช่ไหมครับ ตอนนี้เราก็พยายามสร้างแล้วก็ผลิตคอนเทนต์ที่จะสามารถทำให้ฝั่งนู้นรู้สึกได้ด้วย แล้วฝั่งของไทยก็รู้สึกได้ด้วย หมายถึงเรื่องเพลงคือเราต้องบาลานซ์ให้ดีมาก ๆ เลย เพราะว่าถ้าไทยเกินไปอินเตอร์อาจจะไม่เข้าใจ หรือถ้าอินเตอร์เกินไปในไทยก็อาจจะแบบไม่ใช่เพลงไทยไปแล้ว ก็น่าจะต้องหาจุดกึ่งกลางให้ได้ครับ

แล้วก็พยายามสอดแทรกความเป็นไทยเข้าไปโดยที่ไม่ให้มันเลี่ยน ไม่ใช่ว่าเอาระนาดเข้าไปหรืออะไรเข้าไป คือพยายาม represent ความเป็นตัวเราแค่บอกว่า T-pop มันก็แบบมาจากไทยแล้วครับ คือนินว่าถ้าทำให้ผลงานมีมาตรฐานมันก็น่าจะช่วยขับเคลื่อนไปได้ครับ

 

The People: ทราบมาว่า 4MIX มีแฟนคลับเป็นชาวต่างชาติด้วย รู้สึกอย่างไรกันบ้าง

จอร์จ: ก่อนอื่นเลยจอร์จรู้สึกว่าต้องขอขอบคุณมาก ๆ เลยครับที่ช่วยกันสนับสนุนพวกเรา 4MIX นะครับ แล้วจอร์จตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะแบบ

แมกก้า: เยอะขนาดนั้น

จอร์จ: ใช่, ชาวต่างชาติที่เป็นแฟน ๆ จะเยอะขนาดนี้ครับ เพราะว่าตอนแรกเราก็แอบหวั่น ๆ นิดหนึ่งว่าพอเราเปิดตัวในช่วงโควิด-19 แล้วมันแบบว่า

นินจา: จะมีคนฟังไหม เราจะได้ไปที่ไหน อะไร อย่างไร

จอร์จ: ใช่,

จอร์จ: กลับกลายเป็นว่าชาวต่างชาติให้ความสนใจมากๆ โดยเฉพาะช่องรีแอคชันดัง ๆ ที่เขามารีแอคชันกัน แล้วก็ฝั่งลาตินอเมริกา เขาก็เหมือนกระจายกันไปทั่ว ไม่ใช่แค่ฝั่งลาตินอเมริกา แบบว่ายุโรป เอเชีย ทุกคนก็ให้การสนับสนุนเราค่อนข้างที่จะดีมาก ๆ 

นินจา: ใช่ครับ คนที่ไม่เคยดู T-pop เลยในฝั่งนู้น อยู่ ๆ ก็มาดู T-pop แล้วก็มาเต้นคัฟเวอร์เพลงเรา เห็นเป็นฝรั่งแต่คัฟเวอร์คำไทย ก็น่ารักมาก ดีใจมาก ๆ เลยครับ

 

The People: วางแผนแนวเพลงและการแสดงที่อยากแสดงออกให้แฟนคลับได้เห็นอนาคตไว้อย่างไร

นินจา: จริง ๆ เราอยากจะโชว์ความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเรา ยังมีความเป็น 4MIX อยู่ แต่ก็อยากให้ทุกคนเห็นในมุมที่หลากหลายมากขึ้นแล้วก็พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น โปรดักชั่น เพลงหรืออะไรต่าง ๆ ก็อยากให้มันอัปเลเวลขึ้นไปอีก แต่ก็ยังมีความเป็น 4MIX อยู่ หรือคนอาจจะคิดว่า 4MIX เต้นร้องบางทีอาจจะมีเพลงช้าบ้าง อกหักบ้าง หรืออาจจะมีเพลงร็อก อยากพยายามเอาทุกแนวเพลงมารวมกันแล้วก็ใส่ความเป็น 4MIX เข้าไป เพื่อโชว์ศักยภาพทุก ๆ ด้านที่เรามีครับ

แมกก้า: ต้องรอติดตามครับ

The People: อยากฝากผลงานของ 4MIX หรือมีอะไรอยากสื่อถึงแฟนคลับไหม

นินจา: ก็ฝากด้วยนะครับสำหรับเดบิวต์ซิงเกิ้ลของพวกเรานะครับกับเพลง

ทุกคน: Y U COMEBACK

นินจา: สามารถติดตามได้ทาง YouTube

ทุกคน: KS Gang

นินจา: Facebook

ทุกคน: KS GANG

นินจา: แล้วก็ถ้าอยากติดตามพวกเรา 4MIX แบบ exclusive ก็สามารถติดตามได้ทุก ๆ ช่องทาง social เลยนะครับ แค่พิมพ์ว่า

ทุกคน: 4mix.official

นินจา: นะครับแล้วก็ฝากพวกเรา 4MIX ไว้ด้วยนะครับ ทั้งเพลง Y U COMEBACK เองแล้วก็เพลงคิดผิดที่เป็นซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ แล้วก็ซิงเกิ้ลต่อ ๆ ไปนะครับ รับรองว่าเราจะทำทุกอย่างออกมาให้เต็มที่แล้วก็ดีที่สุดแน่นอนครับ แล้วก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่ ๆ ครับ

 

สัมภาษณ์: ชุลิตา วิไลเจริญตระกูล (The People Junior)


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ ชานน สันตินธรกุล “ความฝันของผมอยู่ที่ฮอลลีวูด”

สัมภาษณ์ สตีฟ แกดด์ มือกลองระดับตำนาน กับชีวิตในฐานะกระดูกสันหลังวง ชายที่เอริค แคลปตัน เลือกให้เป็นมือกลองตลอด 30 ปี

สัมภาษณ์ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ชีวิตที่ขาดการแสดงไม่ได้ และสิ่งที่ไม่อยากหายไปจากความทรงจำ

Three Man Down ความเป็นเด็ก และการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกของ ‘กิต – กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์’

สัมภาษณ์ มาริโอ้ เมาเร่อ การอกหักคือความสุขแบบหนึ่ง

สัมภาษณ์ Slot Machine การเดินทาง ‘ผ่าน’ ศาสนา มนุษย์ต่างดาว และเพลงสากลที่ ‘รอ’ วันสำเร็จ

เก่งฉกาจ เก่งการค้า กว่าจะเป็นนักดนตรีแจ๊สไทยในนิวยอร์ก

สัมภาษณ์ ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ Enjoy Your Life นี่แหละคือชีวิต