Post on 01/07/2021

About Time: หนังย้อนเวลาที่สอนให้คุณอยู่กับปัจจุบัน เพราะ ‘ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง’

/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง About Time (2013) /

คุณอาจเป็นคนที่ผิดหวังจากความรักครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นมนุษย์เงินเดือนที่เอาแต่ทำงานจนพลาดโอกาสเจอคนดี ๆ หรืออาจเป็นคนที่ไม่เคยมีแฟน เพราะไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ หากคุณกำลังคิดว่าสิ่งที่ต้องเผชิญในปัจจุบันคือผลจากการตัดสินใจผิดพลาด ภาพยนตร์แนวย้อนเวลาเรื่องนี้จะสอนให้คุณรู้ว่า ‘ทุกความผิดพลาดคือการเรียนรู้’ และต่อให้คุณ ‘ย้อนเวลาไม่ได้’ คุณก็แก้ไขมันได้ด้วยการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

‘About Time’ (2013) ภาพยนตร์คอมเมดี้อบอุ่นหัวใจ กำกับโดย ‘ริชาร์ด เคอร์ติส’ มือเขียนบทผู้ฝากผลงานไว้ใน ‘Notting Hill’ (1999) ถูกนำกลับมาฉายอีกครั้งผ่าน Netflix โดย About Time มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ ‘ทิม’ (แสดงโดย โดห์นัลล์ กลีสัน) ชายหนุ่มผมแดง ผอมแห้ง และไม่เคยมีแฟนมาตลอด 21 ปี จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อของเขาได้บอกความลับของผู้ชายในตระกูลว่า พวกเขาสามารถย้อนเวลาได้ นั่นทำให้ทิมเลือกที่จะกลับไปแก้ไขอดีตกับรักแรกที่ชื่อว่า ‘ชาร์ล็อต’ (แสดงโดย มาร์โก้ ร็อบบี้) เพื่อทำให้ตัวเองมีแฟนสักที

แต่แทนที่จะกลับไปเริ่มต้นใหม่เพียงครั้งเดียว ความสามารถในการย้อนเวลาของทิมกลับทำให้เขาเลือกจะแก้ไขทุกรายละเอียดในเรื่องความรัก เพราะเขาต้องการให้ทุกอย่าง ‘สมบูรณ์แบบ’ โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังจากที่พบกับ ‘แมรี่’ (แสดงโดย ราเชล แม็คอดัมส์) หญิงสาวที่ ‘ใช่’ ในทุกความต้องการ

กระนั้น เวลายังคงผดุงความยุติธรรมของตัวเองไว้ด้วยการพรากบางสิ่ง เพื่อทดแทนสิ่งที่ได้มา นั่นทำให้ทิมค่อย ๆ เห็นคุณค่าของเวลาในปัจจุบันมากขึ้น และเริ่มตระหนักว่า การทำทุกวินาทีอย่างเต็มที่เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขมันแล้วต่างหากที่สำคัญ

เพราะปาฏิหาริย์ไม่มีจริง อยากทำอะไรจงทำเลย

“ผมพยายามใช้ชีวิตทุกวันราวกับผมได้ย้อนกลับมาแก้ไขมันแล้ว เพื่อมีความสุขกับมัน ราวกับมันเป็นวันสุดท้ายที่สมบูรณ์ในชีวิตธรรมดา ๆ แสนพิเศษของผม”

แน่นอนว่าในชีวิตจริง มนุษย์ไม่มีความสามารถในการย้อนเวลา และกบ-ทรงสิทธิ์ได้บอกเอาไว้ว่า ‘ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง’ ถึงแม้ทิมจะอยากย้อนอดีตเพื่อทำให้พ่อของเขาไม่ต้องเสียชีวิตจากโรคมะเร็งขนาดไหน เขาก็ทำไม่ได้ และตัวพ่อของทิมเองก็ทำได้มากสุดเพียงใช้เวลาในปัจจุบันให้คุ้มค่า

การใช้ชีวิตที่เร็วเกินไปทำให้เราพลาดการดื่มด่ำกับสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศหรือว่าผู้คน ทิมย้อนเวลากลับไปหาพ่อของเขาหลายครั้ง บางครั้งก็มอบกอด บางครั้งก็มอบจูบ และในการจากลาครั้งสุดท้าย พ่อของทิมได้ขอให้เขาย้อนเวลากลับไปพร้อมกัน เพื่อกลับไปดื่มด่ำบรรยากาศข้างทะเลในวันที่ทิมยังเป็นเด็กน้อย การจากไปของพ่อจึงทำให้ทิมรับรู้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การย้อนเวลากลับไปเรื่อย ๆ แต่เป็นการใช้เวลาอย่างรู้คุณค่ากับคนที่รักอย่างเต็มที่

เช่นเดียวกับการเห็นทิมย้อนเวลาตลอดทั้งเรื่องเพื่อแก้ไขสิ่งผิดพลาด ทั้งการมีเซ็กส์ครั้งแรกกับแมรี่ และการเอ่ยทักทายชาร์ล็อตกับเพื่อนสาวด้วยความคิดที่ว่าเธอทั้งสองเป็นเลสเบี้ยน หากมองตามหลักความเป็นจริง ผลลัพธ์ของคำพูดและการกระทำเปรียบดั่งกระสุนที่พุ่งออกจากกระบอกปืนและไม่มีวันหวนกลับ แม้ทิมจะจับสังเกตพฤติกรรมของคนรอบตัว เพื่อเวลาย้อนกลับมาอีกครั้ง เขาจะไม่พลาดซ้ำเดิม แต่ในโลกแห่งความจริง ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นถาวร การตัดสินใจทุกอย่างจึงควรมาจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจทีหลัง ซึ่งเราก็มีโอกาสเห็นทิมตัดสินใจอะไรหลายอย่างโดยไม่ต้องย้อนเวลากลับไปแก้ไขเช่นกัน

และปรากฏว่าผลลัพธ์เหล่านั้นก็ดีมาก

หลังจากทิมชวนแมรี่ไปดูละครเวทีแต่ถูกเธอปฏิเสธ เขาก็ได้ไปดูละครกับ ‘โรรี่’ เพื่อนของเขา และได้พบกับรักแรกอย่างชาร์ล็อตอีกครั้ง แต่จู่ ๆ ทิมกลับวิ่งหนีเธอกลับบ้านด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอก ทิมพุ่งตรงไปยังเตียงของแมรี่ เขาจ้างนักดนตรีข้างทางมาเล่นดนตรีคลอ คุกเข่าลงกับพื้น และปลุกแมรี่ที่งัวเงียขึ้นมา

“ตื่นเถอะ มาคุยกันหน่อย ผมมีเรื่องสำคัญจะถามคุณ”

“ถามตอนเช้าไม่ได้หรอ ฉันกำลังฝันดี (แมรี่ยันตัวจากเตียง) มีอะไรหรอ? คุณเปิดเพลงทำไม?”

“มันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะถามคุณ”

“เดี๋ยวนะ? เพลงโรแมนติก ผู้ชายมีคำถามสำคัญ คุณคุกเข่าอยู่หรือเปล่า? โอ้! คุณคุกเข่าอยู่… เซ็งละครขนาดขอฉันแต่งงานเลยหรอ?”

“ใช่, ถามจากใจ คุณจะแต่งงานกับผมไหม… คุณมีคำตอบให้ผมไหม แต่ง ไม่แต่ง ไสหัวไปจากชีวิตฉัน ไอ้ขี้แพ้”

“…ฉันคิดว่าฉันจะตอบว่า… แต่งค่ะ”

ทิมดูจะเป็นหนุ่มแสนธรรมดาที่อยู่ในโอกาสพิเศษที่สุด ซึ่งเป็นผลของการตัดสินใจที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีหลังจากเขาปฏิเสธการเชิญชวนเข้าห้องจากชาร์ล็อต

ในตอนนั้นทิมได้เห็นแล้วว่า ใจของเขามีให้แมรี่เพียงคนเดียว จึงไม่อาจร่วมนอนกับชาร์ล็อตได้ แม้เธอจะเย้ายวนเพียงใดก็ตาม และถึงแม้การขอแต่งงานระหว่างที่แมรี่กำลังงัวเงียดูจะไม่ใช่เวลาที่ดีนัก แต่ทิมก็ไม่ย้อนเวลากลับไปแก้ไข เพราะใจของเขากำลังบอกว่า ‘นี่คือเวลาที่ใช่ที่สุด’ เมื่อเชื่อเช่นนั้น ทิมจึงไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเขาได้ไปสุดตามที่ตนเองปรารถนา รวมถึงผลลัพธ์ก็ออกมาดีอย่างเป็นธรรมชาติ

อย่าทำตัวเองเสียใจไม่ว่าในปัจจุบันหรืออนาคต

“เผื่อคุณไม่รู้ แต่ข้างในสวยกว่าข้างนอกนะ”

ชาร์ล็อตเอ่ยชวนทิมเข้าไปในห้องของเธอ เขายืนตัดสินใจด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธ และรีบวิ่งกลับบ้านมาขอแมรี่แต่งงาน หากเขาตัดสินใจไม่ได้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ทิมอาจลงเอยด้วยการนอนอยู่บนเตียงของชาร์ล็อต และรีบย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตอีกครั้ง แต่ต่อให้เขาย้อนเวลาเพื่อทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ตัวทิมเองก็ยังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิด เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ลืมเรื่องราวในวันนั้น

ขณะที่ทิมคือตัวอย่างของการไม่ทำให้ตัวเองในอนาคตเสียใจ น้องสาวของทิมอย่าง ‘คิตแคต’ กลับเป็นตัวแทนกลุ่มคนที่ทำให้ตัวเองในปัจจุบันต้องเปียกปอนไปด้วยน้ำตา

เธอและหนุ่มหล่อ ‘จิมมี่’ คบกันบนเส้นทางของการทะเลาะ ซึ่งนั่นไมใช่ความรักที่คิตแคตโหยหา จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ภายหลังทะเลาะกับแฟนหนุ่ม แน่นอนว่าพี่ชายอย่างทิมพยายามช่วยแก้ไข แต่มันก็ไม่เป็นผลดีนัก เพราะการทำให้น้องของเขารอดจากอุบัติเหตุต้องแลกกับอนาคตของลูกสาวทิม

“ถ้าจะแก้ไข ฉันว่าเจ้าตัวต้องทำเอง”

แมรี่บอกกับทิมเช่นนั้น เพราะต่อให้เขามีความสามารถในการย้อนเวลา เขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่า อดีตที่เปลี่ยนไปจะส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง ทางเดียวที่ไม่ต้องให้ชีวิตของคนอื่นต้องเสี่ยง คือการให้คิตแคตเรียนรู้จากความผิดพลาด ทั้งการคบกับจิมมี่ การดื่มเหล้า และการขับรถอย่างขาดสติจนเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่

หลังจากที่คิตแคตหายดี เธอก็ตระหนักว่า การฝืนอยู่กับคนที่ไม่รักและไม่ทะนุถนอมกันและกัน มันไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็น ความสัมพันธ์ของเธอและจิมมี่อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินทั้งตัวพวกเขาและครอบครัว ดังนั้นเธอจึงเริ่มเปลี่ยนความคิด ตัดความสัมพันธ์ที่ดีแต่ผูกมัดความทุกข์ออกไป และหันมาใส่ใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น เพื่อรอคอยเวลาที่ใช่สำหรับคนที่เหมาะสม

ถึงแม้ต้องรออีกนาน ต้องผ่านความเหงาอีกหลายครั้ง แต่การได้พบรักแท้นั้นคุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ เหมือนที่ทิมต้องใช้เวลาถึง 21 ปีกว่าจะได้พบกับคู่ชีวิตของเขา และนั่นทำให้ทิมที่เอาแต่ทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้เรียนรู้ความจริงในตอนท้ายว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ต้นทางหรือปลายทางที่เป็นดั่งใจคิด แต่สิ่งสำคัญคือ ‘ระหว่างทาง’ ที่ให้พื้นที่ในการเก็บเกี่ยวความสุขและความทุกข์ร่วมกัน จนก่อร่างสร้างเป็นความสัมพันธ์อันแสนพิเศษของคนสองคน

ทุกวันธรรมดาคือวันพิเศษเมื่อมีเธออยู่ด้วย

“คุณอยากให้เราเลือกวันแต่งที่ฝนไม่ตกไหม?”

“ไม่ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ชีวิตใหม่เริ่มต้นมีทั้งวันดีและวันร้าย สนุกดีออก”

ราวกับฟ้าถล่มในวันแต่งงานของแมรี่และทิม แขกเหรื่อต่างวิ่งหนีฝนจากโบสถ์มาถึงบ้านของทิม แต่ไม่วายเต็นท์หลบฝนก็ฉีกขาดลงมา ทุกอย่างเต็มไปด้วยความวุ่นวายเกินรับมือ ระหว่างงานเลี้ยงที่ถูกย้ายเข้ามาจัดในบ้าน ทิมจึงถามแมรี่ว่าเธอต้องการวันที่ดีกว่านี้ไหม แต่แมรี่กลับปฏิเสธ เพราะมันคือสีสันและความทรงจำของชีวิต

ทิมได้เรียนรู้ในทันทีว่า ทุกวันไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่สมบูรณ์แบบ เพราะชีวิตสมบูรณ์แบบได้ด้วยคนที่รายล้อมเขาอยู่ และแมรี่คือคนคนนั้น เธอคือคนที่เขาอยากจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน เขาอยากจะดื่มด่ำกับช่วงเวลาทุกวินาทีที่มีเธอ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การมีแมรี่อยู่เคียงข้างเป็นความพิเศษ ก็เป็นเพราะเขาเคยสูญเสียเธอไปแล้วนั่นเอง

คนที่ใช่ยังไงก็ต้องพยายาม

ทิมใช้เวลาหลายครั้งเพื่อให้ได้คนที่ ‘ใช่’ อย่างแมรี่มาเป็นแฟน แม้การพบกันครั้งแรกที่ร้านนัดบอด ‘ดองส์ เลอ นัวร์’ จะเป็นดั่งพรหมลิขิตที่ทำให้เขาทั้งคู่ได้มาพูดคุยกันอย่างถูกคอ แต่เนื่องจากทิมต้องการช่วยเหลือเพื่อนของเขาอย่าง ‘แฮร์รี่’ จึงได้ย้อนเวลากลับไป โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามันทำให้การพบกันของเขาและแมรี่ตามที่โชคชะตาวางเอาไว้คลาดเคลื่อน

แต่เมื่อหัวใจร้องบอกทิมว่า เขาจะพลาดการพบกับเธอคนนี้ไม่ได้ ทิมจึงพยายามช่วยเหลือตัวเองโดยการนั่งรอแมรี่ที่นิทรรศการที่เธอชอบอยู่หลายวัน เมื่อมันไม่สำเร็จ เขาก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตอีก จนในที่สุดทั้งสองก็ได้มานอนเคียงข้างกันในเดตแรก

หลังจากนั้นเส้นทางรักของทั้งสองก็ดูจะขรุขระบ้าง เพียงแค่การหันหน้าพูดคุยกันคงจะเป็นอีกเคล็ดลับที่ทำให้ความรักครั้งนี้ยืนยาว แม้กระทั่งก่อนวันแต่งงาน แมรี่และทิมเล่นเกมเปลื้องผ้า เพื่อหาสถานที่จัดงาน สถานที่ฮันนีมูน และเพื่อนเจ้าบ่าวที่ตรงใจทั้งสอง ในจุดนี้จึงทำให้ทิมรู้ว่า แมรี่ไม่ค่อยพอใจกับเพลงอิตาเลียนที่ทิมจะเปิดในช่วงเจ้าสาวเดินเข้างาน เพราะมันช่างประหลาดเสียเหลือเกิน

ถึงอย่างนั้นความประหลาดใจของทิมและพ่อแม่ของเขากลับพุ่งแรงยิ่งกว่า เพราะเมื่อเจ้าสาวในชุดสีแดงเดินเข้ามาในโบสถ์ เพลงสุดประหลาดที่เจ้าสาวไม่ชอบกลับถูกเปิดขึ้น ทิมมองเจ้าสาวของเขาด้วยใบหน้าที่เกือบจะร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติ

“เพื่อคุณนะ” แมรี่เอ่ย

เพราะความรักไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็นเรื่องของคนสองคน การหันหน้าพูดคุยกันเพื่อหาจุดกึ่งกลางจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ บางปัญหาอาจแก้ไขได้ทันที บางปัญหาอาจยอมได้ตามเหตุผล แต่ความประนีประนอมนั้นเองที่ทำให้ความรักของทั้งคู่ยั่งยืนไปจนถึงเวลาที่ครอบครัวของเขาเติบโตอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องพึ่งพาความสามารถในการย้อนเวลาอีก

ทั้งหมดคือเรื่องราวของชายผู้พยายามแก้ไขอดีตเพื่อพิชิตใจหญิงสาวของเขา แต่การโกงเวลาและโชคชะตากลับทำให้เขาเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เวลาในปัจจุบันให้คุ้มค่าที่สุดราวกับมันเป็นการกลับมาแก้ไขอดีตแล้ว ที่สำคัญคือทิมเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง มองความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ในชีวิต เพราะความไม่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องแย่ หากแต่เป็นหนทางให้เราและความสัมพันธ์เติบโตต่อไปอย่างแข็งแรง

“เราเดินทางผ่านกาลเวลาด้วยกัน ทุกวันในชีวิตเรา สิ่งที่เราพอจะทำได้คือทำให้ดีที่สุด เพื่อลิ้มรสชาติเส้นทางชีวิตที่แสนพิเศษนี้”

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ:

https://www.youtube.com/watch?v=7OIFdWk83no

อ้างอิง:

ภาพยนตร์เรื่อง About Time (2013) ฉายทาง Netflix


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม