Post on 01/02/2019

อ้าย เหว่ยเหว่ย ศิลปินจอมแสบผู้ต่อสู้หมอกควันด้วยศิลปะ

จะว่าไป อ้าย เหว่ยเหว่ย ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นศิลปินหัวขบถแห่งยุคคนหนึ่งของโลกก็ว่าได้

เขานับเป็นศิลปินทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง ในฐานะนักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในความเป็นประชาธิปไตย ผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะทั้งประติมากรรม, สื่อประสม, ศิลปะจัดวาง, สถาปัตยกรรม, ภาพถ่าย และภาพยนตร์

อ้าย เหว่ยเหว่ย มีผลงานดังมากมาย เช่น การรออกแบบงานสถาปัตยกรรมอาคารสนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่งหรือสนามรังนกที่เป็นสนามหลักในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008, งาน Baby Formula 2013 โจมตีกรณีสารปนเปื้อนเมลามีนในนมโดยมีเหยื่อได้รับผลกระทบกว่า 300,000 คน หรือการระดมทีมผู้กำกับภาพชั้นนำ 12 คน ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี Human Flow (2017) ตีแผ่ชีวิตผู้ลี้ภัยใน 23 ประเทศ

ขณะที่ผลงานศิลปะส่วนใหญ่โดดเด่นด้วยการนำวัสดุและข้าวของที่สามารถพบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวันมาดัดแปลงให้เป็นผลงานศิลปะ เช่น ไม้แขวนเสื้อ, เมล็ดทานตะวัน, จักรยาน หรือแม้กระทั่งถุงยาง ในปี 2011 อ้าย เหว่ยเหว่ยจึงได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร ArtReview ของอังกฤษให้เป็นหนึ่งใน 100 ศิลปินที่ทรงพลังที่สุด

มาร์ค แรบโพลท์ บรรณาธิการ ArtReview ได้กล่าวถึง อ้าย เหว่ยเหว่ย ว่า “เขาเป็นผู้ที่ผลักดันให้ศิลปินออกมาอยู่นอกเขตแกลอรีหรือพิพิธภัณฑ์ ค้นหาหนทางให้ศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตจริงแทนที่จะเป็นสิ่งที่อยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะตามสถาบันต่างๆ ซึ่งพอคุณเดินออกมาแล้ว มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

และเมื่อจีนริเริ่มนโยบายเปิดประเทศเพื่อก้าวสู่ชาติมหาอำนาจ ขยายฐานการผลิตแบบทุนนิยมโดยเริ่มตั้งโรงงานมากมาย ในมุมหนึ่งมันทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจก็จริง แต่ในทางตรงข้ามมันกลับสร้างปัญหา “หมอกฝุ่น” ที่ปกคลุมไปทั่วเช่นกัน

ในที่สุดจีนก็ประสบกับสภาวะอากาศเป็นพิษอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงปี 2013-2016 ที่ระดับฝุ่นละออง PM 2.5 สูงถึง 500-600 เลยทีเดียว

ในฐานะศิลปินตัวแสบที่อยากตบหน้ารัฐบาล อ้าย เหว่ย เหว่ย ไม่รอช้า จึงออกโรงโพสต์ข้อความแนะนำการเอาตัวรอดในปักกิ่ง พร้อมรูปเสียดสีขณะเขาสวมใส่หน้ากากกันแก๊สพิษ และเริ่มต้นใช้ศิลปะสู้กับหมอกควันพิษ

“ผมรู้สึกสิ้นหวังจริงๆ หนทางเดียวที่จะแสดงออกได้คือการไปซื้อหน้ากากมาใส่และพิมพ์ข้อความสองอย่าง หนึ่งคือการบอกให้คนได้ตระหนักรู้ถึงความน่ารังเกียจของสถานการณ์หมวกควันในปักกิ่ง และสองคือให้ทุกคนตระหนักรู้ว่าตัวเองมีความสามารถในการปกป้องตัวเองจากสถานการณ์นี้”

ไม่เพียงแค่การโพสต์รูปอย่างเดียว อ้าย เหว่ยเหว่ย ยังต่อยอดประเด็นนี้ให้ทุกคนตระหนักถึงพิษภัยด้วยการสร้างผลงานศิลปะการสลักนำหินอ่อนหลากหลายแบบเป็นรูปหน้ากากกันแก๊สพิษ เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะที่จัดเวียนทั่วโลก

ถ้าคุณเรียกตัวเองว่าศิลปิน นี่แหละคือความรับผิดชอบของคุณ งานในฐานะศิลปินคือการแสดงความคิด ซึ่งมันสำคัญพอกับการแสดงความสนใจเกี่ยวกับมนุษยธรรมและคุณค่าของคุณ”

สำหรับเขาแล้ว ศิลปะคือสิ่งที่ไม่มีรูปแบบ รูปทรง ไร้กฏเกณฑ์ ศิลปะคือหนทางการต่อสู้เพื่ออิสระในใจและต่อสู้เพื่อตัวเองด้วย ฉะนั้นศิลปะจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่คนทั่วไปแขวนประดับไว้ที่ผนังบ้าน

“ศิลปะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำความรู้จักตัวเอง ว่าคุณอยู่ในโลกแบบไหน มีความฝันอย่างไร?”

สิ่งที่ อ้าย เหว่ยเหว่ย ได้กระทำจึงไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงภัยร้ายของหมอกควันเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้ความเป็น “ศิลปิน” มาสะกิดเตือนรัฐบาลให้ออกมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อประเทศ (อาจรวมถึงโลก) ของมนุษย์ทุกคน

 

ที่มา


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

“ปีเตอร์ ทาบีชี” ครูดีเด่นโลกที่ปฏิวัติการสอนจากพ่อแม่เด็ก

นักศึกษาปีหนึ่ง ที่เปลี่ยนโลกด้วยการเปลี่ยนของเหลือใช้เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์รักษ์โลก

“บิลลี่ บาร์” 40 ปีแห่งความโดดเดี่ยวของชายชราที่เฝ้าดูโลกร้อน ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ

ธวัช กุลวุฒิพงษ์ศักดิ์: ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี ใช้การศึกษาแก้ปัญหาด้ามขวานไทย

“เมดิสัน โรบินสัน” ต้นตำรับรองเท้ารูปปลา ที่บริจาครองเท้าเพื่อการกุศลมากกว่าหมื่นคู่

สรศิริ จันดีบุตร ยุติสงครามลักลอบค้าไม้เถื่อนด้วยการสร้างอาชีพ

“ออเดรย์ ถัง” แฮกเกอร์สาวข้ามเพศอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตย ผ่านการเป็น รัฐมนตรีดิจิทัล

กำนันชัยวัฒ สุริยันต์: กำนันชาวสวนที่เปลี่ยนคนเกลียดให้รักด้วยการทำงานจริง