Post on 22/05/2019

อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ ปีนเขาด้วยมือเปล่า เสี่ยงตายทุกปลายนิ้ว

“ผมเคยกลัวตายตลอดเวลา”

คำพูดดังกล่าวอาจดูธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่มันกลายประโยคน่าทึ่งสำหรับชายคนหนึ่งที่ไม่เคยแสดงท่าทีว่ากลัวความตายเลย ด้วยหน้าตานิ่งสงบเหมือนคนไร้อารมณ์ หนำซ้ำยังชอบทำกิจกรรมเสี่ยงตายอย่างการปีนผาแบบไร้เชือกหรือฟรีโซโล (Free Solo) เป็นประจำ ทำให้ประโยคดังกล่าวเมื่อออกจากปาก อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ (Alex Honnold) มันก็เลยสร้างความรู้สึก “เอ๊ะ! ยังไง” กับคนฟัง

“ผมเคยกลัวตายตลอดเวลา ไม่เคยอยากตายเลยเหอะ ปีที่แล้วผมเห็นคนตกผาตายที่ Red Rock มันเป็นอุบัติเหตุที่สยดสยองมาก เขาร่วงลงมากระแทกหินจนหัวแตกเลือดทะลัก นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นอุบัติเหตุระหว่างปีนเขาแบบจัง ๆ มันเป็นอะไรที่น่าเศร้า ทั้ง ๆ ที่เขาก็สวมหมวกกันน็อก มันเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าการปีนเขาแม่งอันตรายแค่ไหนถ้าคุณพลาดนิดเดียว แม้จะห้อยเชือกอยู่ก็ตาม”

ครั้งหนึ่ง อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ พิชิตยอดเขา เอล แคพพิทัน (El Capitan) หน้าผาหินแกรนิตความสูงกว่า 3,200 ฟุต ด้วยการปีนมือเปล่าแบบไร้อุปกรณ์ช่วยเหลือใด ๆ ซึ่งถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์สารคดี Free Solo (2018) จนได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมประจำปี 2019 มาครอง

ส่วนหนึ่งของสารคดีเล่าย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่เขาหลงรักการปีนผาตั้งแต่วัยเด็ก การปีนผาเปรียบเสมือนช่วงเวลาที่เขาหลุดออกจากโลกแห่งความจริง เป็นช่วงเวลาที่เขามีสมาธิที่สุด เป็นช่วงเวลาที่เขาเยียวยาจิตใจ และเป็นช่วงเวลาที่เขาเป็นตัวเอง

“จำได้ว่าตอนเป็นเด็กผมห้าวกว่านี้ วัยเด็กเราวิ่งเล่นอยู่ในอาณาจักรจินตนาการ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ ไร้ข้อจำกัด… แต่ในวัยผู้ใหญ่เราเริ่มมีตรรกะ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลรองรับ มีที่มาที่ไป มีข้อจำกัด… ซึ่งที่แห่งนั้นแทนอาณาจักรจินตนาการ เรียกว่า โลกแห่งความเป็นจริง

แน่นอนว่าการปีนผาด้วยมือเปล่าเสี่ยงไปด้วยความตายทุกปลายนิ้ว ภาพยนตร์จึงเลือกนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความกลัวภายในจิตใจของเขา (ก็แหงละ หน้าตาเขาไม่เผยไต๋ความกลัวอะไรเลย)

ปี 2016 ฮอนโนลด์เข้าสแกนสมอง MRI เพื่อตรวจการตอบสนองความกลัวว่าแตกต่างจากพวกเราอย่างไร ผลปรากฏว่าความกลัวของเขาต้องใช้แรงกระตุ้นสูงกว่าคนอื่น ซึ่งเขากลับมองผลการทดสอบนี้ว่าเป็นเรื่องปกติ!

“ผลการทดสอบเป็นเรื่องปกตินิ… ผมฝึกตัวเองไม่ให้ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นอะไรนัก ถ้าคุณฝึกบ่อย ๆ คุณจะเก่งขึ้น หรือไม่ก็อ่อนไหวต่อความกลัวน้อยลง ผลการทดลองเป็นแบบนั้นก็ถูกต้องแล้วนิ”

ความสงสัยเรื่องความกลัวหมดไป คำถามสำคัญต่อมาคือทำไมพี่แกต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับความตายด้วย?

“คนชอบถามว่าทำไมผมต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงตาย …ก็เพราะผมแยกแยะระหว่าง ‘ความเสี่ยง’ กับ ‘ผลที่ตามมา’ ไงเล่า!

ฮอนโนลด์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาแยกแยะระหว่างความกลัวและความเสี่ยง ถ้ามีความเสี่ยงสูง แน่นอนว่าย่อมอันตราย สิ่งที่เขาจะเลือกทำคือเตรียมตัวให้พร้อม ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกกลัวน้อยลง เพราะเขาจะปีนก็ต่อเมื่อตัวเองสบายใจเท่านั้น

“ถ้าผมร่วงลงไป ผลที่ตามมาย่อมสูง แต่ผมเห็นแล้วว่าความเสี่ยงที่จะเกิดน่ะต่ำมาก ผมถึงได้ปีน”

หนึ่งในบุคคลที่ฮอนโนลด์ยึดถือเป็นไอดอลก็คือ เพาล์ พรอยส์ (Paul Preuss) นักปีนเขาชาวออสเตรียที่เปรียบเสมือนบิดาแห่งการปีนแบบฟรีโซโล เขาเคยบอกว่า แก่นแท้ของการปีนเขาไม่ใช่อุปกรณ์ช่วยเหลือ แต่คือการเอาชนะขุนเขาด้วยสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจที่เหนือกว่า อย่างไรก็ดี พรอยส์กลับเกิดอุบัติเหตุตกเขาตายที่นอร์ธ ริดจ์ (North Ridge) แต่ก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักปีนเขารุ่นหลัง ๆ รวมถึง อเล็กซ์ ฮอนโนลด์

Alex Honnold free solo climbs El Capitan’s Freerider in Yosemite National Park. (National Geographic/Jimmy Chin)

อีกหนึ่งความเจ๋งของสารคดี Free Solo คือทีมงานทั้งหมดที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างลุ้นระทึก โดยเฉพาะคู่รักสองผู้กำกับ จิมมี ชิน (Jimmy Chin) และ เอลิซาเบธ ไช (Elizabeth Chai) ที่หากฮอนโนลด์เกิดความผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พวกเขาจะไม่มีโอกาสถ่ายทำรอบที่สองเลย

“หลายครั้งเหลือเกินที่ผมกลัวจะเห็นอเล็กซ์ร่วงลงมาตายหน้ากล้อง หลายครั้งผมอยากพุ่งตัวขึ้นไปช่วยเขา เพราะเขาคือเพื่อนรักของผม แต่ขณะเดียวกันผมก็คือคนทำหนัง ผมต้องทำสมองให้ปลอดโปร่งเสมอว่า เรากำลังจะเล่าเรื่องอะไร และเราต้องทำมันให้ถูกต้อง ผู้กำกับชินกล่าว

เช่นเดียวกับไชที่บอกว่า “ฉันภูมิใจกับหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะเวลาเห็นคนมาดูแล้วได้รับแรงบันดาลใจจากความกล้าหาญของ อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ จากเรื่องราวของเขาในการจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้”

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ว่าเขาจะเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงตายเพื่ออะไร? แน่นอนคำตอบทั้งหมดอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ แต่ฮอนโนลด์ก็เคยสัมภาษณ์อย่างเป็นสัจธรรมไว้ว่า “ชีวิตทุกคนก็ล้วนต้องเสี่ยงทั้่งนั้น ต่อให้คุณไม่ทำอะไรเลย เอาแต่นอนบนโซฟาทั้งวัน คุณก็ยังเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งตายใช่ไหมล่ะ ฉะนั้นผมก็อาจมีสิทธิด่าคุณได้เหมือนกันว่า คุณไม่รู้จักดูแลตัวเอง”

ส่วนท้ายของสารคดี (ไม่ใช่สปอยล์เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว) ฮอนโนลด์ปีนเขาได้สำเร็จ บนยอดเขาฮอนโนลด์เผยรอยยิ้มภาคภูมิใจ แต่พอลงจากยอดเขาเท่านั้นแหละ ฮอนโนลด์ก็ออกกำลังกายฝึกร่างกาย ด้วยสีหน้านิ่ง ๆ เรียบ ๆ เหมือนเดิม

 

ข้อมูล

DocumentaryClubTH

the-talks

52-insights

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

รวมสถานที่ผีสิงวงการเพลง เรื่องจากบ้านสุดหลอนของ ริก รูบิน ที่ทำเอา ทอม ยอร์ก, แอนโทนี คีดิส และคอรีย์ เทย์เลอร์ หัวฟูมาแล้ว

เพจ นักมวยปล้ำจรัสแสงกับความฝันที่แตกสลาย

“เต้าหู้ยี้” เพลงเสียดสีจัดตั้ง ครม. ปี 2538 ที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังใช้ได้เสมอ

แฟรงกี แมนนิง สัญลักษณ์แห่งความสุขของนักเต้น Lindy Hop

Pac-Man ตัวละครเกมดัง เกิดขึ้นได้ด้วยผู้หญิง และการกิน

จอน จี ฮยอน (จวนจีฮุน) : 18 ปี อยากบอกให้เธอได้ฟังคิดถึงเธอจัง “ยัยตัวร้าย”

ซึบาสะ: จากการ์ตูนสู่เกมของค่าย TECMO ความฮิตที่ยาวนาน เล่นกันยันลูกบวช

เจฟฟ์ โกลด์บลุม ดาราดัง Jurassic Park กับความฝันในฐานะ ‘นักเปียโนแจ๊ส’