Post on 15/03/2019

อเล็กซ์ เจมส์ มือเบสวง Blur ผู้ผันตัวไปเป็นคนทำชีส

       ต้นยุค 90s ขณะที่เกาะอังกฤษสั่นสะเทือนด้วยแรงระเบิดจากดนตรีบริตป๊อป แฟนเพลงและนิตยสารดนตรีทุกฉบับในเกาะอังกฤษแทบจะลุกเป็นไฟ เมื่อกลางรายการ Top of the Pops อันเป็นรายการดนตรียอดนิยม อเล็กซ์ เจมส์ (Alex James) มือเบสหน้าละอ่อนจากวง Blur ดันสวมเสื้อยืดวงคู่กรณี (ในเวลานั้น) อย่าง Oasis ขณะขึ้นแสดงเพลง Country House แน่นอนว่าด้วยพฤติกรรมนี้ มันถูกมองเป็นอะไรไม่ได้มากไปกว่าการสาดน้ำมันใส่กองไฟที่ลุกโหมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมหากาพย์การชิงบัลลังก์ราชาแห่งดนตรีจากเกาะอังกฤษอยู่ในช่วงเชือดเฉือนกันเต็มกำลัง

และในปี 2003 ภายหลัง Blur หยุดพักวงนานห้าปีเต็ม เจ้ามือเบสคนเดิมที่เคยสร้างความเดือดดาลไปจนถึงสาแก่ใจของแฟนเพลงเมื่อยุค 90s นั้น ก็ได้กลายเป็นคุณพ่อของลูก ๆ เขาซื้อไร่ที่อ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ชานเมืองของอังกฤษ เลี้ยงแกะนับร้อยตัว และเดินหน้าทำฟาร์มผลิตชีสตามความชอบของตัวเองที่อยู่นอกเหนือไปจากโน้ตดนตรีและไลน์เบส

Blur

“ถ้าคุณอยากฟอร์มวงดนตรีในวันนี้ คุณก็ต้องตื่นเช้าและมีวินัยมาก ๆ เป็นคณะคาบาเร่ต์เหมือนยุคก่อนร็อคแอนด์โรลครองเมือง แต่ถ้าคุณอยากแต่งงานกับนางแบบสักคน, ซื้อเรือยอชต์และแหกปากใส่ทุกคนว่า ‘ไปตายซะ’ คุณก็ต้องเป็นเชฟเว้ย” ใครจะกล่าววาทะแสบคันเช่นนี้ได้ดีเท่าเขา และมันแสนจะนิยามชีวิตของอดีตร็อคสตาร์และพ่อครัวชาวไร่คนนี้ได้อย่างครบถ้วน

เด็กหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นกลางในบอร์นมัธ ที่บังเอิญได้ยินเพลง Blue Monday ของวงร็อคจากแมนเชสเตอร์ New Order และหมกมุ่นกับการหัดเล่นดนตรีมาตั้งแต่นั้น ไปพร้อมกันกับความสนใจด้านภาษาฝรั่งเศสและเคมีที่เขากวาดคะแนนดีเยี่ยมมาได้ทุกภาคเรียนในระดับชั้นมัธยม จนถูกคาดหวังว่าน่าจะสอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างอ็อกซ์ฟอร์ดได้สบาย ๆ เจมส์หลงใหลในวัฒนธรรมจากฝรั่งเศส เมื่อสมัยยังเด็ก เขาเคยไปเยือนฝรั่งเศสสองครั้งคือเมื่อสมัยไปพักร้อนกับครอบครัว และอีกครั้งเมื่อเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน

“อะไร ๆ ที่นั่นมันเจ๋งไปหมด อันที่จริงผมไปเยอรมนีด้วยนะ แต่คนที่นั่นเอาแต่เล่นปิงปองว่ะ” เจมส์ระลึกอดีต “แต่ในฝรั่งเศส ทุกอย่างมันน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด มีส่วนของความอันตรายและความงดงามไปพร้อม ๆ กัน”

       และแม้เจมส์จะเรียนได้คะแนนดีเด่นเพียงไหน แต่อิทธิพลของการติดแฟนสาว เหล้ายาในผับที่เขาหัดเข้าและเพลงร็อคแอนด์โรลล์ ก็ทำให้เจ้าหนุ่มเจมส์พลาดโอกาสทั้งหมดทั้งปวง อย่างที่เขาเขียนบรรยายไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ Bit of A Blur “ชีวิตไม่ได้มีพื้นที่มากพอสำหรับเซ็กซ์ ยาเสพติด ร็อคแอนด์โรลล์ ภาษาฝรั่งเศสและวิชาเคมีไปพร้อม ๆ กันว่ะ”

หากแต่นั่นกลับกลายเป็นการเปิดประตูบานสำคัญให้ชีวิตของเจมส์ เมื่อเขาเข้าเรียนภาควิชาฝรั่งเศสที่วิทยาลัยโกลด์สมิธ และเจอกับเด็กหนุ่มจากคณะศิลปกรรมผู้ที่จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญในชีวิตของเขา กราแฮม ค็อกซอน มือกีตาร์ที่พาเขาไปรู้จักกับอนาคตฟร้อนต์แมนของวงอย่างดาม่อน อัลบาร์น และคว้าตัว เดฟ ราวน์ทรี รุ่นพี่จากเอสเซ็กซ์มาเป็นมือกลอง และนั่นคือปฐมบทการเดินทางอันยาวนานของวง Blur และตัวเจมส์ในฐานะนักดนตรีอาชีพ ก่อนจะกลายมาเป็นคนทำชีสอยู่ชานเมืองของเกาะอังกฤษ

แน่แท้ว่า ‘ใบหน้า’ ของวง Blur นั้นอยู่ที่ร้องนำอย่างอัลบาร์น หากแต่หลายต่อหลายครั้งที่กล้องจับจ้องไปยังมือเบสร่างสูงที่มักจะคาบบุหรี่ไปพลาง ใช้นิ้วเกี่ยวสายเบสไปพลาง บุคลิกของเจมส์ในวงนั้นไม่เงียบขรึมเท่าราวน์ทรี หรือเป็นจริงเป็นจังเท่าค็อกซอน และไม่ได้เปล่งประกายสว่างเท่าอัลบาร์น เขาเป็นเพียงไอ้หนุ่มมือเบสจอมกวนโอ๊ยที่มักสบถออกรายการ หรือไม่ก็สูบบุหรี่เงียบเชียบอยู่ตรงมุมกล้อง

ความคุ้มดีคุ้มร้ายของเขานั้นยืนยันได้จากอัลบาร์น ที่เคยให้สัมภาษณ์กึ่งรักใคร่กึ่งรำคาญใจว่า “ผมต่อยอเล็กซ์อยู่ประจำแหละ หมอนั่นชอบจงใจทำตัวกวนตีนอยู่เรื่อย จนผมเริ่มคิดแล้วเนี่ยว่าแม่งชอบโดนชก” ยังไม่นับรวมพฤติกรรมเมาอาละวาดในผับ ระเบิดอ้วก หรือโยนเบสเข้าแสกกลางหน้ากลุ่มผู้ชม ด้วยหวังว่ามันจะร่อนลงในอ้อมแขนของพวกเขาอย่างสวย ๆ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังคาด มันบินหวือกลางงานและฟาดกลางหัว เควิน หนึ่งในฝูงชนจนน็อคกลางอากาศ (“โชคดีชะมัดที่ไม่มีอะไรหนักหนาไปกว่านั้น แต่ประสบการณ์ถูกฟาดด้วยเบสบินได้ก็หลอนเควินไปเหมือนกัน” เจมส์เล่า ทั้งนี้ เขาถูกแบนจากคลับนั้นถาวรไปโดยปริยาย)

       ดังที่เรารู้กัน Blur ประสบความสำเร็จระดับโลก มันได้กลายเป็นหนึ่งในวงร็อคที่เกรียงไกรที่สุดในยุคสมัยนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ พวกเขากลายเป็นใบหน้าที่ปรากฏอยู่ในทุกเทศกาลดนตรี คลื่นวิทยุกระหน่ำเปิดซิงเกิล Girls & Boys ตลอดไปจน Country House และ Song 2 ไปพร้อมๆ กันกับที่โลกอ้าแขนต้อนรับการปะทะกันระหว่างสองวงยักษ์แห่งบริตป๊อป ระหว่าง Blur VS Oasis วงจากแมนเชสเตอร์ จนกลายเป็นบรรยากาศเด่นของยุคในนาม Battle of Britpop

ควบคู่กันนั้น เจมส์แบ่งพื้นที่ความสนใจของเขากับมิติอื่น ๆ อันหลากหลายพ้นไปจากจักรวาลของดนตรี เขาหลงใหลเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์และทดลองดื่มทุกสูตรจากทุกผับที่เข้าไปเยือน แน่นอนว่าเมายับ (“ผมฟาดบลัดดี แมรี่ แก้วที่สี่เข้าไปแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็กำลังตีลังกาโชว์นักข่าว จำได้ว่าผมกับกราแฮมตีลังกาโชว์พวกเขาไปเยอะมากเลย”), รักที่จะซื้อนิตยสาร The Times มาเพื่อเล่นเกมครอสส์เวิร์ด, ฝันใฝ่อยากไปเยือนดาวอังคารและรอบรู้เรื่องราวเกี่ยวกับดาราศาสตร์ จนวาดระบบสุริยะและระบุตำแหน่งดาวทุกดวงได้ (เงินก้อนแรกที่เขาได้จากการเป็นนักดนตรีคือเอาไปซื้อกล้องโทรทรรศน์ไว้ส่องดูดาว) และเป็นที่มาของเพลงความยาวหนึ่งนาทีครึ่ง Far Out จากอัลบั้ม Parklife ที่เขาขับร้องเอง

       

 

     เหนือสิ่งอื่นใด เจมส์ยังคงเป็นเด็กหนุ่มคนเดิมที่คลั่งไคล้ชีสเข้าเส้นเลือด “ผมสนใจชีสเพราะผมสนใจประเทศฝรั่งเศส ชีสคือสิ่งที่ดึงดูดผมที่สุดแล้วในบรรดาอาหารการกินทั้งหมด มันเจ๋งดี เปรียบได้กับดนตรีพังค์ร็อค” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี และทุกครั้งที่วงออกทัวร์ ใกล้หรือไกล สิ่งที่เจมส์ได้รับกลับมา พ้นไปจากเหล้าและสาว ๆ คือชีสกองใหญ่ยักษ์จากเหล่าแฟนเพลงผู้รักในตัวเขาร็อคสตาร์ส่วนใหญ่มักมีคนปากางเกงชั้นในใส่พวกเขา มีแต่ผมแหละที่ได้แต่ชีส” เขาเย้าตัวเอง

เหตุการณ์สำคัญที่ยิ่งส่งให้เขารู้ตัวว่าชีสคืออีกหนึ่งชีวิตของเขานอกเหนือไปจากการเล่นเบส คือเมื่อครั้งออกเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ดินแดนซึ่งเจมส์ระบุว่าหาชีสกินได้ยากยิ่ง ก็ยังไม่วายมีแฟนเพลงสาวปาชีสทั้งก้อนใส่เขาจนเจ้าหนุ่มวัย 22 ให้สัมภาษณ์ออกกลางรายการวิทยุเมื่อโดนถามว่ามีอะไรอยากบอกกับแฟนเพลงชาวญี่ปุ่นไหม เจมส์ชะงักแล้วตอบ “หยุดปาชีสใส่ผมเสียที” (มีเรื่องน่ารัก ๆ ประสาเจมส์ เขาเล่าว่าในงานฉายหนังรอบปฐมทัศน์เรื่อง Pulp Fiction หนังปี 1994 ของ เควนติน ทารันติโน เจมส์บังเอิญได้เจอกับ เฮเลน่า คริสเต็นเซ็น นางแบบสาวชื่อดังชาวเดนมาร์ก และเอ่ยเกี้ยวเธอด้วยประโยคซื่อ ๆ ว่า “พระเจ้า คุณสวยจังเลย คุณชอบชีสไหมฮะ”)

       ความชื่นชอบในชีสของเจมส์ยิ่งถูกขับเน้น เมื่อวงเดินทางมาทำเพลง To The End ที่ฝรั่งเศสกับ ฟรองซัวส์ ฮาร์ดี ศิลปินสาวที่ร่วมขับร้องเพลงนี้เป็นภาษาฝรั่งเศส หล่อนพาเขาออกทัวร์กินชีสหลากหลายชนิดทั่วทั้งเมือง เจมส์ผู้ตื่นตาตื่นใจกับคลังแสงชีสกว่าร้อยชนิดจึงหลงใหลอาหารชนิดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เขาเรียนรู้ถึงวิธีการทำชีสแต่ละชนิดของชาวฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเมื่อความนิยมของบริตป๊อปเลือนจางในปลายยุค 90s บวกกันกับความอิ่มตัวของสมาชิกวง เมื่ออัลบาร์นและค็อกซอนแยกตัวไปทำเพลงของตัวเอง ราวน์ทรีหันไปลงเล่นการเมือง เจมส์ผู้ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความสนใจหลากหลายเรื่องราวเพิ่งจะแต่งงานกับ คลารี เนต ตัดสินใจซื้อพื้นที่ 200 เอเคอร์และเปิดฟาร์มทำชีสอย่างเรียบง่าย

“เราเริ่มจากการทำชีสเนื้อนุ่มก่อน เพราะมันใช้เวลาแค่สามวันเท่านั้นในการเซ็ตตัว ชีสแบบอื่น ๆ ใช้เวลาตั้งแต่สามถึงหกเดือน หรือไม่ก็เก้าถึงสิบปีแน่ะ แต่นั่นล่ะครับ ชีสก็เหมือนแชมเปญ ยิ่งเก่ายิ่งดี” เจมส์ว่า แล้วหัวเราะให้ตัวเองอย่างเปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเคย “ดูผมสิ จากไอ้คนดื่มหนักมาเป็นคนทำชีสผู้อ่อนโยน”

อย่างไรก็ดี เจมส์ไม่ได้ทำชีสเล่น ๆ หากแต่มันไปไกลถึงขั้นคว้ารางวัลชีสนมแกะยอดเยี่ยมจากเวทีบริทิช ชีสในปี 2008 ด้วย และมันยิ่งจุดประกายให้อดีตมือเบสวง Blur ยิ่งจริงจังกับการเป็นเจ้าของฟาร์มไร่มากขึ้นไปอีก

ทุกวันนี้ เจมส์ยังเปี่ยมสุขกับการทำชีส ออกงานดนตรีบ้างเป็นบางครั้ง เขามักปรากฏตัวตามรายการอาหารและยังมีแววตาดวงเดียวดวงเดิมกับเด็กหนุ่มที่เคยพ่นควันบุหรี่ใส่กล้องและให้สัมภาษณ์อะไรเซอร์ ๆ เมื่อยี่สิบปีก่อน หากแต่ด้วยท่าทีอ่อนโยนและสุภาพขึ้นตามวัย และยังคงเห็นประกายความหลงใหล ไม่ว่าจะในดนตรี อาหาร หรือแม้แต่ดวงดาวอันไกลโพ้น ที่เคยผลักดันเขาในวัยหนุ่มสะท้อนกลับมาเสมอ

ผมว่า ร็อคสตาร์ทุกคนวางแผนจะทำลายล้างโลก พอฝันเป็นจริง สุดท้ายแล้วสิ่งที่พวกเขาทำก็คือการพยายามกอบกู้ทุกอย่างให้เป็นเหมือนก่อนที่พวกเขาจะทำลายมันน่ะ” เขากล่าวไว้เช่นนั้นในบทสุดท้ายของ Bit of A Blur และดูจะเป็นเช่นนั้นสำหรับอดีตเด็กหนุ่มที่เคยร่อนเบสใส่ฝูงชน ก่อนจะกลายมาเป็นพ่อของเด็ก ๆ ห้าคนผู้ทำฟาร์มชีสในปัจจุบัน

 

เรื่อง : พิมพ์ชนก พุกสุข


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ