Post on 19/04/2019

อลิเซีย กัสติยา ผู้ทำให้ความลักลั่นของกฎหมาย “กัญชา” ในอุรุกวัยหมดไป

“เราจะเห็นว่าก่อนนั้นกฎหมายมันยังเป็นสีเทา ๆ เมื่อการเสพกัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่การปลูกกัญชากลับผิด ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ผู้ปลูกถูกจับเข้าตาราง มันก็เป็นการตอกย้ำให้คนเห็นว่า วิธีการเดียวที่พวกเขาจะหามันมาเสพได้คือในตลาดมืดเท่านั้น” ฆวน มานูเอล บาเรลา (Juan Manuel Varela) นักกิจกรรมด้านกัญชากล่าวกับ The Guardian ถึงสภาวะที่ลักลั่นทางกฎหมายในอุรุกวัย ก่อนที่จะมีกฎหมายเปิดเสรีด้านกัญชามารองรับ

ในประเทศเสรีนิยมอย่างอุรุกวัย พวกเขาลดการเอาผิดกับการเสพยาเสพติดทุกชนิดมาตั้งแต่ยุค 70s หากผู้ใดครอบครองในปริมาณที่ไม่เกินกว่ากำหนดเพื่อใช้เสพส่วนตัวแล้ว ทางการก็ไม่ได้ถือสา แต่การผลิตและการค้ายาก็ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่

เข่นเดียวกับในกรณีของ “กัญชา” ยาเสพติดที่ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์มากขึ้นเรื่อย ๆ และผู้ใช้สามารถผลิตเองได้โดยง่าย

ถึงปี 2011 สังคมอุรุกวัยจึงได้เกิดการถกเถียงกันครั้งใหญ่ถึงปัญหาความลักลั่นดังกล่าว หลัง อลิเซีย กัสติยา (Alicia Castilla) นักเขียนและนักจิตวิเคราะห์ชาวอาร์เจนตินา วัย 62 ปี (อายุในขณะนั้น) ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในอุรุกวัย ถูกจับกุมตัวขณะที่เธอกำลังรดน้ำกัญชา 29 ต้น ซึ่งเธอปลูกเอาไว้เพื่อใช้ผ่อนคลายเป็นการส่วนตัว

“พวกเขาทำกับฉันเหมือนฉันเป็น ปาโบล เอสโคบาร์ ภาคผู้หญิงไม่มีผิด” กัสติยากล่าว อ้างถึงนักค้ายาเสพติดชื่อดังชาวโคลอมเบียซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ดังใน Netflix

การจับกุมตัวกัสติยาเป็นข่าวใหญ่ในอุรุกวัย ทำให้เธอกลายเป็นเซเล็บไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว มารู้เข้าตอนเหยียบรั้วเรือนจำ เมื่อเธอซึ่งเป็นนักโทษที่อายุมากที่สุดในเรือนจำได้รับการปรบมือต้อนรับจากบรรดานักโทษหญิงรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนราวแฟน ๆ มายืนรอรับไอดอล

นอกเรือนจำก็มีกองทัพนักข่าวคอยรายงานข่าวของเธอ และกลุ่มนักกิจกรรมกัญชาที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปล่อยเธอจากการคุมขัง แรงกดดันจากสังคมทำให้ผู้แทนอุรุกวัยในรัฐสภาต้องเคลื่อนไหว ซึ่งระหว่างที่เธอถูกจองจำเป็นเวลาสามเดือน กัสติยาได้รับการเยี่ยมเยือนจากบรรดาผู้แทนที่วนเวียนนำร่างกฎหมายที่พวกเขาจะนำเสนอต่อสภามาให้เธอได้อ่านก่อน

เมื่อคดีของเธอไปถึงชั้นศาล ศาลจึงได้มีคำพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อความเคลื่อนไหวเพื่อให้การเสพกัญชา “เสรี” อย่างแท้จริงจุดติดแล้ว คดีของเธอจึงสร้างอานิสงส์ไปถึงผู้เสพรุ่นหลัง เมื่อรัฐสภาอุรุกวัยเห็นชอบผ่านกฎหมายให้การเสพกัญชาเพื่อสันทนาการถูกกฎหมายในปี 2013 และปีต่อมาก็ออกกฎหมายอีกฉบับอนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถเพาะปลูกกัญชาเพื่อใช้บริโภคเองได้ และยังขยายช่องทางการจำหน่ายกัญชาให้กว้างยิ่งขึ้น

มาตรการของอุรุกวัยถือว่าตรงกันข้ามกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกาใต้ที่มุ่ง “ทำสงครามกับยาเสพติด” มากกว่าที่จะลดการเอาผิดกับผู้เสพ

แต่สำหรับผู้ใช้กัญชา กฎหมายใหม่ก็ยังไม่เปิดกว้างพอสำหรับพวกเขา และยังวิจารณ์ว่า กฎหมายฉบับนี้ทำให้พวกเขาตกเป็นพลเมืองชั้นสอง และสร้างตราบาปให้กับการเสพกัญชา เพราะมีการกำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ปลูกจำเป็นต้อง “ขึ้นทะเบียน” เสียก่อน

เงื่อนไขตามกฎหมายสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกกัญชาไว้ใช้เองก็คือ ผู้ปลูกต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลเสียก่อน ขึ้นแล้วก็จะได้รับอนุญาตให้ปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้นเท่านั้น ส่วนสถานที่จำหน่ายกัญชาที่ถูกกฎหมายก็คือร้านเภสัชกรรม ซึ่งกฎหมายจูงใจให้คนมาใช้บริการจากร้านขายยาถูกกฎหมาย ด้วยการกำหนดราคาไว้เพียง 1.30 ดอลลาร์ต่อกรัมเท่านั้น ขณะที่ราคาที่ซื้อขายกันตามท้องถนนอยู่ที่ 3 ดอลลาร์ต่อกรัม แต่ผู้ซื้อก็ต้องแสดงตนด้วยการสแกนนิ้วมือและจะสามารถเข้ามาเบิกซื้อได้สัปดาห์ละไม่เกิน 10 กรัม

ทางรัฐบาลบอกว่าพวกเขาให้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีที่จะไม่ให้ข้อมูลส่วนนี้หลุดไปสู่มือของผู้ไม่หวังดี และทางเภสัชกรผู้จ่ายยาเองก็ไม่รู้ข้อมูลอื่นใดของผู้ซื้อนอกไปเสียจากจำนวนโควตาที่เหลืออยู่ของผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ดาเนียล วิดาร์ต (Daniel Vidart) นักกิจกรรมกัญชา เพื่อนของอดีตประธานาธิบดี โฆเซ “เปเป” มูฮิกา ซึ่งแต่งงานกับกัสติยาหลังเธอพ้นโทษไม่นาน วิจารณ์กฎหมายของสหายเก่าว่า แทนที่มันจะทำให้กัญชาถูกกฎหมาย มันกลับสร้างตราบาปให้กับกัญชาขึ้นยิ่งกว่าเดิม

“ทำไมจะต้องขึ้นทะเบียนผู้ใช้กัญชา แต่คนดื่มเหล้ากลับไม่ต้อง เหล้าเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงยิ่งกว่า กฎหมายฉบับนี้ยังคงเห็นว่าผู้สูบกัญชามีอันตรายรัฐบาลจึงต้องคอยตรวจนับ ระบบทะเบียนอาจจะปลอดภัยก็ได้ตราบเท่าที่รัฐบาลยังเป็นประชาธิปไตย แต่มันอาจจะกลายมาเป็นอาวุธร้ายแรงที่กลับมาทำลายผู้ใช้ได้เลยหากการมืองเปลี่ยนข้าง” วิดาร์ตกล่าว

เงื่อนไขตามกฎหมายสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกกัญชาไว้ใช้เองก็คือ ผู้ปลูกต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลเสียก่อน ขึ้นแล้วก็จะได้รับอนุญาตให้ปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้นเท่านั้น ส่วนสถานที่จำหน่ายกัญชาที่ถูกกฎหมายก็คือร้านเภสัชกรรมซึ่งกฎหมายจูงใจให้คนมาใช้บริการจากร้านขายยาถูกกฎหมายด้วยการกำหนดราคาไว้เพียง 1.30 ดอลลาร์ต่อกรัมเท่านั้น ขณะที่ราคาที่ซื้อขายกันตามท้องถนนอยู่ที่ 3 ดอลลาร์ต่อกรัม แต่ผู้ซื้อก็ต้องแสดงตนด้วยการสแกนนิ้วมือและจะสามารถเข้ามาเบิกซื้อได้สัปดาห์ละไม่เกิน 10 กรัม

ทางรัฐบาลบอกว่าพวกเขาให้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีที่จะไม่ให้ข้อมูลส่วนนี้หลุดไปสู่มือของผู้ไม่หวังดี และทางเภสัชกรผู้จ่ายยาเองก็ไม่รู้ข้อมูลอื่นใดของผู้ซื้อนอกไปเสียจากจำนวนโควตาที่เหลืออยู่ของผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ส่วนกัสติยาเองได้ให้ความเห็นถึงกฎหมายฉบับนี้ว่า “ถ้าให้เลือกระหว่างแนวคิดแบบปิตาธิปไตยกับเสรีนิยม ฉันขอเลือกอย่างหลัง รัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่างรังเกียจกัญชาอย่างรุนแรง พวกเขาทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของพวกฝ่ายซ้ายในยุค 70s ซึ่งมองว่ายาเสพติดคือตัณหาของชนชั้นกลาง มูฮิกาไม่เคยเหนื่อยล้ากับการด่าทอกัญชา หน้าที่ของเขาในฐานะรัฐบุรุษก็คือการเป็นนายทะเบียนคอยควบคุมคนติดยาเพื่อไม่ให้เตลิดเปิดเปิง”(Dinafem)

น้ำเสียงของเธอแสดงให้เห็นว่า แม้เธอจะมีส่วนทำให้อุรุกวัยกลายเป็นประเทศที่เปิดเสรีด้านกัญชาก่อนใครและมากกว่าใคร แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเธอเห็นว่า ประชาชนมีวิจารณญาณมากพอจะเลือกว่าสิ่งใดดีต่อตนเองหรือไม่? เพียงใด? ไม่จำเป็นให้รัฐต้องมาคอยควบคุม

ส่วนความคิดเห็นของเธอและสามีจะถูกหรือไม่? สังคมอุรุกวัยเอง หรือสังคมอื่น ๆ ที่คิดจะเดินตามคงต้องศึกษา อภิปรายและหาฉันทามติร่วมกันเป็นลำดับต่อไป  

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

เสถียร โพธินันทะ แตกฉานทางธรรม แต่คนไม่จำเพราะขาดความศักดิ์สิทธิ์

ยุสตุส ฟอน ลีบิจ นักเคมีผู้ให้กำเนิดนมผงเลี้ยงเด็กทารก

ศาลอังกฤษ ต้นแบบคดี “หมิ่นศาล” เลิกถือสากับคำวิจารณ์ของสาธารณะ

ปีเตอร์ เฟกเตอร์ การตายที่น่าสลดใจข้างกำแพงเบอร์ลิน

พระสยามเทวาธิราช ผีบ้านผีเมืองผู้ปัดเป่าภัยให้สยาม

บิลล์ บาวเวอร์แมน ได้ไอเดียทำรองเท้าไนกี้จากเครื่องทำขนมของเมีย จนพัฒนาเป็นรองเท้ามาราธอนที่เร็วที่สุดในโลก

แดน คานารี จากเด็กส่งเอกสาร สู่นักยกล้อคนแรกในตำนาน

นักพนัน-พ่อค้าหาบเร่แผงลอย รากเหง้าดั้งเดิมของยากูซาและชื่อที่มาจากไพ่ป๊อก