Post on 25/01/2019

“อันเดร เอร์เรร่า” ว่าที่กัปตันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค “โซลชา”?

อันเดร เอร์เรร่า กองกลางจอมขยันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นสนุกกับ “เรด อาร์มี” โดยเปิดให้แฟน ๆ ปุจฉาผ่านโซเชียลมีเดีย จากนับพันความสงสัยถูกเลือกมาตอบผ่านช่องของสโมสรเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน

กองเชียร์อสูรแดงรายหนึ่งถามเขาว่า “เกมแรกของแมนฯยูไนเต็ดที่คุณดูคือเกมนัดไหน และได้ดูเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปี 1999 หรือไม่?”

“ผมเคยดูแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดลงแข่งขันนะ แต่ความทรงจำแรกของผมกับแมน ยูไนเต็ด คือเกมสุดมหัศจรรย์ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 1999 กับบาเยิร์น มิวนิค ที่พวกเขาแซงชนะ 2-1 ครับ”

ไอ้หนูกระทิงน้อยแก้มแดงในวัย 10 ขวบ นั่งเฝ้าทีวี และเห็น โอเล กุนนาร์ โซลชา ลงมาเป็นซูเปอร์ซับสะบัดเท้าเปลี่ยนทางบอลเป็นประตูชัยให้ปีศาจแดงทำทริปเปิลแชมป์

ขณะที่ฮีโร่หมายเลข 20 ในคืนนั้น เปลี่ยนยูนิฟอร์มจากชุดแข่งขัน มาใส่สูทยืนสั่งการที่ข้างสนามในอีก 20 ปีต่อมา โซลชายิ้มและพูดถึงลูกทีมคนเก่งว่า ตัวเองมีความสุขเสมอที่ได้ดูการเล่นของเอร์เรร่า

“เขาเตะตาผมตั้งแต่ตอนที่นำแอธเลติก บิลเบา มาเยือนเราตอนศึกยูโรปาลีก (เดือนมีนาคม ปี 2012) และเขาก็ทำผลงานได้ดีมากในเกมนั้น”

สกอร์บอร์ดที่โอลด์แทรฟฟอร์ดหลังจบ 90 นาทีในคืนนั้น ถือว่าพลิกล็อคครั้งใหญ่ เพราะกลายเป็นบิลเบาที่บุกมาเอาชนะลูกทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน 3-2 พร้อมกับการฉายแสงของกองกลางเสื้อเขียวหมายเลข 21 ที่ทำไป 1 แอสซิสต์ เด่นทั้งรุกและรับ การจ่ายบอล เชื่อมเกม เข้าตาทีมปีศาจแดงมาตั้งแต่ตอนนั้น

ข้างต้นคือ ความประทับใจแรกของทั้งโอเล และอันเดร เมื่อทั้งสองยังไม่รู้จักกันดี ก่อนที่โชคชะตาจะทำให้ทั้งคู่ มาเป็นครูและนักเรียนกันในโรงละครแห่งความฝัน ณ ห้วงปัจจุบัน

นอกเหนือจาก ปอล ป็อกบา, มาร์คัส แรชฟอร์ด, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ จะถูกสปอร์ตไลท์จับในยุคของโซลชาแล้ว อีกหนึ่งผู้เล่นที่ถูกยกย่องจากเหล่าแฟนๆ ก็คือ “เอร์เรร่า” โดยเขากลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญในแทคติกของกุนซือนอร์เวย์ไปเป็นที่เรียบร้อย

ทุกครั้งที่ลงสนาม ดาวเตะวัย 29 ปีแสดงให้เห็นถึงจุดเด่น ทั้งความขยัน การอ่านเกม การตัดบอล การจ่ายบอลทะลุช่อง และอารมณ์ร่วมกับเกม รวมถึงการเล่นด้วยจิตวิญญาณของทีมปีศาจสามง่ามอย่างแท้จริง

กองกลางร่างเล็ก ลืมตาดูโลกที่บิลเบา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1989 ข้อมูลบอกว่า เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 2 ขวบ แต่หนักไปทางฟุตซอลเสียส่วนใหญ่ ก่อนจะมาสัมผัสผืนหญ้าอย่างจริงจังในอีก 7 ปีต่อมา

“อังเดร” เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับสโมสรเรอัล ซาราโกซาในปี 2008 โดยเป็นการเจริญรอยตาม เปโดร มาเรีย เอร์เรร่า บิดาที่เล่นในตำแหน่งเดียวกัน และเคยเป็นอำนวยการด้านฟุตบอลที่สโมสรแห่งนี้ด้วย

จากนั้นในปี 2011 เจ้าของส่วนสูง 182 เซนติเมตรย้ายไปร่วมทีมแอธเลติก บิลเบา สโมสรบ้านเกิดในเดือนกรกฎาคมด้วยค่าตัว 7.5 ล้านยูโร

ตำแหน่งธรรมชาติของ “เอร์เรร่า” ขณะที่อยู่สเปน คือ กองกลางที่ไม่ใช่ตัวรับเสียทีเดียว และก็ไม่ใช่ตัวรุกจ๋า แต่จะเคลื่อนตัวคอยต่อบอล แย่งบอล ดักตัด สร้างสมดุลให้กับทีมในระบบ 4-3-3 ตอนเล่นให้กับต้นสังกัดสุดท้ายในสเปน ไอ้หนูโดดเด่นโดนดันโด่งดัง เข้าตาหลายทีมในยุโรป

ในฤดูกาล 2013-2014 เจ้าของฉายา “เบบี้เฟซ” เล่นไป 33 นัด ทำไป 5 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ จนสุดท้าย ปีศาจแดงในยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล ซื้อตัวมิดฟิลด์จากแคว้นบาส์กรายนี้มาร่วมทีมในปี 2014 ด้วยค่าตัว 28.85 ล้านปอนด์ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ยูไนเต็ดควรจะได้ตัวมาตั้งแต่ยุคของ เดวิด มอยส์ ก่อนหน้านั้น 1 ฤดูกาล แต่สโมสรไม่พร้อมจะจ่ายค่าตัวที่มากกว่า 24 ล้านปอนด์

ช่วง 2 ฤดูกาลแรก 2014-2016 ในการทำงานร่วมกับ หลุยส์ ฟาน กัล นั้น ดาวเตะสเปนไม่สามารถเอาชนะใจกุนซือดัตช์ได้ ยังไม่สามารถยึดตำแหน่ง 11 คนแรกมาครอง โดยเล่นเป็นตัวจริงในลีก 19 และ 17 นัดตามลำดับ บางนัดเขาถูกดันไปยืนในตำแหน่งหมายเลข 10 บางครั้งก็หมายเลข 8 แต่ก็ดูเหมือนยังทำหน้าที่ได้ไม่เป็นน่าพอใจกุนซือจอมปรัชญานัก

แต่ในฤดูกาล 2016-2017 ปีแรกของ โจเซ่ มูรินโญ เอร์เรร่าเริ่มฤดูกาลด้วยการเป็นตัวสำรอง แต่ด้วยคุณภาพที่เปี่ยมล้นในตัว เขาทำได้ดีทุกครั้งที่ลงสนาม จนกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ในแผงกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แบบถาวร ปีนั้นเจ้าตัวได้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับเป็นส่วนใหญ่ พร้อมพัฒนาสกิลเกมรับมากขึ้นจากปรัชญา “park the bus” ของมูรินโญ่ ขณะเดียวกันจังหวะฉาบฉวย การผ่านบอลสุดท้าย เอร์เรร่าก็ฉลาดและทำได้ดีเช่นกัน

ปีนั้น ปีศาจแดงคว้าแชมป์ 3 รายการทั้ง คอมมูนิตี้ ชิลด์, ลีกคัพ และยูโรป้าลีก ท้ายฤดูกาลเอร์เรร่าที่คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรไปครอง ด้วยสถิติส่วนตัวคือ ลงเล่นไป 50 นัดในทุกถ้วยทำ 2 ประตู 11 แอสซิสต์ ยังไม่นับสถิติอื่นๆ ทั้งการตัดบอล การเข้าสกัด การผ่านบอล ซึ่งสูงเป็นลำดับต้นๆ ของทีม

จากฟอร์มอันยอดเยี่ยในปีนั้น บางคนยกให้เขาเป็น “นิว พอล สโคลส์” หรือ “นิว รอย คีน” สองอดีตแข้งระดับตำนาน

เอร์เรร่าตอบว่า “ผมไม่เก่งเท่าสโคลส์ และผมก็มีเส้นทางในแบบของตัวเอง”

เข้าสู่ปีที่ 5 ของเขากับสโมสรแห่งนี้ ที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงเลยในบทความนี้ แต่เป็นสิ่งที่เอร์เรร่าถูกแฟนบอล รวมถึงสื่อท้องถิ่นชื่นชมถึงมาโดยตลอดการค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด คือ “ภาวะผู้นำ”ของเขายามลงสนาม และความเหมาะสมกับตำแหน่ง”กัปตันทีม”คนต่อไป

ย้อนไปนัดชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ปี 2017 เขาไม่ทำตามแผนของมูรินโญตอนเล่นสูตรเตะมุม แทนที่จะเข้าไปในเขตโทษ เอร์เรร่าไปกระซิบ เฮนริค มคิทาร์ยาน ให้เข้าไปยืนแทนในตำแหน่งของเขา โดยเอร์เรร่าไปรอบอลนอกเขตโทษแทนที่เพลย์เมกเกอร์อาร์เมเนีย

แม้จังหวะนั้นมคิทาร์ยานจะทำประตูได้ แต่มูรินโญไม่พอใจนักที่นักเตะไม่เล่นตามแผน ก่อนจะมารู้ภายหลังว่า เหตุผลที่เอร์เรร่าทำแบบนั้น เป็นเพราะมคิทาร์ยาน โดนใบเหลืองไปแล้ว หากอยู่นอกเขตโทษแล้วต้องไล่ตัดบอล อาจโดนใบแดง จึงบอกให้เพื่อนเข้าไปลุ้นประตูแทน ส่วนตัวเองรอบอลจากแถวสอง

จบ 90 นาทีวันนั้น ปีศาจแดงคว้าแชมป์ยูโรปาลีกเป็นครั้งแรก และเอร์เรร่าเฉิดฉายกว่าใคร รับตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ไปครอง

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เขาแสดงให้เห็นถึง “ภาวะผู้นำโดยธรรมชาติ” ขณะที่เพื่อนๆ กำลังรวมตัวกันดีใจกับการขึ้นนำ ไบร์ทตัน 2-0 แต่เอร์เรร่าใช้ช่วงเวลานั้นติวแทคติกกับ ดิโอโก ดาล็อต แบ็คดาวรุ่ง ส่วนอีกจังหวะที่แฟนๆ ตัดคลิปมาแซวคือการ “วาร์ป” จากการยิงประตูอีกฝั่งเขตโทษ มาตัดบอลจากผู้เล่นไบร์ทตันอีกฟากหนึ่งของสนามอย่างรวดเร็ว

เอร์เรร่าทำตามแทคติกอันแสนอึดอัดของ “จ่ามู” ได้ดีแทบทุกนัดในเกมบิ๊กแมตช์ อาทิ การตามประกบเอเด็น อาซาร์ หรือ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จนกระดิกไม่ออก การถูกมอบตำแหน่งใหม่ให้คือ การเป็นลิเบอร์โรในเกมเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ ปีที่แล้วกับ สเปอร์ส

ทุกนัดนอกเหนือจากการปฏิบัติตามคำสั่งโค้ชแล้ว การแสดงออกทั้งสีหน้า ท่าทางอันขึงขัง อารมณ์ร่วมในเกม ส่วนนอกสนามยามให้สัมภาษณ์สื่อ เอร์เรร่าแสดงให้เห็นทุกครั้งว่า เขารัก “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” สุดหัวใจราวกับเขาเกิดที่นี่

หลายคอมเม้นต์ในโซเชียล มีเดีย และหลายบทความในสื่ออังกฤษ ชี้ว่า เขาเหมาะสมที่จะเป็นกัปตันทีมคนต่อไปของปีศาจแดง แบบเดียวกับที่เคยสวมมันที่แขนซ้ายตั้งแต่ตอน 11 ขวบสมัยที่เล่นทีมเยาวชนของสโมสรเรอัล ซาราโกซ่า และเคยรับหน้าที่นี้ในช่วงสั้นๆ กับแมนฯยูไนเต็ดมาแล้ว ช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา

“เอร์เรร่าเป็นผู้เล่นที่ต่างจากป็อกบา และมาติช เขาวิ่ง วิ่ง วิ่งเข้าหาบอล และเล่นมันอย่างง่าย ๆ นอกจากนั้นยังวิ่งเข้าไปในเขตโทษได้ดี ทั้งที่ เราให้ปอล และแอชลีย์ (ยัง)ทำหน้าที่นั้นจากปีกขวามากกว่า แต่ผมไม่สามารถหยุดเอร์เรร่าให้วิ่งเข้าไปในเขตโทษได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะรักษาการเล่นแบบนี้ไว้”

ใน 7 นัดที่โซลชาพาทีมชนะรวด กุนซือชั่วคราวชาวนอร์เวย์ ส่งเอร์เรร่าลงสนามถึง 6 นัด ก็น่าจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เขาชื่นชอบวิธีการเล่นของอดีตดาวเตะบิลเบาขนาดไหน

ส่วนเอร์เรร่า ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของสโมสรถึงข้อความแรกที่โซลชาบอกกับผู้เล่นทุกคนเป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก ๆ

“ข้อความแรกที่โอเล่กล่าวในวันที่เขาพบพวกเรา คือ ที่นี่้คือ สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และคุณต้องแสดงให้เห็นว่า คุณคือ ผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด”

กองกลางจอมขยันกล่าวต่อว่า เวลานี้ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี นักเตะในทีมมีความสุขที่โซลชานำความคิดในแง่บวกเข้ามาสู่ทีม

“ผู้จัดการทีมรู้ความหมายของความเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเขาต้องการให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนกับเขา เราชนะมา 7 นัดติดต่อกัน ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว แต่เราต้องไม่เหลิง เพราะเพิ่งผ่านมาถึงกลางฤดูกาลยังมีอีกหลายเกมสำคัญรออยู่ โดยเฉพาะงานหนักในเดือนกุมภาพันธ์”

อนาคตยังคงขุ่นมัว แม้แต่ตัวอดีตซุปเปอร์ซับหมายเลข 20 เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมต่อหลังจบฤดูกาลหรือไม่ แม้เจ้าตัวจะเคยเอ่ยปากว่า “ไม่อยากไปไหน” ก็ตาม

เช่นกัน สัญญาของเอร์เรร่า ที่กำลังจะหมดลงในเดือนมิถุนายนนี้ จนถึงเวลาก็ยังเจรจากันไม่ลงตัว ทั้งที่เจ้าตัวอยากค้าแข้งใน “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม” ตราบนานเท่านาน

แต่สิ่งที่ชัดเจนมาตลอดกว่า 5 ปี คือ การแสดงออกในสนามของกองกลางหมายเลข 21

เอร์เรร่า มีคุณสมบัติครบ และเหมาะสมที่จะเป็นกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคนต่อไป

เรื่อง: rushdcplus


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง อดีตเด็กล้างห้องน้ำที่กินข้าวจากตู้กดทุกเช้ากับฝันที่เป็นจริงวันนี้

“คัลลี ฟอน ฟูลโตว์” เกษตรกรที่ตัดไม้เผาถ่านเพื่อช่วยโลก

ถอดรหัส เมสัน กรีนวูด แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าที่ผู้กอบกู้ผีแดง?

แพทริค แซง โค้ชของ เอเลียด คิปโชเก้ ชายผู้สอนว่าความสำเร็จนั้นมาจาก “ความเชื่อ”

โมฮาเหม็ด ซาลาห์: ขวัญใจลิเวอร์พูล มุสลิมผู้ทำลายกำแพงศาสนาในอังกฤษ

ลูอิส แฮมิลตัน ขับดุทลายกำแพงสีผิว ซิ่งระห่ำสู่แชมป์โลก 6 สมัย

เจมส์ เคฮิลล์ ผู้ฆ่ายักษ์ : นักสนุกเกอร์มือสมัครเล่น ผู้คว่ำแชมป์โลก 5 สมัย

มิโน่ ไรโอล่า ซูเปอร์เอเยนต์ จอมสูบ? เทวดาในคราบปีศาจของเหล่านักฟุตบอล