Post on 03/03/2022

แอนนา (เดลวีย์) โซโรคิน: ตามสืบไฮโซกำมะลอแห่งนิวยอร์กที่กลายเป็นซีรีส์ Inventing Anna

***ซ้าย – ภาพแอนนาตัวจริง ขวา – ภาพแอนนาใน Inventing Anna

 

หญิงสาวผิวขาว ผมสีแดงน้ำตาล เดินเยื้องกรายเฉิดฉายเข้ามาในโรงแรมบูติกแสนชิคในย่านโซโหของนิวยอร์ก – 11 Howard ทั้งการแต่งตัวของเธอ แว่น Céline สีดำทรงสี่เหลี่ยมกรอบใหญ่เอย เสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าเอย หรือการใช้แบงก์ร้อย (100 เหรียญ / ประมาณ 3,000 กว่าบาท) ให้ทิปกับพนักงานทุกคนเป็นว่าเล่น ตั้งแต่คนขับอูเบอร์ไปจนถึงคนยกกระเป๋า คงไม่แปลกอะไรที่ทุกคนที่พบเห็นเธอต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าเธอคนนี้คือ…ไฮโซ

เธอ คือ แอนนา เดลวีย์ (Anna Delvey) สาวผมแดงอายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ ผู้จ่ายเงินทิปได้อย่างรวดเร็วร้อนแรงกว่าใครคนไหนที่คุณเคยพบเจอ 

นอกจากการทิปพนักงานโดยใช้แบงก์ 100 USD เป็นว่าเล่นราวกับว่ามันเป็นเพียงแค่เศษกระดาษใบหนึ่งเท่านั้น จากสมมติฐานการใช้ข้าวของที่แสนแพง บวกกับพฤติกรรมการใช้เงินไม่อั้นของเธอ เช่น ไปต่อขนตาเป็นประจำกับ Christian Zamora (ค่าบริการคราวละ 400 USD / ประมาณ 13,000 บาท), ตัดผมกับ Sally Hershberger (ค่าบริการคราวละประมาณ 800 USD / ประมาณ 26,000 บาท), ทำสีผมที่ Marie Robinson (ที่ที่ดาราฮอลลีวูดคนดังหลายคนมาทำสีผมที่นี่เช่น เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, นาตาลี พอร์ตแมน ค่าบริการทำไฮไลต์คราวละประมาณ 800 USD / ประมาณ 26,000 บาท), กินดินเนอร์ครั้งละหลายพันเหรียญที่ Le Coucou 

…ไลฟ์สไตล์แพงขนาดนี้ ถ้าไม่รวยจริงคงทำไม่ได้

 

18 กุมภาพันธ์ 2017, นิวยอร์ก

ตัวอย่างการใช้เงินเยี่ยงอภิมหาเศรษฐีของแอนนายังไม่จบเพียงเท่านั้น คราวที่เธอเข้าพักที่โรงแรม 11 Howard อยู่เป็นเดือน ถ้าเธอต้องการความช่วยเหลืออันใดจาก เนฟฟาตารี เดวิส หรือ เนฟ (Neffatari Davis) พนักงานสาววัย 25 ของโรงแรม ที่ต่อมาพัฒนาความสัมพันธ์กลายเป็นเพื่อนกับแอนนา 

สาวสุดมั่นที่แลดูเป็นไฮโซอย่างแอนนาหรือจะยืนต่อคิวเฉกเช่นคนทั่วไป ถ้ามีแขกของโรงแรมต่อคิวอยู่หน้าแอนนา 8 คน แอนนาจะมายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ของเนฟ และเริ่มหยิบเอาแบงก์ 100 USD ขึ้นมาวางเรียงบนเคาน์เตอร์ทีละใบไปเรื่อย ๆ จนกว่าเนฟจะหยุดให้บริการแขกคนอื่นแล้วหันมาคุยกับเธอ 

จากบทสัมภาษณ์ของเนฟถึงแอนนาในนิตยสาร New York Magazine เล่าถึงเหตุการณ์ที่แอนนามักจะแจกเงินทิปไปทั่วจนสายตาของพนักงานในโรงแรมทุกคนต่างจับจ้องและพร้อมจะเข้า ‘ต่อสู้’ เพื่อที่จะได้ช่วยแอนนาถือกระเป๋าทันทีที่เธอปรากฏกายที่หน้าประตูโรงแรม ก็ชัยชนะของการสู้แต่ละครั้งมันหมายถึงแบงก์ 100 ดอลลาร์ที่คุณจะได้มันมา เพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการถือของขึ้นไปส่งให้แอนนาบนห้อง แล้วใครจะไม่สู้กันล่ะ?

จากพนักงานกับแขกผู้เข้าพักในโรงแรม เนฟเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับแอนนาจนทั้งสองออกไปเที่ยวเล่นกันอยู่บ่อย ๆ แอนนาโชว์ไลฟ์สไตล์สุดแพงของเธอให้เนฟเห็นแบบประจักษ์ตา มันไม่ใช่แค่เพียงการจ่ายเงินออกไปซื้อของแพง ๆ แต่แอนนาโชว์ให้เนฟและทุกคนเห็นว่า เธอรู้จักกับคนดังและคนชนชั้นสูงของนิวยอร์กเพียบ ครั้งหนึ่งเนฟไปดินเนอร์ปาร์ตี้ที่แอนนาเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น มีคนดัง ๆ ของนิวยอร์กมาร่วมงานมากมาย ทั้ง CEO บริษัท ศิลปิน นักกีฬาชื่อดัง หรือแม้แต่ดารา เนฟเองเล่าว่าเธอเคยได้นั่งดินเนอร์ติดกับไอดอลวัยเด็กของเธออย่าง แม็คคอเลย์ คัลกิน (นักแสดงนำในเรื่อง Home Alone) ด้วย

เนฟไม่ใช่คนเดียวที่แอนนาโชว์ไลฟ์สไตล์สุดแสนวิบวับราคาแพงให้เห็น แต่ดูเหมือนกับว่าใครต่อใครที่พบเห็นเธอ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในแวดวงสังคมชั้นสูง) ก็จะคิดไปในทางเดียวกันว่าเธอคือ ทายาทคนรวยคนไหนสักคนบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน 

แอนนาดูเหมือนจะรู้จักคนดังและไฮโซในแวดวงศิลปะและสื่ออีกมากมายในแถบยุโรปอีกด้วย ทอมมี ซาเลห์ (Tommy Saleh – ผู้อำนวยการการตลาดของ NYCult) เล่าไว้ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร Manhattan ว่า เขาพบแอนนาในปาร์ตี้ระดับหรูหราตลอด ตั้งแต่ปี 2013 ในคลับสุดหรู Le Baron ที่ปารีส ซึ่งช่วงนั้นแอนนาฝึกงานอยู่ที่นิตยสาร Purple ที่ฝรั่งเศส นอกจากปารีสแล้ว ทอมมียังได้เจอแอนนาอีกหลายที่ ทั้ง Paul’s Baby Grand (ค็อกเทลเลานจ์หรูหราในนิวยอร์ก), งานนิทรรศการศิลปะที่ Basel สวิตเซอร์แลนด์, ร้านอาหาร The Crow’s Nest ที่ Montauk

ถึงแม้จะรู้จักผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครรู้เรื่องราวที่มาที่ไปของแอนนาอย่างแน่ชัดว่าเธอคือใคร มาจากไหนกันแน่ เพื่อนของเธอบางคนบ้างบอกว่า คุณพ่อของเธอเป็นท่านทูตรัสเซีย บ้างก็บอกว่าคุณพ่อของเธอเป็นเจ้าของธุรกิจน้ำมันใน Titan ต่างหาก บางคนก็ยืนกรานว่าคุณพ่อของแอนนาเป็นคนทำธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุโบราณในเยอรมัน

แต่จะสนใจไปทำไมว่าครอบครัวเธอทำธุรกิจอะไรกันแน่ ในเมื่อเธอใช้เงินเยี่ยงกระดาษทิชชู เอาเป็นว่าไม่ว่าจะข่าวซุบซิบสายไหน ทุกคนต่างพูดไปในทางเดียวกันว่า ครอบครัวเธอน่าจะอภิมหารวย

ถึงพื้นเพของเธอดูน่าสงสัยว่าเธอเป็นใคร แต่สิ่งที่ทุกคนมีข้อมูลตรงกันนั่นคือเธอมุ่งมั่นที่จะสร้าง ADF – Anna Delvey Foundation คลับส่วนตัวที่จะเป็นแหล่งรวมพลคนชั้นสูงที่มีความสนใจด้านศิลปะไว้ด้วยกัน เธอพร่ำบอกกับเพื่อน (?) และคนที่เธอพบเจอทุกคนว่าเธอจะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คลับของเธอจะเก๋ไก๋มีรสนิยมกว่าคลับไหนทั้งนั้น เธอตั้งใจจะสร้างมันขึ้นบนพื้นที่ 45,000 ตารางฟุตของตึกทั้ง 6 ชั้นที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมของถนน 22 ตัดกับ Park Avenue มันจะเป็นสถานที่โชว์งานศิลปะ มีที่พักเป็นโรงแรมสองชั้นให้กับสมาชิกคลับ มีร้านอาหารสามร้าน มีเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่ม ผลไม้ และแน่นอนว่ามันจะมีบาร์ขนมอบจากเยอรมันด้วย นั่นคือสิ่งที่แอนนาเปรยกับทุกคนถึงภาพฝันในหัวของเธอถึง ADF เธอจะเริ่มสร้างคลับแบบนี้ไปอีกหลายแห่งทั่วโลก L.A., ลอนดอน, ฮ่องกง, ดูไบ แต่นิวยอร์กคือจุดเริ่มต้นที่เธอจะเริ่มเป็นที่แรก

มาถึงจุดนี้ สิ่งที่กั้นขวางระหว่างแอนนากับฝันของเธอที่จะสร้างคลับศิลปะสุดหรูขึ้นมามีเพียงสิ่งเดียว คือ เงินจำนวนมหาศาลที่จะนำมาลงทุนเช่าตึกและเนรมิตคลับศิลปะนี้ให้เป็นความจริงขึ้นมา  

ทั้งหมดนี้คงจะไม่ใช่ปัญหาอะไรหากเธอคือ แอนนา เดลวีย์ ลูกสาวมหาเศรษฐีที่คุณพ่อฝากเงินกองทุนให้เธอไว้อยู่ในธนาคารที่สวิตเซอร์แลนด์จำนวน 60 ล้านเหรียญ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) เธอพร่ำบอกกับทุกคนว่าเธอยังถอนเงินจากกองทุนออกมาใช้ไม่ได้จนกว่าจะอายุ 25 อีกเหตุผลสำคัญคือกองทุนและเงินของคุณพ่อเธออยู่ที่ยุโรป มันมีกระบวนการยุ่งยากมากมายในการนำพาเงินข้ามประเทศ ฉะนั้นเธอต้องกู้เงินจากธนาคารที่อเมริกาเพื่อสร้าง ADF ขึ้นมา

แต่ก่อนที่จะเริ่มกู้เงินเธอต้องสร้างแผนธุรกิจและทีมทำงานที่ดูน่าเชื่อถือ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ไปเวียนวนสุงสิงกับไฮโซตลอดเวลาของแอนนา ทำให้มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอที่จะเข้าหาคนดังเพื่อมาตกลงเป็นทีมทำงานของเธอ ทั้ง André Balazs (นักธุรกิจอเมริกันเจ้าของโรงแรมหลายแห่งในนิวยอร์ก, L.A. และลอนดอน), Richie Notar (หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านอาหาร Nobu) นอกจากที่ปรึกษาด้านธุรกิจ แอนนายังต้องมีที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เธอต้องมีทนายความมือดีอยู่ข้างตัวเพื่อคอยให้คำปรึกษาในเรื่องเอกสารทางกฎหมายและการต่อรองพูดคุยกับธนาคาร

ไม่แน่ใจว่าเพราะสถานการณ์อันใดที่พาให้แอนนาได้รู้จักกับทนายที่ดูแลเรื่องอาชญากรรมการทุจริตและการฟอกเงินคนดังอย่าง โจเอล โคเฮน (ทนายผู้ยื่นฟ้องจอร์แดน เบลฟอร์ต – เรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Wolf of Wall Street) โจเอลแนะนำให้แอนนารู้จักกับ แอนดี้ แลนซ์ (Andy Lance – ทนายความผู้เดินเรื่องการกู้เงินให้แอนนา) เมื่อแอนดี้ได้รับการแนะนำลูกค้าอย่างแอนนา มาจากเพื่อนทนายความคนดังอย่างโจเอล เขาจึงวางใจอย่างสิ้นสงสัยในตัวแอนนา ทั้งเรื่องเงินกองทุนในสวิตเซอร์แลนด์และเรื่องครอบครัวอันร่ำรวยของเธอจากเยอรมันที่เธอพร่ำบอก แอนดี้ช่วยเหลือแอนนาในการเดินเรื่องขอเงินกู้ก้อนโตจากแหล่งเงินทุนหลายแห่งในสหรัฐฯ เช่น City National Bank (แอนนายื่นกู้เงิน 22 ล้านเหรียญ / ประมาณ 714 ล้านบาท) และ Fortress Investment Group (แอนนายื่นกู้เงิน 25 – 35 ล้านเหรียญ / ประมาณ 811 – 1,100 ล้านบาท)

เรื่องราวทั้งหมดดูไปได้สวย สาวอายุยี่สิบกว่า ๆ พูดจาออกไปทางสำเนียงยูโรเปียน กำลังเดินตามฝันอันทะเยอะทะยานอย่างสง่างามอย่างไม่ง้อมรดกหลายสิบล้านดอลลาร์จากครอบครัว เธอช่างเป็นคนที่น่านับถือเสียจริง

แต่มันติดอยู่ตรงที่ว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เธอบอกเล่าให้ทุกคนได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับทรัพย์สินของครอบครัวเธอมันแทบจะไม่มีความจริงเลย! 

 

ความจริงแล้วสาวผมแดงน้ำตาลคนนี้คือ สาวรัสเซียที่ครอบครัวอพยพและมาเติบโตที่เมือง Eschweiler (ห่างจากเมืองโคโลญประมาณ 60 กิโลเมตร) ในเยอรมัน และ แอนนา เดลวีย์ ก็ไม่ใช่ชื่อจริงของเธอด้วยซ้ำ เธอคือ แอนนา โซโรคิน (Anna Sorokin) และคุณพ่อของเธอก็ไม่ใช่มหาเศรษฐี แต่คุณพ่อของเธอคือชาวรัสเซียที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เยอรมนีแล้วทำงานขับรถบรรทุก ที่ที่เขาได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บริหารของบริษัทขนส่ง ซึ่งต่อมาไม่นานบริษัทนั้นก็ถูกฟ้องล้มละลายไป และในตอนนี้คุณพ่อของแอนนาเปิดกิจการเกี่ยวกับอุปกรณ์พลังงานในเมือง Eschweiler เล็ก ๆ แห่งนี้ และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำตามทุกคำร้องขอที่ลูกสาวต้องการ ทั้งการส่งให้เธอเข้าเรียนที่ Central Saint Martins ที่ลอนดอนหลังจากเธอจบไฮสคูลที่เยอรมันแล้ว ทั้งจ่ายค่าเช่าหอพักตอนที่เธอไปฝึกงานที่ฝรั่งเศส แต่ไม่ว่าพยายามสนับสนุนแอนนามากเท่าไร มันก็ยังดูเหมือนไม่เคยพอสำหรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ในฝันของแอนนา

มันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจใดที่การกู้เงินก้อนโตกว่า 20 ล้านดอลลาร์ของแอนนาจากแหล่งเงินในอเมริกามันจะล้มเหลว แต่ก่อนที่ความจริงจะปรากฏ และธนาคารจะทราบว่าเธอไม่ได้มีทรัพย์สินในสวิตเซอร์แลนด์หรือที่เยอรมันแบบที่เธอกล่าวอ้าง ด้วยเครดิตทางสังคมที่ดูน่าเชื่อเอามาก ๆ รวมทั้งการมีทนายชื่อดังอยู่ใกล้ ๆ ตัวเธอ ประกอบกับคนดังที่เธอสมาคมด้วยต่างพูดกันปากต่อปากเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เธอรวยจริง’ ทำให้เธอสามารถได้เงินเครดิตล่วงหน้าจาก City National Bank เป็นจำนวนเงิน 100,000 เหรียญ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท)

คนฉลาดเฉลียวอย่างแอนนาใช้เงินจำนวนนี้มาหมุนอย่างคุ้มค่า เธอใช้เงินจำนวนนี้ฝากไว้กับ Fortress Investment ทำให้มันดูเหมือนกับว่า ‘เธอกระเป๋าหนักจริงนะ’ ระหว่างนั้นเธอก็ถอนเงินออกมาใช้จ่ายส่วนตัวทั้งเสื้อผ้าทั้งดินเนอร์ที่ทุกคนเห็น เมื่อเงินที่มีอยู่เริ่มหมด เธอก็เริ่มเขียนเช็คปลอมขึ้นมาใช้ฝากเงินจำนวน 160,000 เหรียญ (ประมาณ 5.1 ล้านบาท) ก่อนที่จะโดนจับได้ว่ามันเป็นเช็คปลอม เธอก็ถอนเงินสดออกมาเป็นจำนวน 70,000 เหรียญ (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) และเธอได้ใช้เงินจำนวนนี้จ่ายค่าบริการและเข้าพักบางส่วนให้กับโรงแรม 11 Howard ซึ่งน่าจะเป็นเพียงแค่โรงแรมเดียวที่เธอจ่ายเงินค่าบริการจริง เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าโรงแรมใดที่เธอไปเข้าพัก เธอก็จะให้เครดิตการ์ดที่รูดไม่ผ่าน แล้วก็โวยวายให้รอเงินสดที่จะถูกโอนมาในไม่ช้าจากคุณพ่อมหาเศรษฐีของเธอที่ยุโรปอยู่เสมอ

อันที่จริงเรื่องราวการใช้จ่ายของแอนนามีอะไรให้ ‘เอ๊ะ’ อยู่ตลอดทางระหว่างห้วงเวลาที่เธอใช้ชีวิตเป็นไฮโซที่นิวยอร์ก เช่น เธอเคยให้ ไมเคิล หวง (Michael Huang – เซเลบริตี้หนุ่มในวงการศิลปะและผู้ก่อตั้ง Beijing’s M Woods Museum) จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมเพื่อเดินทางไปร่วมงาน Venice Biennale ให้เธอก่อน แน่นอนว่าแอนนาไม่ได้จ่ายเงินคืนหวง ส่วนตัวหวงเองก็ไม่คิดที่จะทวง เพราะเห็นว่ามันเป็นเงินเพียงแค่ไม่กี่พันเหรียญ และไฮโซอย่างแอนนาคงไม่ได้สนใจที่จะคืนเงินไม่กี่พันเหรียญนี้, แอนนาเคยชวนเนฟไปดินเนอร์ในร้านอาหารย่านโซโห และบัตรเครดิตทุกใบของแอนนาไม่มีวงเงินพอที่จะจ่ายค่าอาหารได้เลย เนฟจึงต้องออกให้ก่อน (แต่แอนนาคืนเงินเนฟในภายหลังมากถึง 3 เท่าจากที่เนฟจ่ายไป), แอนนาชวนเพื่อน ๆ ไปพักผ่อนที่โมร็อกโก แต่บัตรเครดิตที่เธอใช้จองโรงแรมไม่สามารถรูดได้ จนทำให้หนึ่งในเพื่อน (?) ร่วมทริป ราเชล วิลเลียมส์ (Rachel Williams) ต้องใช้บัตรเครดิตของ Vanity Fair ที่ทำงานเธอออกให้ก่อนถึง 62,000 เหรียญ หรือประมาณ 2 ล้านบาท แอนนาจ่ายคืนภายหลังเพียงแค่ 5,000 เหรียญ หรือประมาณ 160,000 บาท และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ราเชลเป็นเพื่อนรักเพื่อนแค้นของแอนนา ต่อมาราเชลออกมาเขียนหนังสือ My Friend Anna: The True Story of a Fake Heiress เล่าประสบการณ์การเป็นเพื่อนกับแอนนาทั้งหมด และเธอขายเรื่องราวทั้งหมดของเธอให้กับ HBO นำไปสร้างเป็นซีรีส์อีกด้วย

สุดท้ายแอนนาถูกจับกุมที่มาลิบูในเดือนตุลาคม 2017 และถูกนำตัวมาที่นิวยอร์กเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อหาเกี่ยวกับการโจรกรรมเงิน ปี 2019 ศาลได้ตัดสินให้เธอมีความผิด 8 กระทงเรื่องการโจรกรรมเงินไปถึง 200,000 เหรียญ (ประมาณ 6.4 ล้านบาท) จากธนาคารและโรงแรมหรูที่เธอเข้าพัก แอนนาโดนตัดสินจำคุก 4 – 12 ปี แต่เนื่องจากเธอมีความประพฤติดี แอนนาจึงได้รับการปล่อยตัวอย่างมีเงื่อนไขในเดือนกุมภาพันธ์ 2021

นอกจากเรื่องของเธอจะถูกขยายความเป็นซีรีส์ใน HBO แล้ว (ซึ่งยังไม่เปิดเผยว่าจะเผยแพร่ในตอนไหน) เรื่องราวของแอนนาถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ Inventing Anna ใน Netflix และเธอได้เงินค่าลิขสิทธิ์จาก Netflix ไปถึง 320,000 เหรียญ (ประมาณ 10 ล้านบาท) ประเด็นของแอนนา โซโรคิน (หรือแอนนา เดลวีย์) ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทั้งเรื่องที่ว่าเธอหลอกคนเด่นคนดัง มหาเศรษฐี นายธนาคาร ทนายความ นักธุรกิจมากมายหลายคนได้อย่างไรในวัยเพียงแค่ยี่สิบต้น ๆ ทำไมพวกเขาจึงเชื่อสาวน้อยคนนี้อย่างสนิทใจ 

ประโยคปิดท้ายบทความของเจสสิก้า เพรสเลอร์ (Jessica Pressler – คอลัมนิสต์ผู้จุดประกายสร้างกระแสให้คนทั้งโลกหันมาสนใจเรื่องราวของแอนนาโดยการเขียนบทความเกี่ยวกับแอนนาในนิตยสาร New York Magazine) อาจจะดูพอเหมาะพอดีที่จะเป็นคำตอบของคำถามนี้ได้ 

“แอนนามองเห็นจิตวิญญาณของคนในนิวยอร์ก เธอรู้ว่าเธอสามารถเบนความสนใจของคนได้โดยใช้วัตถุที่ดูระยิบระยับจับตา เช่น เงินสดเป็นฟ่อน, ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราร่ำรวย แค่เพียงคุณโบกเงินไปมา ผู้คนก็พร้อมใจจะหลับตามองไม่เห็นในสิ่งที่ควรจะสงสัย”

เรื่อง: มณีเนตร วรชนะนันท์

 

ที่มา: https://www.thecut.com/article/how-anna-delvey-tricked-new-york.html

https://www.cosmopolitan.com/uk/entertainment/a39182953/how-much-netflix-paid-anna-delvey-sorokin/

https://www.elle.com/culture/movies-tv/a39015250/where-is-anna-delvey-now/

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-56035796

https://www.buzzfeednews.com/article/stephaniemcneal/anna-delvey-sorokin-instagram-account

https://garage.vice.com/en_us/article/d3kd3q/anna-delvey-grifter-fashion

https://www.insider.com/inventing-anna-netflix-real-life-delvey-sorokin-family-relationship-2022-2


อดีตเคยเป็นนักแต่งเพลง ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สนใจเรื่องอาหาร เบื้องหลังของเพลงดัง และคนในวงการ Pop Culture ในมุมอื่น ๆ

Related

เบน แฮมิลตัน-เบลลี: ออกแบบเมืองที่ถนนไม่มี ‘ทางม้าลาย’ และสัญลักษณ์อื่น เพื่อให้คนและรถเท่าเทียมกัน

ThaiHealth Academy ส่งต่อความรู้ สร้างสังคมไทยสู่ ‘สังคมสุขภาวะ’  

มาริเอลา คาสโตร; หลานสาว ฟิเดล คาสโตร ผู้ปฏิวัติความเท่าเทียมทางเพศในคิวบา

สุทิน ปรอยกระโทก เปลี่ยนหมู่บ้านที่ห่างไกล ให้เป็นตลาดชุมชนที่ทุกคนอยากมาด้วยหินทราย

ฌาคส์ รัฟฟิน: เด็กชายผู้ได้รับจดหมายยกเลิกค่าทรัมเป็ต จากตำนานร้านดนตรีฟลอริดา

วิชัย เป็งเรือน: เปลี่ยนปัญหาไฟป่า เป็นรายได้ที่ทั้งคนและโลกได้กำไรไปด้วยกัน

โชโกะ อาซาฮาระ เจ้าลัทธิ ‘โอม ชินริเกียว’ ผู้ให้สาวกดื่มเลือด ทำเงินจากการขายเครา-น้ำชำระร่างกาย สู่ขั้นก่อการร้าย โจมตีญี่ปุ่นด้วยก๊าซพิษ

ผ้าป่าดีไซน์วีค: ทอดผ้าป่าออนไลน์ แลก ‘พระพลาสติก’ ไว้เตือนใจให้มีสติ