Post on 27/08/2020

แอนนา วินทัวร์: เมื่อ ‘ความเยอะสิ่ง’ ส่งให้เธอได้กุมบังเหียนโลกแฟชั่น

สำหรับผู้หลงใหลโลกแฟชั่น คงไม่มีใครไม่รู้จัก แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก อเมริกา (Vogue US) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของอาณาจักรสิ่งพิมพ์คองเด นาสต์ (Condé Nast) ที่มักปรากฏตัวในงานสังคมด้วยทรงผมบ๊อบสั้นตลอดกาลและแว่นกันแดดสีดำ สตรีที่อยู่บนยอดพีระมิด ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลกแฟชั่น แม้เธอจะขึ้นชื่อด้านความเรื่องมาก ขี้เหวี่ยงขี้วีน เข้าถึงยาก เข้มงวดยิ่งกว่าใครจนได้ฉายาว่า ‘นิวเคลียร์วินทัวร์’ แล้วทำไมห้องเสื้อแบรนด์น้อยใหญ่ถึงยังต้องการการสนับสนุนจากผู้หญิงคนนี้ ?

แต่ไหนแต่ไรแอนนาเป็นผู้หญิงที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า ชอบอ่านนิตยสาร สนใจเรื่องแฟชั่น ในยุคสมัยที่ผู้ชายเป็นใหญ่ (มากกว่าตอนนี้) เธอก็ไม่สนโลกทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ จนทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถโดดเด่น ทะเยอทะยาน และฉลาดที่จะไม่ปิดกั้นความรู้ใหม่ ๆ เพื่อวิ่งตามกระแสโลกให้ทัน

ก่อนปักหลักอยู่กับโว้ก อเมริกา แอนนาย้ายงานหลายครั้ง และสร้างตำนานไว้กับการเป็นบรรณาธิการนิตยสารโว้ก อเมริกา เมื่อปี 1988 ด้วยการนำ มิเคลา เบอร์กู (Michaela Bercu) นางแบบสาวชาวอิสราเอล มาสวมเสื้อแขนยาวเอวลอยกับกางเกงยีนส์ ไม่มีเครื่องประดับขนาดใหญ่ตามสมัยนิยม แถมยังแต่งหน้าทำผมให้นางแบบบาง ๆ ในสไตล์สตรีต ผิดแปลกไปจากปกโว้กหลายฉบับก่อนหน้าที่มักให้นางแบบสวมเสื้อผ้าโอร์ กูตูร์ ให้ความรู้สึกชั้นสูง ราคาแพง ซึ่งสิ่งที่แอนนาได้ทำถูกเรียกว่า ‘แหกทุกกฎที่เคยมีมา’

ท่ามกลางความหวั่นใจของทีมงานว่านิตยสารฉบับนี้จะขายไม่ออก ประกอบกับทางบริษัทก็ไม่ค่อยพึงพอใจกับปกนี้ พนักงานที่อยู่มาก่อนมักมองว่าแอนนาช่างไม่มีสไตล์เอาเสียเลย เธอไม่ควรจะได้มาทำงานนี้ งานที่ทุกคนแต่งตัวเก๋ ๆ และมีสไตล์เท่าทันเทรนด์แฟชั่นปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์จากทางฝั่งผู้บริโภคกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเมื่อใคร ๆ ต่างก็พูดถึงโว้กปกสตรีตที่ไม่เคยมีสไตล์แบบนี้มาก่อน

โว้ก อเมริกา ฉบับปี 1988 ของแอนนาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เด็กสาววัยรุ่นรู้สึกว่านิตยสารฉบับนี้เป็นมิตรกับพวกเธอ เหล่าสาววัยทำงานรู้สึกดีที่ได้เห็นแฟชั่นที่พวกเธอสามารถจับต้องได้ เพราะผู้หญิงทุกคนไม่ได้แต่งหน้าหนา ๆ หรือสวมเสื้อผ้าเครื่องประดับใหญ่โตได้ในชีวิตจริงเสมอไป ความสดใหม่ของปกโว้กฉบับนี้ ทำให้บริษัทต้องพิมพ์นิตยสารเพิ่มรวมแล้วสูงถึง 1.3 ล้านฉบับ มากกว่าโว้ก ฝรั่งเศส ถึง 10 เท่า ขายดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากประสบความสำเร็จ แอนนาไม่ได้ยินดีกับผลงานชิ้นเอกนานนัก เธอไม่ต้องการให้โว้กฉบับแรกของตัวเองเป็นผลงานชิ้นเดียวที่ทำให้คนจดจำ จากนั้นไม่นาน แอนนาสร้างความปวดหัวให้คนรอบข้างอีกครั้งเมื่อเธอเอ่ยปากว่าอยากได้ ‘มาดอนน่า’ มาขึ้นปก เพราะตั้งแต่ที่โว้กก่อตั้งมาพวกเขาไม่เคยใช้คนดังจากสายงานอื่นมาก่อน ต่อให้เป็นนักแสดงที่ดังมาก ๆ นักร้องซูเปอร์สตาร์ นักกีฬาดาวรุ่ง นักการเมืองที่มีอิทธิพลระดับโลก โว้กก็จะใช้นางแบบขึ้นปกอยู่ดี ทว่าแอนนากลับอยากได้มาดอนน่ามาถ่ายปกเสียอย่างนั้น

แม้คนรอบข้างจะไม่เห็นด้วยกับเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครค้านนางได้ ในที่สุดโว้ก อเมริกา ฉบับเดือนพฤษภาคม 1989 ก็มีภาพของซูเปอร์สตาร์หญิงแห่งวงการเพลงยุค 80s อยู่บนปก ไม่สนคำครหาว่าใคร ๆ จะมองว่าเธอแปลก แหกกฎ หัวขบถไม่ยอมทำตามธรรมเนียมที่ทำต่อกันมานาน และแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนกับครั้งก่อน ผู้คนแห่กันมาซื้อนิตยสารฉบับนี้กันเนืองแน่น แฟนคลับมาดอนน่าต่างเป็นปลื้มเอามาก ๆ เด็กวัยรุ่นพากันมาซื้อนิตยสารที่มีนักร้องดังที่พวกเธอรู้จัก แถมนิตยสารเจ้าอื่น ๆ ก็เริ่มนำคนดังต่างวงการมาขึ้นปกแบบที่แอนนาทำไว้ ความสำเร็จแบบเกินความคาดหมายถึงสองครั้งในเวลาไม่นาน เป็นเครื่องยืนยันว่าเธอไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะฟลุคหรือโชคช่วย เธอประสบความสำเร็จด้วยสมองและสองมือของเธอเอง

ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามักปฏิเสธผลงานของดีไซเนอร์เอเชีย ช่างภาพผิวสี หรือคนผิวสีเชื้อชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฝรั่งผิวขาวทำงานในวงการแฟชั่น แอนนาให้โอกาสพวกเขาได้แสดงฝีมือ แม้เธอจะทำงานอย่างมืออาชีพ จริงจังกับทุกการทำงาน ช่วงก่อนหน้าที่เธอเปลี่ยนงานหลายที่ไม่มีใครเอ่ยถึงนิสัยเอาใจยากของเธอเท่าไหร่นัก จนกระทั่งแอนนามีเลขาส่วนตัว เรื่องเล่าความเยอะสิ่งและจริงจังเกินเหตุของเธอถึงได้ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ถึงเธอจะขึ้นชื่อเรื่องความจุกจิก ไม่เป็นมิตร เอาแต่ใจ ขี้บงการ แต่ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะงาน ความเป็นมืออาชีพทำให้เธอไม่สามารถมองข้ามข้อบกพร่องเล็ก ๆ ไปได้เพียงเพราะคำว่า ‘เราอยู่กันเป็นครอบครัว’ งานทุกชิ้นจะต้องเพอร์เฟกต์ก่อนปล่อยออกสู่สายตาชาวโลก เพราะเมื่อไหร่ที่เธอพลาดหรือล้ม มันจะยากมาก ๆ ที่เธอและโว้กจะกลับมายืนดังจุดเดิมได้อีกครั้ง

ช่วงที่เธอเคยเป็นบรรณาธิการโว้ก อังกฤษ มีเสียงลื่อลั่นถึงวีรกรรมใหญ่ที่เธอสร้างไว้ให้เป็นที่จดจำ แอนนาเคยสั่งให้ทีมรื้องานเกือบทั้งเล่มทิ้งเพราะไม่ถูกใจ ถ้าจะทำใหม่ต้องถ่ายภาพแบบโพลารอยด์มาให้เธอดูก่อนว่าผ่านไหมถึงจะได้ถ่ายลงเล่ม การกระทำของเธอสร้างความไม่พอใจอย่างมากกับคนทำงาน แต่เมื่อพวกเขาแก้งานและย้อนกลับมาดูอีกครั้ง ก็พบความผิดพลาดหลายจุดที่พวกเขาไม่เห็น แต่แอนนากลับเห็นอย่างชัดเจน

ถึงเธอจะทำให้ใครหลายคนเหม็นขี้หน้า แต่ต้องยอมรับว่าแอนนาเป็นคนที่ทุ่มกับการทำงานมากจริง ๆ นอกจากนี้ เจ้าแม่แฟชั่นได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานที่น่าสนใจที่ทำให้เราอาจต้องมองเธอใหม่ ในฐานะที่เป็นหัวหน้ามานาน แอนนาย้ำเตือนคนรอบตัวอยู่เสมอว่าการเป็นหัวหน้าจะต้องไม่หัวอ่อน ไม่โอนเอนไปทางโน้นทีทางนี้ที หากคุณเริ่มเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่เท่ากับว่าความชัดเจนแน่วแน่ของหัวหน้าจะเสียไปด้วย

“สิ่งสำคัญสำหรับการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือ คุณต้องรับฟังพวกเขา

ถ้าพวกเขากล้าแสดงความคิดเห็น กล้าบอกความต้องการหรือความรู้สึก

และกล้าที่จะค้านคุณ เท่ากับว่าทีมของพวกคุณกำลังทะยานไปข้างหน้า”

ความสำเร็จทำให้เธอกลายเป็นเจ้าแม่ของวงการแฟชั่น มีอิทธิพลถึงขั้นที่ว่าเพียงแค่บ่นว่าสั้น ๆ ว่า งานพรมแดงของเวทีประกาศรางวัลละครเวที โทนี่ อวอร์ดส (Tony Awards) คือ “อีเวนต์ที่สร้างหายนะทางแฟชั่น” เพราะเธอชื่นชอบบรอดเวย์เป็นชีวิตจิตใจ ในเวลาหนึ่งเธอจะต้องหาเวลาไปดูละครเวทีเสมอ จึงทำให้เธอมักติดตามงานประกาศรางวัลนี้ และอดวิจารณ์งานพรมแดงที่จืดชืดไม่ได้จริง ๆ

ในปีถัดมาทางผู้จัดจึงต้องไปเชื้อเชิญให้แอนนามาช่วยปรับลุคธีมงาน เป็นผู้ให้คำแนะนำเรื่องการแต่งกายของเหล่าผู้ร่วมงานในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 96 โดยเฉพาะกับนักแสดงที่มีชื่อเข้าชิงในสาขาต่าง ๆ ซึ่งผลของการไปขอความช่วยเหลือจากแอนนาก็ทำให้พรมแดงของงานโทนี่ อวอร์ดส มีสีสัน ดูสดใหม่จนได้รับความสนใจจากสื่อและคนทั่วไปมากขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา   

ห้องเสื้อหลายแบรนด์ต่างพยายามนำเสนอผลงานในคอลเลกชันต่าง ๆ ให้แอนนาได้ชมก่อนใคร มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันว่าเมื่อนางแบบสวมชุดคอลเลกชันล่าสุดให้เธอดู แอนนาจะไม่วิจารณ์ออกมาตรง ๆ ทุกคนต้องคอยสังเกตแววตาท่าทางว่าเธอพอใจหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ‘ไม่’ (โดยที่เธอไม่เอ่ยปาก) เสื้อผ้าชุดนั้นต้องเก็บเข้ากรุไปก่อน ส่วนชุดไหนที่เธอพอใจ เหล่าดีไซเนอร์จะโล่งใจว่าผลงานของพวกเขาอาจมียอดขายที่ดีเพราะแอนนาให้ผ่าน แต่ก็ไม่ใช่ห้องเสื้อทุกห้องที่แอนนาจะตอบรับคำเชิญเสมอไป

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังเป็นเพื่อนซี้กับเจ้าพ่อชาแนลอย่าง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) และดีไซเนอร์ชื่อดัง วาเลนติโน การาวานี (Valentino Garavani) ที่มักเชื้อเชิญแอนนามาดินเนอร์ด้วยกันที่บ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติทางแฟชั่นกันอยู่บ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ว่าเธอมีอิทธิพลต่อเหล่าดีไซเนอร์ และมีส่วนสำคัญที่คอยควบคุมทิศทางเทรนด์แฟชั่นของโลกมานานหลายสิบปี

หลังจากที่ใคร ๆ ต่างอยากจะรู้เคล็ดลับการทำงานที่พาไปสู่จุดสูงสุดของแอนนา วินทัวร์ มาหลายสิบปี เธอไม่เคยออกแนะนำหรือเปิดคลาสอะไรเลย จนล่าสุดตอนนี้เธอได้ออกมาเล่าถึงการทำงานผ่าน Masterclass.com ทั้งหมด 12 ตอน เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำ (Creativity and Leadership) ที่คนต่างพากันเข้าไปดูเพราะอยากรู้ชีวิตการทำงานของเจ้าแม่วงการแฟชั่น เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีอิทธิพลในวงการต่าง ๆ เหมือนกับแอนนา วินทัวร์

ถึงชีวิตของเธอจะเต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่ไม่ใช่ว่าชีวิตนี้เธอไม่เคยพลาดมาก่อน ในปี 2020 ที่กระแสเรียกร้องความเท่าเทียมเรื่องสีผิวดุเดือดมากขึ้น แอนนาได้ส่งอีเมลถึงพนักงานทุกคนเพื่อขอโทษอย่างใจจริงที่ตลอดเวลากว่า 32 ปี ที่เธอทำงาน เธอไม่สนับสนุนพนักงานผิวดำและคนเชื้อชาติอื่นมากพอ “ความเจ็บปวดที่พวกคุณเจอมาตลอดการทำงานคือสิ่งที่ฉันไม่สามารถจินตนาการแทนได้” ในหลายครั้งอาจเผลอปล่อยผ่านผลงานภาพถ่าย เมคอัพ หรือแฟชั่นที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนผิวดำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเธอจะขอรับผิดชอบความผิดเหล่านั้นทั้งหมดเอง

ความแน่วแน่ มั่นคง กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ส่งให้เธอทำงานให้กับคองเด นาสต์ อาณาจักรสิ่งพิมพ์และผู้ถือลิขสิทธิ์นิตยสารแฟชั่นทั่วโลกมานานกว่า 30 ปี เติบโตไปจนถึงจุดสูงสุดของโลกแฟชั่นโดยไม่ต้องเปลี่ยนงานหรือย้ายบริษัทอีกเลย หากเธออยากย้ายงานเข้าจริง ๆ เชื่อว่าคองเด นาสต์ ก็คงจะไม่มีวันยอมปล่อยแอนนาไปง่าย ๆ แน่นอน เพราะถึงเธอจะนิสัยเสียไปบ้าง แต่แอนนาได้กลายเป็นกำหนดทิศทางแฟชั่นในปัจจุบัน ดูแลจักรวาลแฟชั่นมูลค่าหลักล้านล้านเหรียญ ที่คงจะหาใครมาทำแทนแบบเธอไม่ได้อีกแล้ว

 

ที่มา

https://www.businessinsider.com/the-fabulous-life-of-anna-wintour-2016-9#wintour-has-now-been-with-texan-investor-shelby-bryan-for-more-than-15-years-though-they-are-rarely-seen-together-some-have-said-that-their-relationship-has-mellowed-her-telling-the-guardian-she-smiles-now-and-has-been-seen-to-laugh-43

https://www.vogue.com.au/fashion/news/anna-wintour-on-how-to-have-a-career-in-fashion/news-story/e26e46ac5b12af7946ba54ff248f09af

https://www.masterclass.com/classes/anna-wintour-teaches-creativity-and-leadership?utm_source=Organic-Social-PR&utm_medium=youtube&utm_term=aq-prospecting&utm_content=description&utm_campaign=AWI

https://www.cnbc.com/2019/10/08/inside-vogue-editor-in-chief-anna-wintours-daily-routine.html

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์ 

 


นักเขียนผู้สนใจการเมือง เฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+

Related

วรวิทย์ ศิริพากย์ รอดชีวิตจาก 9/11 มาปั้นแบรนด์สปา “ปัญญ์ปุริ”

เฟรเดอริก สมิธ ผู้ก่อตั้ง FedEx ต่อลมหายใจบริษัทด้วยการเอาเงินก้อนสุดท้ายไปเล่นพนัน

โซฟี ทาลส์ ทิลด์ “Invisibobble” ยางรัดผมสุดเก๋ ที่ปิ๊งไอเดียจากสายโทรศัพท์

สุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของร้านแลกเงิน สู่เจ้าพ่อ “ทิฟฟานีโชว์” สุดอลังการ

ฐนสรณ์ ใจดี ทรู ดิจิทัล พาร์ค ตอบโจทย์ธุรกิจและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ มหาเศรษฐีแสนล้าน เกี่ยวข้องอะไรกับ “ยาหอมปราสาททอง”?

เศรษฐา ทวีสิน กับแนวคิด “ประชากรโลก” ที่ทำให้แสนสิริทุ่มงบกว่า 320 ล้านบาท ช่วยเหลือเด็กทั่วโลกผ่านยูนิเซฟ

เพราะบ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย “เอพี ไทยแลนด์” ฉลองครบรอบ 30 ปีภายใต้แคมเปญ “HOME IS EMPOWERING YOU”