Post on 07/04/2022

วัยเด็กที่หล่นหายของ ‘โปเต้ – อนุสรา กอสัมพันธ์’ สู่การแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกที่กลายเป็นมีมดังทั่วโลกออนไลน์ก่อนวันฉายจริง

ในวันที่โลกอินเทอร์เน็ตกำลังระเบิดบึ้มไปด้วยมีมมากหน้าหลายตา แต่เราเชื่ออย่างสุดหัวใจเลยว่าหลายคนคงเคยเห็นมีม ‘แม่บ้านคนก่อน’ จากหนัง Fast & Feel Love เร็วโหด…เหมือนโกรธเธอ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ‘เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ กับตัวละคร ‘เมทัล’ ที่เตรียมหาเรื่องหญิงสาวนางหนึ่ง (รับบทโดย อุรัสยา เสปอร์บันด์) ก่อนพบว่าเป็นอดีตแฟนเจ้านาย จนยกมือไหว้แทบไม่ทัน ทำเอาชาวเน็ตถึงกับหลุดขำออกมาตาม ๆ กัน

แล้วตัวตนจริง ๆ ของแม่บ้านสาวหน้านิ่งคนนี้คือใคร ในบทสัมภาษณ์นี้ The People จึงไม่ได้ชวน ‘โปเต้ – อนุสรา กอสัมพันธ์’ มาคุยแค่ปรากฏการณ์เป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน ถึงแม้เธอจะเผลอหลุดอุทานออกมาบ่อย ๆ ตลอดการสัมภาษณ์ว่า ‘นี่มันหนังของเต๋อ – นวพลเลยนะเว้ย!’ แต่ยังชวนเท้าความไปถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่ซ่อนอยู่ในใจลึก ๆ ว่าครั้งหนึ่ง ‘การเป็นเด็ก’ ได้สร้างกรอบและความกลัวให้เธอ จนเกือบลืมไปแล้วว่าความงดงามที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร

แกไม่ต้องเก่งก็ได้เว้ยโปเต้!

อนุสรา กอสัมพันธ์ คือเด็กต่างจังหวัดที่เกิดและเติบโตอยู่ที่เชียงใหม่ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนแม่รับหน้าที่เป็นสุดยอดนักขายกระเป๋า โปเต้เป็นน้องคนสุดท้องจากบ้านสามใบเถา ถึงแม้จะเป็นน้องคนเล็กสุดของบ้าน แต่เธอก็แบกรับความคาดหวังไว้บนบ่าจนหนักอึ้ง ทำให้ชีวิตในวัยเด็กถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความอึมครึม

“ตอนเด็ก ๆ เราเป็นคนที่กลัวพลาด กลัวแพ้ กลัวไม่ชนะ กลัวทุกอย่าง เราเลยเป็นพวกที่ไม่ค่อยกล้าทำอะไรสักอย่าง เลยทำให้เราเป็นคนนิ่ง ๆ ไม่ค่อยเล่นกับเพื่อน อาจจะเพราะเราเป็นเด็กที่เรียนเก่งด้วยมั้ง ได้ที่ 1 มาตลอด ก็เลยไม่กล้าที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองต้องแพ้ อย่างการเล่นกับเพื่อนก็ด้วย เรากลัวแพ้เว้ย เราเลยไม่เล่น”

“ไม่เล่นหมากเก็บ ไม่เล่นกระโดดหนังยาง เราเล่นไม่เป็น แต่เราจะเล่นอะไรที่เราชนะแน่ ๆ อย่าง เอแม็ท (A-MATH) แม่งโคตรเนิร์ดเลย (หัวเราะ) เพราะเรารู้ว่าเราจะทำสิ่งนั้นได้ดีเราก็จะเล่น หรือเล่นวาดรูปในโปรแกรมเพ้นต์ อันนี้คือกิจกรรมยามว่างของเราสมัยเด็ก เราชอบทำอะไรที่แบบเด็กเขาไม่ทำ เพราะอยากจะโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่อยากเป็นเด็ก”

หลังจากพรั่งพรูเรื่องราวในวัยเด็กออกมา โปเต้นิ่งเงียบไปสักพักเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่าง พลันมีเสียงคนเปิดประตูเข้ามาทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ เธอบอกกับเราว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้คงไม่ใช้ชีวิตวัยเด็กแบบนั้น

“พอเรามองย้อนกลับไปเราก็รู้สึกเสียดายโมเมนต์ในวัยเด็กของเราเหมือนกันนะ เออ…รู้สึกว่า แม่ง ตอนนั้นไม่น่ารีบคิดเลยว่าตัวเองอยากจะรีบโตเป็นผู้ใหญ่

“เราเคยร้องไห้เพราะสอบไม่ได้ที่ 1 ทั้ง ๆ ที่มันแบบเรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรเลย เราอยากจะกลับไปตบบ่าโปเต้ในวัยเด็กเหมือนกันนะ เราอยากบอกว่า เฮ้ย! แกไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เป๊ะก็ได้ แพ้บ้างก็ได้ เป็นคนที่ไม่ต้องทำอะไรสำเร็จเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องได้ที่ 1 ก็ได้ แกยังมีชีวิตด้านอื่นอีกเยอะ แต่ถ้าแกไม่อยากมีชีวิตด้านอื่นก็ไม่เป็นไรเว้ย ไม่ต้องมีก็ได้”

“แกไม่ต้องเก่งก็ได้อะ”

แล้วโปเต้มีความฝันวัยเด็กไหม – เราถาม “เราชอบวาดรูป อยากเป็นจิตรกร โตมาอยากเป็นทนาย เรามีความสนใจหลากหลายมาก เราเป็นคนที่ชอบทำนู่นทำนี่ จับฉ่ายอะ ทำอะไรก็รู้สึกสนุกไปหมด เพิ่งมาอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมเอง อ้อ! เคยอยากเป็นหมอด้วย (หัวเราะ) แต่ไม่เอาดีกว่า รู้สึกว่าไม่น่ารอด”

หลังจากโปเต้เริ่มเข้าสู่วงการเด็กกิจกรรมในวัย 15 ปี เธอก็ได้ค้นพบ ‘ตัวตน’ ลับ ๆ ของเธอเข้าอย่างจัง และสิ่งเหล่านั้นได้หล่อหลอมให้โปเต้จากเด็กเงียบขรึมวางมาดเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นเด็กที่เข้าใจความสนุกของชีวิตมากขึ้น

“ตอน ม.3 เราไปเข้าค่ายทำหนังของบริษัทแอปเปิลกับเพื่อนในแก๊งเดียวกัน หลังจากนั้นเราก็ส่งงานเข้าประกวด ทำพวกสารคดีมาตลอด จนกระทั่งได้รางวัล ที่บ้านก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าเราสามารถทำหนังควบคู่ไปกับการเรียนได้”

แม้ว่าเธอจะได้รับรางวัลมาครอง แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 10 – 20 ปีก่อน การเป็นผู้กำกับคงไม่ใช่อาชีพที่ครอบครัวไทยชนชั้นกลางจะยอมรับได้มากนัก ซึ่งบ้านของโปเต้เองก็เป็นเช่นนั้น พ่อ – แม่ของเธอไม่อยากให้ลูกสาวตัวน้อยต้องออกไปเผชิญโลกที่ไม่มีเบาะรองรับในยามที่พลาด

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของโปเต้ก็เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอสามารถเติบโตมาตามเส้นทางเดินของเธอได้ โดยไม่ต้องเจ็บช้ำใจเลือกทำในสิ่งที่ไม่ชอบ “เราก็พยายามพิสูจน์ตัวเองหนักมากเลยนะ ทำให้เขาเห็นว่าเราอยากทำด้านนี้จริง ๆ เพราะที่บ้านไม่มีใครสนับสนุนเราเลย ก็เป็นปกติของสังคมไทย อยากให้ลูกเป็นหมอ โคตรคลาสสิก” (หัวเราะ)

วัยเด็กของโปเต้คงจะคล้ายกับเด็กไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี ‘ความคาดหวัง’ จากผู้ใหญ่ยังคงกดทับเด็กอย่างเราอยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างคือโปเต้เลือกที่จะทำตามความฝันของตัวเอง โดยเริ่มตั้งแต่การจับกล้องดิจิทัลคอมแพคตอนอายุ 12 ขวบ ขยับมาทำหนังเข้าประกวดตอน ม.ปลาย และยื่นพอร์ตเข้าเรียนในคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

หลังเรียนจบก็เข้ามาทำงานที่แซลมอนเฮ้าส์ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับและครีเอทีฟ จนมาถึงวันที่ได้เฉิดฉายในบทบาทใหม่อย่าง ‘เมทัล’ ภาพยนตร์แอ็กชันในชีวิตประจำวันที่ความเร็วต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

จากโปเต้ถึงเมทัล แม่บ้านมือโปรที่เป๊ะไม่ต่างจากเธอในวัยเด็ก

“อืมม์…เมทัลเนี่ยด้วยความที่เขาเป็นแม่บ้าน ตอนที่พี่เต๋อบรีฟว่าคาแรคเตอร์ในเรื่องนี้มันจะเป็นยังไง พี่เต๋อพูดคำหนึ่งแล้วมันติดอยู่ในใจเรามาก เขาบอกว่าในชีวิตเรา ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตาม จะเป็นแม่บ้าน จะเป็นยาม หรือตำแหน่งอะไรก็ตาม ถ้าทุกคนสามารถทำหน้าที่ตรงนั้นได้ดี มันจะไม่เกิดการแบ่งชนชั้น

“เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม แค่ทำหน้าที่ของเราให้ออกมาดีที่สุด นั่นแหละคือคุณจะกลายเป็นมาสเตอร์ของสิ่งนั้น แม้ว่าจะเป็นเพียงแม่บ้านเหมือนอย่างเมทัลในเรื่องก็ตาม”

แต่กว่า ‘เต๋อ – นวพล’ จะชักชวนให้โปเต้มาร่วมงานกับเขาได้นั้นก็กินเวลาไปเกือบ 2 ปี เพราะด้วยเงื่อนไขในโลกทุนนิยมที่อาจจะไม่เอื้อให้เธอได้ร่วมงานกับเขาเสียที ซึ่งโปเต้บอกกับเราเพิ่มอีกว่าตอนแรกเธอไปแคสต์งานด้วยความเกรงใจ ไม่ได้อยากออกหน้ากล้อง เพราะยังไม่ชินกับการทำงานเบื้องหน้า แต่หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าเต๋อ – นวพลโดนโปเต้ ‘ตก’ เข้าเต็มเปา เพราะเขาบอกชอบและตามตื๊อเธอไม่หยุด จนกระทั่งได้ร่วมงานกันในหนังแอ็กชันเรื่องล่าสุด

“เราก็ไปแคสต์งานด้วยความเกรงใจแหละ เพราะนี่คือพี่เต๋อ ‘เต๋อ – นวพลเลยนะเว้ย!’” เธอพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย ทำเอาเรารู้สึกตื่นเต้นตามไม่ได้

“ตอนนั้นเราก็คิดนะว่าเราคงไม่ได้ เพราะว่างานหนังมันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วเราเป็นใคร เราโนเนมมาก เล่นก็ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่เป็น แต่ในเมื่อเขาให้โอกาสเราแล้วเราก็ต้องลองทำดู เขาอยากให้เราทำอะไรเราก็ทำ พอสุดท้ายเขาบอกว่าโอเค เขาชอบเรา พอได้จริง ๆ มันก็ประหลาดดี ทุกวันนี้เราก็ยังสงสัยนะว่าทำไมวะ ทำไมพี่เต๋อเลือกเราวะ

“นี่มันหนังของเต๋อ – นวพลเลยนะเว้ย” เธอย้ำกับเราอีกครั้ง ทำเอาเราหลุดขำออกมา เพราะท่าทางที่เธอเล่า มือไม้ที่วาดไปมาไม่หยุด ทำให้เรารับรู้ได้ว่าเธอทั้งมีความสุขและตื่นเต้นกับบทบาทครั้งนี้ไม่น้อย

เมื่อถามถึงการรับบทบาทเมทัลสอนอะไรโปเต้บ้าง เธอบอกกับเราว่าเมทัลเหมือนกระจกสะท้อนวัยเด็กของเธอ เพราะทุกอย่างจะต้องเป๊ะ ต้องไม่มีผิดพลาด เรียกได้ว่าต้องเป็นมือโปรที่ไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้ “สำหรับเราเท่าที่สังเกต มันคงเป็นความนิ่งมั้ง ที่เรากับเมทัลมีเหมือนกัน แบบคนคนนี้ดูโปรอะ ดูมีความสามารถอะไรซ่อนอยู่ น่าจะเก่งหรือถนัดด้านใดด้านหนึ่งแน่ ๆ”

แล้วสิ่งที่โปเต้ให้ความสำคัญมากที่สุดในชีวิตคืออะไร – เราถามต่อ “งาน” เธอตอบแบบไม่ต้องคิด ยิ่งตอกย้ำว่าเธอคือคนที่เป๊ะกับชีวิตมากจริง ๆ เพราะถ้าไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็คงจะใช้ชีวิตได้ลำบากหน่อยในโลกที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเงิน

“จริง ๆ เราไม่ค่อยจัดอันดับอะไรในชีวิตเลยนะ แต่ถ้าบอกว่าอะไรสำคัญก็คงเป็นงาน งานมันเป็นเซฟโซนของเรา เหมือนเราอยากจะทำงานให้มันแฮปปี้ ก็เลยทำให้ทุกอย่างน่าทำ ส่วนครอบครัวเราไม่มีอันดับให้ เพราะพวกเขาอยู่เหนือทุกอย่าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็พร้อมจะสละทุกอย่างเพื่อกลับบ้าน

“อันดับสองที่เราให้ความสำคัญเหรอ ‘ความรัก’ มั้ง…” เธอตอบกลับมาอย่างลังเล

“จริง ๆ เราเป็นคนที่มีมุมมองแบบคนคลั่งรักประมาณหนึ่ง ไม่ว่าอะไรก็ตามเราสามารถทำเพื่อความรักได้” แววตาของเธอเป็นประกายเมื่อพูดเรื่องความสัมพันธ์ พลางทิ้งช่วงไประยะหนึ่ง เราสัมผัสได้ว่าเธอมีความสุขมากจริง ๆ เมื่อพูดถึงความรัก ทำเอาเราอดอมยิ้มตามไม่ได้

“ส่วนอันดับสามเป็นเงินแล้วกัน แต่เราให้ความรักก่อนเงินเพราะอะไรรู้ปะ ถ้าเรามีเงิน เราก็ให้กับคนที่เรารักก่อน เลยให้เงินมาเป็นอันดับสาม เราพร้อมที่จะให้หมดทุกอย่าง” เธอเล่าพร้อมกับระเบิดหัวเราะออกมา ทำให้เราเชื่อแล้วจริง ๆ ว่าหากเธอมีความรักก็คง ‘คลั่งรัก’ หนักมาก

แต่ถ้าหากอยากตกหลุมรักโปเต้มากกว่านี้ อย่าลืมไปรับชมภาพยนตร์ Fast & Feel Love เร็วโหด…เหมือนโกรธเธอ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนนี้เป็นต้นไป เพราะไม่แน่ว่าคุณอาจโดนโปเต้ตกเหมือนที่เต๋อ – นวพลโดนก็ได้!


มนุษย์โลกส่วนตัวสูงที่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า สนใจหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องรัสเซียและโลกธุรกิจ

Related

รู้จักเจ้าของ ‘ร้านเล่า’ ร้านหนังสือเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นในเชียงใหม่

เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ: เมื่อหลากความฝันผลิบานใน ‘หอศิลป์’ ปัตตานี

‘PIECES OF MEMORIES’ ของวงดนตรีที่อยากยิ่งใหญ่ ความเห็นถึงตัวตน ดนตรี และพื้นที่ ฉบับ Lomosonic

จารุพร กำธรนพคุณ: เบื้องหลัง‘ทริอาช’ ซีรีส์การแพทย์ที่ยกระดับซีรีส์ไทยไกลอีกก้าว

ก๋วยเตี๋ยว – จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์: มองการศึกษาไทยที่ไร้ศิลปะผ่านเลนส์ภาพยนตร์ของเด็กนิเทศฯ

แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช: เธอเลือกบทที่ ‘เศร้าขั้นสุด’ เพื่อเติมอุปกรณ์อารมณ์ให้ตัวเอง

ศุภธัช มะเฟือง: เสียงของนักเรียนไทยผู้ใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซีย ตั้งแต่ยุคก่อนโควิด-19 จนถึงการคว่ำบาตร

ส้ม มารี: จากเจ้าของเพลงเศร้าในโลกดนตรี สู่เจ้าของห้องต้องมนตร์ในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์