Post on 22/08/2020

“หมู่อาร์ม” ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี ชายผู้เปิดโปงการทุจริตในค่ายทหาร

คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจรู้จักชื่อ ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือ “หมู่อาร์ม” ตอนที่เขาลุกขึ้นมาเปิดโปงข้อมูลการทุจริตภายในศูนย์ซ่อมสร้างสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก หลายคนชื่นชมว่าเขาเป็นทหารกล้าที่ยอมเสี่ยง ยอมเอาชื่อเสียงของหน่วยงานที่ตัวเองรักมาแลกกับความถูกต้อง แต่ที่จริง ที่เขาทำไปก็เพียงเพราะไม่ต้องการให้อาชีพที่เขาเคยชื่นชมต้องแปดเปื้อนเพราะการกระทำที่นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย

“ทหารคือฮีโร่สำหรับผม” หมู่อาร์ม ในฐานะสปีกเกอร์คนสุดท้าย (ที่ไม่มีใครคาดคิด) กล่าวบนเวที TEDxBangkok “ทหารที่ออกไปช่วยเหลืออุทกภัย ไปช่วยเหลือไฟป่า ช่วยเหลือประชาชน ช่วยสร้างบ้านให้คนยากไร้ ผมเลยมีความฝันอยากเป็นทหาร”

หลังจากขึ้นมาเล่าประวัติการเป็นเด็กกำพร้าที่โตมากับลุงและป้า ชีวิตที่เคยหลงทาง ล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ผ่านมันมาได้เพราะจิตใจใฝ่ดี หมู่อาร์มก็เล่าว่า เพราะความฝันและแรงบันดาลใจ ทำให้ตอนอายุ 18 เขาสมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ สังกัดทหารอากาศ กองบิน 2 จังหวัดลพบุรี และใช้ชีวิตเป็นพลทหารต่อมาอีก 2 ปี

หลังปลดประจำการ แม้เขาจะลองไปทำงานด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่างเชื่อม ช่างไฟ ช่างผสมสี แต่สิ่งที่มีก็ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่เขาอยากได้ ปี 2554 หมู่อาร์มตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นทหารอีกครั้ง คราวนี้เขาได้เข้ารับราชการ โดยบรรจุเป็นทหาร อัตราสิบเอก ของกรมสรรพาวุธทหารบก

“พออยู่ไปได้สักปีหนึ่งก็เอาแล้ว ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมทหารเป็นอย่างนี้ ผมเริ่มมีความรู้สึกแอนตี้ครับ” หมู่อาร์มเริ่มพบเจอกับเหตุการณ์ที่ชวนตั้งคำถามถึง “เส้นของความเท่าเทียม” ในกองทัพที่เขาไม่เข้าใจว่ามันหายไปไหน แม้แต่ “ห้องน้ำ” ซึ่งเดิมทีนายทหารทุกระดับชั้นสามารถใช้ร่วมกันได้ จู่ ๆ ก็ออกกฎใหม่ให้กลายเป็นสิทธิ์ของทหารชั้นผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว

“ห้องน้ำที่เคยให้นายทหารชั้นประทวนเข้า ไม่สามารถเข้าได้อีกต่อไป เนื่องจากมีการแบ่งชนชั้น แยกยศถาบรรดาศักดิ์ระหว่างนายร้อยกับนายสิบ เห็นไหมครับ คำว่าความเท่าเทียมมันไม่มี” แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับหมู่อาร์ม มันคือการมองคนไม่เท่ากัน ตอนนั้นเขาร้องเรียนไปยังศูนย์ประสานงานกองทัพบกใสสะอาด ให้มีการตรวจสอบขึ้นจนกฎการใช้ห้องน้ำก็เป็นอันต้องยกเลิกไป หมู่อาร์มบอกว่า “มันเป็นชัยชนะครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม”

แน่นอนว่าเมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งที่สองตามมา ด้วยอุปนิสัยที่ไม่อาจเพิกเฉยต่อความอยุติธรรม จึงนำมาซึ่งการเปิดโปงการทุจริตที่ทำให้คนไทยได้รู้จักชื่อของเขา “ผมลุกขึ้นมาสู้ สู้กับระบบ ผมไม่รู้หรอกว่าระบบมันมีอำนาจ มีอิทธิพลจนสามารถทำลายชีวิต ทำลายครอบครัวผมได้แค่ไหน แต่ผมขอถามกลับไป ถ้าลูกของคุณ หรือญาติพี่น้องคุณตกน้ำ แม้คุณจะว่ายน้ำไม่เป็นเลย คุณจะกระโดดลงไปช่วยไหม ผมเชื่อว่าจิตใต้สำนึกของทุกคนพร้อมที่จะโดดลงไปช่วย ต่อให้ตัวเองจะว่ายน้ำไม่เป็นก็ตาม”

หลายครั้งที่ความจริงมีราคาที่ต้องจ่าย สำหรับหมู่อาร์มแล้ว ราคานั้นมีทั้งหน้าที่การงาน รายได้ และหลาย ๆ โอกาสทางสังคม หมู่อาร์มถูกสั่งปลดจากความเป็นข้าราชการ ทั้งยังมีคดีหนีทหารติดตัว ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังยืนหยัดที่จะสู้เพื่อความเท่าเทียมต่อ

“ทุกวันนี้ที่ผมต่อสู้ ผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง ผมต่อสู้เพื่อภาษีของประชาชน เพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อคนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นลูกท่าน หลานท่าน หรือญาติพี่น้องของท่าน” เขาบอกว่าอย่าตั้งคำถามว่าเขากลัวไหม เพราะทุกคนมีความกลัว แต่ความกลัวสามารถเปลี่ยนได้ด้วยความเสียสละ เพราะสิ่งที่จะเกิดคือความกล้าหาญ

“ผมไม่ได้ต้องการให้โลกจำว่า เฮ้ย หมู่อาร์มมันเก่ง หมู่อาร์มมันกล้า เปล่าครับ ผมอยากให้วันใดที่ผมมีครอบครัว วันใดที่ลูกผมเดินตลาด ทุกคนจะจดจำลูกของผมไว้ว่า เขาคือลูกของหมู่อาร์ม หมู่อาร์มที่ต่อสู้เพื่อทุกคน เพื่อภาษีประชาชน”

หมู่อาร์มยังชวนทุกคนหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทุกวันนี้เราตื่นมาเพื่ออะไร” สำหรับเขา คือตื่นมาสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อความยุติธรรม ความเท่าเทียม และอนาคตที่ดีของคนรุ่นหลัง หมู่อาร์มบอกว่าที่จริงทุกคนก็ทำได้ เพราะทุกคนก็ล้วนมีความกล้าเหมือนกันหมด

“จงปลุกแรงบันดาลใจของตนเองขึ้นมา ผมจะสู้จนกว่าทุกคนจะเท่าเทียมกัน”

 

 

เครดิตภาพ: TEDxBangkok (จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2563)