Post on 09/11/2020

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์: ปูมหลังคนเหล็ก ลูกชายนอกคอกที่มีพ่อเป็นนาซี

แม้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Arnold Schwarzenegger) จะเป็นดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด แถมยังมีดีกรีเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียถึงสองสมัย แต่ตลอดชีวิตอันรุ่งโรจน์ของเขาต้องถูกหลอกหลอนโดยอดีตที่ไม่อภิรมย์โดยตลอด โดยเฉพาะบิดาผู้ให้กำเนิดที่เป็นนาซีตัวจริง แต่เขากลับไม่เคยได้รู้ถึงอดีตของพ่อจนกระทั่งพ่อเสียชีวิตไปแล้ว

วัยเด็กในประเทศออสเตรียของ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ไม่ได้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน บิดาของเขา กุสตาฟ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Gustav Schwarzenegger) เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำเมืองธาล (Thal) ตำรวจคนนี้ดูจะไม่ค่อยรักใคร่บุตรชายคนเล็กเท่าไรนัก และมักทุบตีจิกหัวอาร์โนลด์อยู่บ่อยครั้งเมื่อใดก็ตามที่ทำอะไรไม่ถูกใจ แต่กับบุตรชายคนโต ไมน์ฮาร์ด ชวาร์เซเนกเกอร์ (Meinhard Schwarzenegger) พ่อกลับเอาอกเอาใจจนออกนอกหน้า

บิดาคนนี้ปกครองบ้านด้วยความเข้มงวดอย่างถึงที่สุด เขายังเป็นคนติดสุรา มีอารมณ์ร้าย และไม่ปล่อยให้ลูกชายขัดคำสั่งแม้แต่นิดเดียว และมีเข็มขัดเป็นอาวุธคู่กายสำหรับทำโทษคนที่ทำอะไรไม่ถูกใจ อาร์โนลด์ยังเล่าว่าพ่อเขาเป็นคนประเภทไม่รับฟังหรือพยายามเข้าใจปัญหาของผู้อื่นเลย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในเยอรมนีและออสเตรีย เป็นผลมาจากแนวคิดการเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตมาแข็งแกร่งตามคติของนาซี มีเพียงแม่ที่มอบความรักความอบอุ่นให้เขา

กุสตาฟมีความเคลือบแคลงใจหลายอย่างเกี่ยวกับบุตรชายคนเล็ก เขาสงสัยว่าอาร์โนลด์อาจไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ของตน และไม่มีพละกำลังแข็งแกร่งเหมือนพี่ชาย อาร์โนลด์ยังเล่าย้อนความหลังอีกว่าพ่อชอบจับเขากับพี่ชายมาต่อสู้หรือแข่งกีฬากันในสนามหลังบ้านประจำ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ชนะเป็นประจำก็คือพี่ชายที่ร่างกำยำกว่า ทุกแมตช์มักลงเอยด้วยคำเยาะเย้ยถากถางจากผู้เป็นพ่อ 

เมื่ออายุได้ราว 14 ปี อาร์โนลด์เริ่มสนใจการเล่นกล้าม เด็กหนุ่มเริ่มนำภาพของนักกล้ามมาติดในห้องนอนเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เมื่อพ่อจอมโหดมาเห็นภาพเหล่านี้เข้า ก็คิดว่าลูกชายคนเล็กต้องเป็นเกย์แน่นอน เขาจึงคว้าเข็มขัดวิ่งไล่ฟาดอาร์โนลด์ไม่ยั้งมือ ตามด้วยการทุบตีอย่างรุนแรง 

แรงกดดันจากพ่อเองเป็นส่วนช่วยผลักดันให้เด็กหนุ่มยิ่งดิ้นรนเพื่อจะหนีไปให้พ้นจุดนี้ เขาหันไปเข้ายิมอย่างจริงจังเมื่อใดก็ตามที่มีเวลา จนร่างกายเริ่มบึกบึนขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงที่กำลังเพาะกายนี้เอง อาร์โนลด์ได้รู้จักกับ อัลเฟรด แกร์สต์ (Alfred Gerstl) นักการเมืองและนักเพาะกายชาวออสเตรียเชื้อสายยิว ผู้มีแนวคิดต่อต้านนาซี ชายผู้นี้ได้กลายมาเป็นส่วนเติมเต็มความเป็นพ่อแบบที่อาร์โนลด์ไม่เคยสัมผัสมาก่อน แกร์สต์ยังพาเด็กชายไปเดินขบวนต่อต้านฟาสซิสต์หลายครั้งจนซึมซับแนวคิดต้านนาซีมา 

แม้จะหยุดไปชั่วครู่เมื่อต้องเกณฑ์ทหาร แต่อาร์โนลด์ก็ยังไม่วายแอบหนีทหารเพื่อไปคว้าชัยชนะในการประกวด Junior Mr.Europe Contest ในปี 1965 และยังคว้ารางวัลกลับมาจากการประกวด Mr.Universe อีกหลายครั้งด้วยการสนับสนุนของแกร์สต์ ในขณะที่กุสตาฟกลับมองว่าลูกชายกำลังถลำลึกสู่ความเบี่ยงเบนทางเพศและพยายามขัดขวาง

อาร์โนลด์พยายามหนีไปไกลจากพ่อของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเลือกข้ามทะเลไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สหรัฐอเมริกาในที่สุด เมื่อพี่ชายของเขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 1971 อาร์โนลด์กลับไม่ได้ไปร่วมงานศพโดยให้เหตุผลว่าขอเลือกจะไว้อาลัยให้พี่ชายคนเดียวดีกว่า แต่หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลที่แท้จริงคือเขาไม่ต้องการเจอหน้าพ่อมากกว่า

ปีต่อมา กุสตาฟผู้เป็นพ่อก็เสียชีวิตตามไป อาร์โนลด์ก็ไม่ได้กลับไปร่วมงานศพในออสเตรียเช่นเคย บาร์บารา เบเกอร์ (Barbara Baker) แฟนสาวของอาร์โนลด์ในเวลานั้นก็แปลกใจกับท่าทีของนักเพาะกายผู้นี้มาก เพราะเขากลับไม่แสดงท่าทีเสียใจแม้แต่น้อยเมื่อได้ยินข่าวการตายของพ่อผู้ให้กำเนิด 

ในปี 1990 หอจดหมายเหตุแห่งหนึ่งในออสเตรียได้เปิดเผยชื่อบุคคลที่มีส่วนร่วมกับพรรคนาซีระหว่างสงครามโลก และชื่อ ‘กุสตาฟ ชวาร์เซเนกเกอร์’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เมื่อสื่อเริ่มนำเรื่องนี้ไปออกข่าว อาร์โนลด์จึงรีบไปที่ศูนย์ไซมอน วีเซนธาล (Simon Wiesenthal Center) ในลอสแอนเจลิส ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อตามล่าและเปิดโปงข้อมูลของอดีตนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี ซึ่งตัวอาร์โนลด์เองเป็นผู้สนับสนุนองค์กรนี้มาตั้งแต่ช่วงยุค 1980

“ผมไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับอดีตของพ่อเลย ไม่รู้ด้วยว่าดีหรือเลวร้ายยังไง แต่ผมอยากให้คุณช่วยสืบค้นหน่อย” เขากล่าวกับรับไบ มาร์วิน เฮียร์ (Marvin Hier) ผู้ก่อตั้งศูนย์ที่รู้จักกันมานาน 

ผลการสืบประวัติจากหอจดหมายเหตุทั้งในออสเตรียและเยอรมนีทำให้อาร์โนลด์รู้ว่าพ่อเขาเคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคนาซีตั้งแต่ปี 1938 เมื่อฮิตเลอร์ผนวกออสเตรียเข้ากับเยอรมนี และได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกในปี 1941

ปี 1939 กุสตาฟยังสมัครเข้าเป็นสมาชิกของหน่วย SA (Sturmabteilung) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารของพรรคนาซีที่มีส่วนช่วยให้ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ และยังมีบทบาทในการก่อกวนฝ่ายซ้าย ชาวยิว และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ และเข้าร่วมหน่วยสารวัตรทหารของกองทัพเยอรมันในปีเดียวกัน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กุสตาฟถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่หลายแนวหน้า ทั้งในฝรั่งเศส โปแลนด์ และรัสเซีย แต่ไม่พบหลักฐานว่าเขามีส่วนร่วมในอาชญากรรมสงคราม ในปี 1942 เขาได้รับบาดเจ็บในรัสเซียและถูกปลดประจำการในปีต่อมา กุสตาสจึงกลับไปออสเตรียและทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จนจบสงคราม หลังสงครามเขาพบกับแม่ของอาร์โนลด์และแต่งงานกัน ก่อนจะสมัครเข้ากรมตำรวจในปี 1947 ซึ่งเป็นปีที่อาร์โนลด์เกิดพอดี

ข้อมูลใหม่นี้เองทำให้ดาวฮอลลีวูดเพิ่งเห็นภาพในอดีตของบิดาที่จากไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว 

แม้อดีตอันดำมืดของครอบครัวจะคอยตามหลอกหลอนดาวแอ็คชันผู้นี้มาตลอด แต่เขากลับประกาศกร้าวว่าจะไม่ปล่อยให้มีแนวคิดสร้างความเกลียดชังเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก และประณามการรวมตัวของกลุ่มขวาจัดหัวรุนแรงเสมอ ระหว่างการเดินขบวน ‘Unite the Right Rally’ ในปี 2017 ที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ (Charlottesville) รัฐเวอร์จิเนีย มีการรวมตัวครั้งใหญ่ของกลุ่มขวาจัด ทั้งนีโอนาซี ฟาสซิสต์ คูคลักซ์แคลน และกลุ่มชาตินิยมผิวขาว (White Nationalists) จำนวนมากต่างออกมาแสดงตัวในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ อาร์โนลด์จึงออกมาประณามกลุ่มเหล่านี้อย่างดุดัน และบริจาคเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ ให้กับศูนย์วีเซนธาลอีกครั้ง

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังการตายของ จอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) อาร์โนลด์ยังออกมาแสดงตัวสนับสนุนผู้ประท้วง Black Lives Matter หลายครั้งในโซเชียลมีเดียของตน ในขณะที่นักการเมืองรีพับลิกันส่วนใหญ่มีความเห็นต่อต้านการประท้วงครั้งนี้ แม้แฟน ๆ ฐานเสียงอนุรักษนิยมจำนวนมากจะออกมาด่าทอและเลิกติดตาม แต่คนเหล็กผู้นี้ก็ไม่สะท้าน และคลิปที่เขาออกมาประณามกลุ่มขวาจัดในปี 2017 ก็คงสรุปจุดยืนได้ดี

“ผมมีข้อความฝากถึงพวกนีโอนาซี พวกชาตินิยมผิวขาว กลุ่มเชียร์รัฐฝ่ายใต้ระหว่างสงครามเมือง (Neo-confederates) ฮีโร่ของพวกคุณน่ะคือพวกขี้แพ้”  เขากล่าว “ผมรู้จักนาซีตัวจริงดี ผมเกิดในออสเตรียปี 1947 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นผู้คนมากมายที่จิตใจแตกสลาย … ผมบอกได้เลยว่าผีห่าที่พวกคุณยกย่องกันน่ะ ล้วนใช้ชีวิตที่เหลืออย่างอัปยศทั้งนั้น และตอนนี้พวกมันไปลงนรกกันหมดแล้ว”

เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา

ที่มา

https://www.latimes.com/archives/la-xpm-2003-aug-14-me-father14-story.html

https://www.chicagotribune.com/news/ct-xpm-2003-08-14-0308140275-story.html

https://www.sfgate.com/politics/article/Schwarzenegger-moves-beyond-his-father-s-Nazi-past-2602687.php

https://www.cheatsheet.com/entertainment/how-arnold-schwarzenegger-overcame-his-familys-dark-past-in-austria.html/

https://www.hellomagazine.com/celebrities/2016092733731/arnold-schwarzenegger-reveals-difficult-childhood/

https://www.livekindly.co/arnold-schwarzenegger-racism-has-to-stop/

https://www.csmonitor.com/2003/0924/p01s04-uspo.html


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

มาโกโตะ ชินไค ท่านเทพแห่งวงการภาพยนตร์อนิเมะ

ภาพยนตร์สารคดี Amy: กับโลกที่ค่อย ๆ ฉีกทึ้ง เอมี ไวน์เฮาส์

อาลิเซีย มาชาโด นางงามจักรวาลปี 1996 ถูก “โดนัลด์ ทรัมป์” วิจารณ์ว่าเป็น “นางงามหมูตอน”

โรเบิร์ต เอกเกอร์ส ความหวังใหม่แห่งวงการสยองขวัญ ผู้สั่นประสาทด้วยศาสตร์ภาพยนตร์

เดเคอร์ มอนต์โกเมอร์รี ฮีโร ฮีร้าย ผู้ชายสุดยั่วจาก Stranger Things

ซากาโมโตะ คีว: หนึ่งเดียวที่นำเพลงภาษาเอเชีย Sukiyaki ติดที่ 1 Billboard

บิลลี ฮอลิเดย์ สร้างสรรค์เสียงเพลงบนทางแพร่งของโศกนาฏกรรม: การดิ่งลงสู่ก้นเหว

ชิมูระ เคน-คาโต้ ชะ แห่ง “คู่หูคู่ฮา” รายการตลกที่มาพร้อมประโยคเด็ด “ไดโจบุได”