Post on 04/10/2019

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ห้องเรียนประชาธิปไตย กับการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ไม่ว่าสังคมในแต่ละช่วงจะดีร้าย เรากำลังสรรเสริญให้กับความดีงาม หรือเศร้าสลดไปกับโศกนาฏกรรม หนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาเป็นสาเหตุ หนีไม่พ้นเรื่อง “การศึกษา” ในความหมายของรากฐานสำคัญที่จะสร้างมนุษย์คนหนึ่งให้มีความสมบูรณ์ในแบบอย่างที่สังคมปรารถนา

เมื่อสังคมเปลี่ยนเร็ว การศึกษายิ่งต้องพัฒนารวดเร็วให้เท่าทัน และในกระบวนการพัฒนาการศึกษาภาพใหญ่ มีเรื่องการพัฒนาครูเป็นส่วนประกอบ ในฐานะคนทำงานในหน่วยเล็กที่สุด นั่นคือห้องเรียน

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือหนึ่งในครูผู้ร่วมผลักดันการพัฒนาวิชาชีพครูผ่านงาน EDUCA หรือ มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งเป็นการรวมครูทุกรุ่นมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรมทางการศึกษา การนำเสนอ แนวโน้มและทิศทางด้านการศึกษา เพื่อส่งต่อกันด้วยใจที่เปิดกว้าง

การสร้างครูที่มีแนวคิดเช่นนี้ นับว่ามีความสำคัญมากในการศึกษาสมัยใหม่ ด้วยตัวนักเรียนเองนั้นมีความหลากหลาย ต่างคนต่างมีความชอบ มีความถนัดกันหลากหลายแบบ บางคนถนัดศิลปะ บางคนถนัดวิทยาศาสตร์ ถนัดการคำนวณ เช่นนี้การวัดผลจึงต้องไม่ใช่แบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญ ห้องเรียนควรจะเป็นประชาธิปไตย เคารพในสิทธิในเสียงของกันและกัน เคารพในคนคิดต่าง และอยู่ด้วยกันได้ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ชุมชนครูที่งาน EDUCA ไม่ใช่การอบรมแบบครั้งเดียวจบ ไม่ใช่การพูดเพื่อให้ครูนั่งฟังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานที่เชิญ speaker มาแลกเปลี่ยนในประเด็นที่น่าสนใจและร่วมสมัย ขณะที่ครูผู้สนใจก็ลงทะเบียนออนไลน์เพื่อเข้ารับฟังได้ตามความสนใจ

เปรียบได้กับตลาดวิชา ตลาดเทคนิค และแหล่งอัพเดทเทรนด์ของการเรียนการสอนที่มีลักษณะเป็น tailor-made (สั่งทำโดยเฉพาะ) ตามความสนใจของครู เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการศึกษาระดับสากลที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาเนื้อหา และสื่อสารไปยังกลุ่มครูทั่วประเทศ ผ่านการจัดงาน EDUCA ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 12 ปี โดยพัฒนางานจาก Research Based Education Event มาเป็น Education Communication มุ่งสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ของ EDUCA

ผมมาร่วมกับ EDUCA กว่า 10 ปี ตอนแรกได้มาเป็น speaker เรื่องอาเซียนศึกษา ที่นี่เปิดโอกาสให้ครูหนุ่มสาวและครูมากประสบการณ์หลายคน ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ มาแลกเปลี่ยนถึงหัวข้อการศึกษาที่น่าสนใจ ครูที่ฟังก็ได้แรงบันดาลใจเอาไปศึกษาเพิ่มเติม ฝึกทักษะ เพื่อเอาไปใช้ในห้องเรียนต่อ เกิดความสัมพันธ์แนวราบระหว่างครูที่ต้องการพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากกับครูโรงเรียนขนาดกลางและเล็กเพราะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดได้ผศ.อรรถพล หรือ “อาจารย์ฮูก” หนึ่งในต้นแบบของครูรุ่นใหม่บอกเล่าให้ฟัง

นอกจากการเป็นสมาชิกเครือข่าย EDUCA อาจารย์ฮูกยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย (Thai Civic Education) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

เขาจบครุศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนสังคมศึกษา จากสถาบันเดียวกัน

แรกเริ่มในอาชีพครู อาจารย์ฮูกเริ่มสอนในระดับมัธยมศึกษามาก่อน จนกระทั่งย้ายมาประจำที่คณะครุศาสตร์ เมื่อปี 2540 เข้ามาทันวงคุยเรื่องปฏิรูปการศึกษาพอดี จึงได้ติดตามแนวคิดเรื่องการพัฒนาการศึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งยังได้โอกาสไปทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางตามต่างจังหวัดบ่อยครั้ง ได้เห็นงานในภาคสนาม ได้รับข้อมูลจากประสบการณ์ตรงจากครูที่อยู่นอกเมืองมากมาย

อาจารย์ฮูกมักจะใช้พื้นที่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค และใช้งานสัมมนาเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นด้านสังคมและการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ และทุกประเด็นที่อาจารย์ฮูกสื่อสาร ทำให้หลายคนต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องรากฐานของประชาธิปไตยในห้องเรียน ซึ่งอธิบายแบบง่าย ๆ ว่า ครูต้องเลิกผูกขาดการเป็นเจ้าของห้องเรียน แต่ต้องปรับให้เสมอภาคกัน รับฟังความเห็นที่จะพาสมาชิกไปสู่การเรียนรู้ที่ดีที่สุด

แม้ว่าการศึกษาจะพัฒนาด้วยหลายองค์ประกอบแตกต่างกัน แต่หลาย ๆ ประเทศจะทุ่มเทกับการดูแลครูใหม่ช่วง 2-3 ปีแรก เพราะนี่คือช่วงเปราะบางที่สุดของคนทำงานครู เมื่อเรียนจบมาสู่โลกการทำงาน การเป็นครูต้องแบกรับความเครียด อยู่กับเด็ก อยู่กับงานที่ต้องประสานกับผู้คนจำนวนมาก ถ้าไม่มีระบบฟูมฟักที่ดีพอ จะมีครูจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบ ซึ่งทุกประเทศต่างประสบกับปัญหานี้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาครูใหม่

อาจารย์ฮูกสนับสนุนแนวคิด PLC ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Community) ซึ่งมาจากการรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษาในโรงเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ จากนั้นก็ผลักดันแนวคิด “โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้” (School as Learning Community-SLC) เพื่อร่วมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การบ่มเพาะให้เด็กไทยพร้อมสำหรับโลกในอนาคต และครูก็ต้องปรับตัวเองให้เป็นผู้เรียนรู้ เปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งใหม่ ๆ และกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเอง

อย่าลืมว่าเป้าหมายของการศึกษาคือการลดความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงระบบ และในห้องเรียนต้องไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ครูต้องตอบโจทย์ผู้เรียนที่แตกต่างกัน และออกแบบให้ครูรู้จักเด็กมากขึ้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของห้องเรียนเพียงลำพัง เคารพความหลากหลายในห้องเรียน แต่ไม่ละเลยที่จะส่งเสริมความเก่งเฉพาะตัว

การศึกษาที่ดีต้องลดความเหลื่อมล้ำ และความเหลื่อมล้ำที่ผมพูดถึงคือความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพ ทั้งในแง่ระบบและในห้องเรียนผ่านการสอบแข่งขัน ตอนนี้โรงเรียนขนาดใหญ่ดึงดูดเด็กเข้าไปเรียนเยอะมาก ส่วนโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กจะมีเด็กเข้าเรียนลดลงเรื่อยๆ จนนับเวลาปิดตัวลง ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าโรงเรียนมีที่ว่างพอสำหรับเด็กทุกคน หากแต่ค่านิยมสังคมทำให้นักเรียนกระจุกตัวอยู่ที่โรงเรียนไม่กี่แห่ง เพราะเราไปให้คุณค่ากับโรงเรียนเหล่านั้น แต่ยังมีหลายโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่รอให้เรามาสร้างคุณค่า

เช่นเดียวกับการสอบแข่งขัน ถึงแม้เราไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของการสอบได้ หากแต่การวัดผลควรจะหลากหลาย เพราะเด็กทุกคนมีความชอบ มีความถนัดแตกต่างกัน ห้องเรียนจึงต้องเป็นประชาธิปไตย เคารพความหลากหลาย ส่งเสริมศักยภาพของเด็กแต่ละแบบ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยมาตรฐานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

อย่าทำให้คนที่มีทรัพยากรมากกว่าได้รับโอกาสและความได้เปรียบทางการศึกษา มิเช่นนั้น ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่ถือครองต้นทุนทางสังคม กับคนที่ไม่มีกำลัง จะถ่างออกจากกันมากขึ้นทุกที

 


The People

กองบรรณาธิการ

Related

คิม ซูกิ นักเขียนสาวผู้แฝงตัวเป็นครูในเกาหลีเหนือ และความจริงกับความลวงของประเทศเผด็จการ

ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา เด็กสาวอายุ 14 ปี ผู้ยื่นขอแก้กฎหมายเพื่อเพื่อนที่มีอาการซึมเศร้า

กัมพล มณีศิลป์ชัยกุล คณะสิงโตกว๋องสิว ผู้อุทิศลมหายใจให้การเชิดสิงโต

หยาง เฟิ่งหลาน นักธุรกิจจีน ฉายา ราชินีงาช้างแห่งแทนซาเนีย

นิยม กุลาชัย เปลี่ยนภูลมโล ให้เป็นสีชมพู ด้วยดอกนางพญาเสือโคร่ง และการท่องเที่ยว

“จีจี้-จีรภัทร ทองชุม” เด็กหญิงเก้าขวบที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานเกือบทศวรรษ

สุชาติ จารย์รัตน์ ปลัดหมอแคน ใช้เสียงดนตรี “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชน

“บิลลี่ บาร์” 40 ปีแห่งความโดดเดี่ยวของชายชราที่เฝ้าดูโลกร้อน ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ