Post on 09/10/2020

แอธเลติก บิลเบา สโมสรฟุตบอลที่มีความท้องถิ่นนิยมที่สุดในโลก

“นักเตะของแอธเลติกถ้าไม่เกิดในบาสก์ ก็ต้องโตที่บาสก์” 

ข้อความข้างต้นคือ อุดมคติของสโมสรฟุตบอล แอธเลติก บิลเบา แห่งลาลีกา สเปน ทีมดังหนึ่งในสามทีมที่ไม่เคยตกชั้น ร่วมกับ รีล มาดริด และบาร์เซโลนา

“ในฐานะสถาบัน สโมสรแอธเลติกฯ และแฟนบอลมีลักษณะเฉพาะอยู่ที่ความยึดมั่นในค่านิยมที่กลายเป็นสิ่งที่ไม่ปกติไปแล้วในฟุตบอลยุคศตวรรษที่ 21 สโมสรแอธเลติกฯ มีความภาคภูมิในตัวตน ปรัชญา และวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ในโลกของฟุตบอล อุดมคตินี้สะท้อนให้เห็นในนโยบายส่งเสริมนักฟุตบอลจากโรงเรียนฟุตบอลของเราเอง” ปรัชญาของแอธเลติกตามที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ของพวกเขาระบุ (Athletic-Club)

บาสก์เป็นเขตปกครองตนเองในสเปน มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างไปจากชาวสเปน แต่ชาวบาสก์ก็มักจะพูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศสด้วย ขณะเดียวกัน การพัฒนาเมือง การปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงการค้นพบโลกใหม่ทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวบาสก์ ทำให้จำนวนประชากร รวมถึงความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของพวกเขาอ่อนกำลังลง

อย่างไรก็ดี ความพยายามที่จะแทรกแซงการปกครองตนเองจากส่วนกลางตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กระตุ้นให้ชาวบาสก์เกิดความรักในท้องถิ่น และมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อต้านอำนาจปกครองจากส่วนกลางเรื่อยมา (และยังมีกลุ่มติดอาวุธที่มีเป้าหมายปลดปล่อยบาสก์ออกจากสเปนด้วย)

ฟุตบอลเป็นวัฒนธรรมนำเข้าจากแรงงานชาวอังกฤษที่เข้ามาขายแรงงานในบาสก์ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งแร่เหล็กขนาดใหญ่ และชาวบาสก์ท้องถิ่นที่ไปร่ำเรียนที่อังกฤษ ซึ่งรวมตัวกันตั้งเป็นสโมสร ‘Athletic Club’ ขึ้นในปี 1898 โดยเดิมทีเดียวพวกเขาอยู่ที่ลาเมียโก (Lamiako) สวมเสื้อลายแถบขาว-น้ำเงิน (ในปี 1903 มีการตั้งสาขาสโมสรในมาดริด ซึ่งภายหลังพัฒนามาเป็น แอตเลติโกมาดริดในปัจจุบัน) 

ในปี 1910 พวกเขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อแถบขาว-แดง ปีต่อมาจึงเลิกใช้นักเตะต่างชาติ เริ่มตั้งเป้าหมายในการสร้างทีมเพื่อแข่งขันกับสโมสรต่างชาติโดยใช้นักเตะท้องถิ่น ‘เท่านั้น’ และย้ายมาตั้งสโมสรในบิลเบาเป็นการถาวรในปี 1913

แอธเลติกประสบความสำเร็จสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1930s ที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ 4 สมัย ก่อนที่ความร้อนแรงของพวกเขาจะถูกหยุดไประหว่างสงครามกลางเมือง ก่อนกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งในฤดูกาล 1942-1943, 1955-1956, 1982-1983 และ 1983-1984 และยังเป็นแชมป์บอลถ้วยโคปาเดลเรย์ มากถึง 24 สมัย เป็นรองเพียงบาร์เซโลนาที่เป็นแชมป์ 30 สมัย 

ปัจจุบัน แอธเลติกฯ ห่างเหินจากความสำเร็จมาเป็นเวลายาวนาน เมื่ออุดมการณ์ของพวกเขา ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับทีมอื่น ๆ ยากขึ้น เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวทำให้โค้ช (ซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้ ไม่เหมือนนักเตะ) มีตัวเลือกนักเตะที่จำกัดมาก ในขณะที่ทีมอื่น ๆ สามารถหานักเตะฝีเท้าดีราคาถูก หรือราคาสมเหตุสมผล หรือราคาแพงที่สุดในโลกได้จากตลาดทั่วโลก เป็นเหตุให้แอตเลติโกมักจะถูกโก่งราคาเมื่อพวกเขาจะหานักเตะเชื้อสายบาสก์ หรือเติบโตในบาสก์สักที

นอกจากนี้ พวกเขายังมักถูกตัดกำลังจากทีมใหญ่ ๆ ที่พร้อมจะจ่ายให้กับนักเตะฝีเท้าดีในทีมที่มีเงื่อนไขต้องปล่อยตัวหากได้ค่าตัวสูงกว่าตัวเลขที่ระบุในสัญญา ทำให้พวกเขาต้องเสียผู้เล่นท้องถิ่นที่ยากจะหานักเตะฝีเท้าระดับเดียวกันมาทดแทนได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฆาบิ มาร์ติเนซ ที่เสียให้กับบาเยิร์น มิวนิค ในปี 2012 อันเดร์ เอร์เรรา ให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2014 เอเมอริก ลาปอร์ต ให้แมนเชสเตอร์ซิตี ในปี 2018 (ตลาดฤดูหนาว) ตามด้วย เกปา อาร์ริซาบาลากา ให้กับเชลซีในตลาดฤดูร้อนปีเดียวกัน

แอธเลติกฯ อาจจะได้ค่าตอบแทนเป็นจำนวนมหาศาล (เกปา ยังรักษาสถิติผู้เล่นตำแหน่งประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลก แม้จะหลุดเป็นตัวสำรองในทีมเชลซีไปแล้ว) แต่พวกเขาได้เงินมาก็ใช่ว่าจะเอาไปซื้อผู้เล่นอื่นมาแทนที่ได้ง่าย ๆ 

แม้ว่าพวกเขาจะเคยมีนักเตะฝรั่งเศสอย่าง บิเซนเต ลิซาราซู หรือ เอเมอริก ลาปอร์ต มาก่อน แต่ทั้งคู่ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับบาสก์ อย่างลิซาราซูที่เติบโตในเขตบาสก์ฝั่งฝรั่งเศส ส่วนลาปอร์ตก็มีทวดเป็นชาวบาสก์ ซึ่งถือเป็นการยืดหยุ่นอย่างที่สุดแล้ว

(พวกเขามีนักเตะผิวดำด้วยหนึ่งคน คือ อินญากี วิลเลียมส์ นักเตะเชื้อสายกานาที่เกิดในบิลเบา ซึ่งถือว่าครบองค์ประกอบความเป็นชาวบาสก์ ถึงอย่างนั้นด้วยอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของเขาย่อมไม่แปลกที่จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็น ‘บาสก์’ เช่นเดียวกับนักเตะฝรั่งเศสอย่างลาปอร์ต) 

ในระยะหลังผลงานของแอธเลติกฯ จึงค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ  โดยใน 5 ฤดูกาลล่าสุด (นับย้อนจาก 2019-2020) พวกเขาไม่สามารถขึ้นไปอยู่ใน 4 อันดับแรกของลาลีกาได้เลย และหวาดเสียวว่าจะต้องตกชั้นหรือไม่? อยู่เป็นระยะ แต่นั่นก็ไม่ทำให้พวกเขายอมละทิ้งอุดมการณ์ที่ยึดถือสืบมากว่า 100 ปี

“นับตั้งแต่ปี 1995 กฎบอสแมนทำให้กระแสคลื่นในวงการฟุตบอลเปลี่ยนทิศจนเป็นปฏิปักษ์กับชาวขาว-แดงมากขึ้นทุกวัน สโมสรที่เปี่ยมด้วยอำนาจเงินที่อยู่รายล้อมเพิ่มมากขึ้นทุกทีไม่เพียงแต่ในอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี แต่รวมถึงการแข่งขันภายในประเทศของเราเอง บรรษัทข้ามชาตินำโดยบริษัทโทรทัศน์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงการแข่งขันฟุตบอลไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

“สโมสรแอธเลติกฯ ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แต่เราจะว่ายน้ำในทิศทางเดิมตามปรัชญาอายุกว่าร้อยปีที่สะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ที่น่าทึ่ง เมื่อ The Guardian (สื่ออังกฤษ) พิมพ์รายงานขึ้นพาดหัวว่า ‘นี่คือแอธเลติกฯ สโมสรที่ความภักดีต่อนักเตะพรสวรรค์ในท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้’ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความอัศจรรย์ใจต่อความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของพวกเรา ไม่ว่าอย่างไร มันคือสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของเรา ที่ทุกฤดูกาลต้องมองกลับไปที่จุดเริ่มต้น : ความภักดีต่อกัน แม้ว่านั่นจะเป็นการว่ายทวนน้ำ ก้าวข้ามอุปสรรค ไปให้ถึงที่หมาย ที่ที่เราจะต้องเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยนักเตะพรสวรรค์ท้องถิ่นรุ่นใหม่” ประกาศอุดมการณ์ของแอธเลติก บิลเบา ระบุ


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

ถอดรหัส เมสัน กรีนวูด แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าที่ผู้กอบกู้ผีแดง?

คาสเตอร์ เซเมนยา แชมป์โลกวิ่ง 800 เมตรหญิง ที่ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้หญิง 

“โรดา มูลอดซี” เจ้าหญิงแห่งเวนด้า ผู้สละมงกุฎเพื่อค้าแข้งในลีกอาชีพ

เมื่อการประชุม จี-8 ต้องหยุด เพราะอังเกลา แมร์เคิล อยากดูบอลแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง

ซน ฮึงมิน อปป้า นักฟุตบอลสเปอร์ส ผู้เป็นสตาร์ของซูเปอร์สตาร์เกาหลีใต้

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จากเด็กล้างจาน สู่นักเตะยอดเยี่ยม PFA ผู้ทุ่มเทเพื่อลิเวอร์พูล

เปาโล มัลดินี “อิล กัปปิตาโน” กัปตันอมตะ ผู้กำลังเอาชนะโควิด -19

เฉลิมพงษ์ พันธุ์ภู่ – “เนะ ปิงปองโนแฮนด์” นักตบลูกเด้งผู้ไม่เคยยอมแพ้