Post on 14/06/2019

“ออเดรย์ ถัง” แฮกเกอร์สาวข้ามเพศอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตย ผ่านการเป็น รัฐมนตรีดิจิทัล

Andrey Tang

ประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ถือว่าเราทุกคนมีเสียงเท่าเทียมกัน ผ่านการเลือกผู้แทนไปบริหารรัฐ ความโปร่งใสในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เลยเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ออกเสียงทุกคน ไม่ว่าจะเป็น “ประชาธิปไตยจอมปลอม” หรือ “เผด็จการประชาธิปไตย” รัฐบาลที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ส่วนใหญ่จะมีความโปร่งใส ซึ่งผู้ที่กำลังเปิดให้เราสามารถตามติดชีวิตนักการเมืองแบบทุกฝีก้าวผ่านทางออนไลน์ คือ “ออเดรย์ ถัง” (Audrey Tang) รัฐมนตรีดิจิทัลคนล่าสุดของไต้หวัน

“เมื่อพูดถึงความโปร่งใส ฉันพูดถึงความโปร่งใสแบบขั้นสุด ยกตัวอย่างเช่นเทคโลยีที่เราเรียกว่า Say It ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อพลเมือง เริ่มต้นตั้งแต่ที่ฉันมาทำงานตรงนี้เมื่อสองปีที่แล้ว ตลอดระยะเวลาสองปีฉันได้พูดคุยกับคนกว่าสามพันคน เรามีบทสนทนาร่วมกันมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นประโยค มีการประชุมกันมากกว่าเจ็ดร้อยครั้ง และทุกการประชุมจะถูกแชร์เป็นข้อมูลสาธารณะ และมันไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดออกมา ทุกอย่างที่ฉันพูดในฐานะรัฐมนตรีดิจิทัลก็ถูกเปิดเผยในที่สาธารณะ”

ไม่ผิดแล้วจะกลัวทำไม? ไม่ทำผิดแล้วทำไมไม่กล้าให้ตรวจสอบ ตรรกะง่าย ๆ ที่เหมือนเป็นคำตอบของ ความโปร่งใสแบบขั้นสุด (radical transparency) ในความหมายของ “ออเดรย์ ถัง” สาวข้ามเพศอัจฉริยะวัย 38 ปี อดีต Civic Hacker ผู้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน โดยความโปร่งใสนั้นจะช่วยในสองเรื่องหลักคือ

หนึ่ง ทุกคนสามารถตั้งคำถามได้ว่าทำไมถึงมีนโยบายต่างๆ ขึ้นมา ก่อนหน้านี้รัฐจะสื่อสารนโยบายให้ประชาชนได้รับรู้เมื่อมีการกำหนดนโยบายบางอย่างออกมาก่อนแล้วเท่านั้น ประชาชนจึงได้ข้อมูลแค่ว่ามันคือนโยบายอะไร และมันเป็นอย่างไร แต่ในตอนนี้เราสามารถพูดคุยกันได้ว่าทำไมถึงต้องมีนโยบายแบบนี้แบบนั้นขึ้นมา

สอง การให้เครดิตความรับผิดชอบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ผ่านมา “ความรับผิด” จากส่วนใหญ่จะตกกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย ส่วนผู้ที่ได้หน้ากับ “ความรับชอบ” คือเจ้านายระดับสูงขึ้นไป หรือรัฐมนตรี ที่เคลมผลงานแล้วโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับลูกน้องอยู่เสมอ

แต่ในระบบความโปร่งใสขั้นสุดนี้ ทุกคนจะได้เห็นว่าใครเป็นคนเสนอไอเดียต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และไอเดียหรือนโยบายที่ถูกคิดขึ้นมานี้ ภาคประชาสังคมหรือผู้ประกอบการต่างก็สามารถใช้ไอเดียเหล่านี้ไปสร้างให้เกิดขึ้นจริง ต่อยอดให้เกิดการพัฒนาไอเดียหรืออาจจะเป็นการประกอบการเพื่อสังคม แต่คนก็ยังให้เครดิตกับเจ้าหน้าที่ผู้เสนอไอเดีย

“ในฐานะของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานตรงนี้ต้องไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับพวกเขา เพราะฉันเป็นรัฐมนตรีที่ยืนอยู่ข้างความโปร่งใสขั้นสุด หากเกิดข้อผิดพลาดทุกคนสามารถโทษฉันได้ โอกาสในการเกิดนวัตกรรมจากเจ้าหน้าที่ทางราชการจะเป็นไปได้ง่ายขึ้นเพราะฉันจะแบกรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด และให้พวกเขาได้รับเครดิตทั้งหมด นี่คือความแตกต่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้”

สิ่งที่ทำให้รัฐมนตรีดิจิทัล (Digital Minister) อย่างออเดรย์ ถัง มีทัศนวิสัยที่ไปไกลกว่ารัฐมนตรีรุ่นลายครามหลายคนนั้น ต้องย้อนกลับไปหลายปี ก่อนที่เธอจะได้มาเข้าร่วมรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ของไต้หวัน ในปี 2016

ออเดรย์ ถัง เป็นคนที่คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก เธอสามารถเรียนรู้การเขียนโปรแกรม Perl ตั้งแต่อายุ 12 และออกจากการเรียนใน 2 ปีต่อมา เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตในรูปแบบของนักเรียนปกติได้ โดยมีรายการโทรทัศน์ของไต้หวันคือ Taiwan Eastern Television เคยทดสอบว่าเธอมี IQ สูงถึง 180 (ทั้งนี้ในการมาเยือนประเทศไทยครั้งล่าสุดบนเวที “International Conference on Fake News” เจ้าตัวได้ตอบคำถามเรื่องนี้ว่าเป็นการเข้าใจผิด) 

ไม่แปลกที่ถังจะถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ของไต้หวัน เพราะขณะที่อายุเพียงแค่ 15 ปี ถังสามารถพัฒนา search engine สำหรับภาษาแมนดารินได้ด้วยตัวเอง อีกสี่ปีต่อมาเธอเลยย้ายไปทำงานอยู่ที่ซิลิคอน วัลเลย์ สหรัฐอเมริกา ก่อนจะตัดสินใจแปลงเพศจากชายเป็นหญิง พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อ Autrijus เป็น Audrey ในวัย 24 ปี

นอกจากนี้เธอยังทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่งอย่าง แอปเปิล, กูเกิล เป็นที่ปรึกษาให้กับ vTaiwan ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้มีการพูดคุยด้านกฏระเบียบต่าง ๆ และทำงานร่วมกับ g0v community

ในช่วงปี 2014 กลุ่มนักศึกษาและประชาชนที่เรียกตัวเองว่า ขบวนการนักศึกษาทานตะวัน ก่อเหตุประท้วงถึงเหตุการณ์ข้อตกลงการค้าบริการข้ามช่องแคบ ถังเป็นคนที่ใช้กล้องถ่ายทำเหตุการณ์แบบสด ๆ จากภายในอาคารไปยังข้างนอก เธอประกาศเสียงดังให้ผู้ใหญ่หลายคนได้ยินชัด ๆ ว่า “นี่ไม่ใช่การก่อกบฏแต่เป็นความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสพูด ก็เท่านั้นเอง”

ทั้งชื่อเสียงความเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ เป็นสาวข้ามเพศที่สนับสนุน LGBT เป็นคนรักสัตว์ที่เลี้ยงแมวไว้กว่า 7 ชีวิต บวกกับสุนัขอีกสองตัว เป็นนักประชาธิปไตยเลือดใหม่ของเธอ ทำให้ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ดึงเธอมาร่วมรัฐบาล โดยเสนอเก้าอี้รัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวันให้ โดยที่เธอไม่ได้สังกัดพรรคใด เพื่อหวังจะกู้ภาพลักษณ์รัฐบาลที่คะแนนนิยมในขณะนั้นลดต่ำลง รวมไปถึงโดนโจมตีว่าเป็นรัฐบาลขิงแก่ที่มีอายุเฉลี่ยของรัฐมนตรี อยู่ที่ 62 ปี มากกว่าคนเกษียณอายุส่วนใหญ่ที่อยู่บ้านเลี้ยงหลานเสียอีก

ตอนนี้รัฐมนตรีถัง ได้ใช้ความถนัดด้านคอมพิวเตอร์ในการสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นในเรื่องสำคัญต่าง ๆ

“ทิศทางในการทำงานของฉัน คือการสร้างพื้นที่ขึ้นมา อย่างที่เห็นนี่คือ Social Innovation Lab ที่เราสามารถรวมคนที่มีความรู้ความเข้าใจที่หลากหลาย ไปจนถึง AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ นำพวกเขามารวมกันในพื้นที่ที่สามารถร่วมกันสร้างไอเดียที่จะทำให้ทุกสิ่งดีขึ้น ดังนั้นจุดยืนของฉันคือไม่ได้ทำงานเพื่อสนับสนุนรัฐบาล แต่ทำงานเพื่อสนับสนุนระบบรูปแบบการบริหารปกครองที่เน้นความร่วมมือจากทุกฝ่าย”

แม้จะรับนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีดิจิทัล แต่ออเดรย์ ถัง ยังยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ได้ทำงานให้กับรัฐบาล แต่เป็นการทำงานร่วมกับรัฐบาล โดยเธอวางจุดยืนของตัวเองในการเป็น “จุดเชื่อมต่ออยู่ตรงกลาง” ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคม ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล ไปจนถึงระหว่างประชาชนและประชาชนด้วยกัน ซึ่งถังจะทำหน้าที่เหมือนเป็นคนแปลงภาษาเพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้าใจความต้องการระหว่างกัน เพื่อลดช่องว่างและความตึงเครียดระหว่างช่องว่างนั้น

เธอยกตัวอย่างเรื่องแฮชแท็กแคมเปญ #metoo ที่คนร่วมล้านออกมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนสังคม โดยที่กระทรวงต่าง ๆ ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะประชาชนสามารถบริหารขับเคลื่อนสังคมได้ด้วยตัวเอง ปัญหาหลัก ๆ ตอนนี้กลายเป็นว่าในยุคสมัยของอินเทอร์เน็ต รัฐบาลไม่สามารถเป็นผู้บริหารจัดการแต่เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ในปัจจุบันมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น Distributed Ledger, Machine Learning รัฐบาลไม่สามารถไปจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ หรือแม้แต่โมเดลการบริหารจัดการแบบเดิมทีล้าหลังอุ้ยอ้ายไม่ทันการ

“การทำงานเพื่อประชาธิปไตยในโลกอนาคตคือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของกันและกันได้ มันต้องเป็นการโอเพ่นเดต้า ไม่ใช่แค่ข้อมูลของรัฐบาลเท่านั้น แต่ในฝั่งของประชาชนด้วย ด้วยการใช้ข้อมูลจะทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อเท็จจริง ด้วยข้อเท็จจริงนั่นแหละที่จะทำให้เราสามารถรับฟังกันและกัน คุณรู้สึกยังไงกับข้อเท็จจริงนี้ คุณอาจจะรู้สึกแฮปปี้ หรือโกรธ มันไม่มีถูกหรือผิดในแง่ของความรู้สึก และเราจะสร้างไอเดียขึ้นมาจากข้อเท็จจริงเหล่านั้น”

อนาคตของประชาธิปไตยในอุดมคติของถังวาดฝันไว้ คือเป็นสังคมแห่งการรับฟัง โดยการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่น ไม่ว่าจะด้วยการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ซึ่งพื้นที่นี้มีคุณสมบัติพิเศษสองข้อ คือ หนึ่งไม่มีปุ่ม Reply เลยไม่สามารถโจมตีคนอื่นได้ทำได้เพียงแค่โพสต์เสนอความคิดเห็นของคุณให้คนอื่นได้รู้เท่านั้น และสอง โปร่งใสแสดงให้เห็นเลยว่าทุกคนคือเพื่อนของคุณ ไม่ใช่ศัตรูที่ไม่มีชื่อที่มาจากขั้วตรงข้าม ทุกคนจะเข้ามาด้วยข้อเสนอที่สะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกของพวกเขาได้อย่างอิสระ

เพราะถังมองว่าเทคโนโลยีในยุคของอินเทอร์เน็ตที่เราสามารถได้ยินเสียงของคนสิบล้านคนได้ มันทำให้เกิดปัญหาแบบใหม่ คือมีโอกาสที่จะเกิดการใช้อิทธิพลในโซเชียลมีเดียสร้างวาทกรรมที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งและนำไปสู่การแบ่งขั้วทางการเมือง ถ้าเราสนใจมองแค่สื่อกระแสหลักหรือโซเชียลมีเดีย บางครั้งมันก็ง่ายต่อการตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ง่ายต่อการโฆษณายกชูคุณค่าบางอย่าง

เธอให้ความเห็นว่าทุกวันนี้ในสังคมออนไลน์ทุกคนโพสต์ไอเดียจำนวนมาก แต่แทบไม่มีใครพูดเรื่องความรู้สึกและข้อเท็จจริง ดังนั้นไอเดียจำนวนมากเลยกลายเป็นได้แค่อุดมคติ เพราะมันไม่ได้เกิดจากการพูดคุยกันอย่างแท้จริง แต่ถ้าเราสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงและความรู้สึกกันก่อน ก็จะนำไปสู่ไอเดียที่ดีที่สุดบนพื้นฐานความรู้สึกของคนส่วนใหญ่

โดยรัฐมนตรีที่ถือว่าเก่งเรื่องเทคโนโลยีที่สุดคนหนึ่งในโลก พยายามนำเอาเทคโนโลยี AI (Augmentative Intelligence/Assistant Intelligence) มาช่วยเพิ่มพลังของการรับฟังกันและกัน ผ่านการประมวลผลอย่างรวดเร็วของ AI ที่สามารถรับมือกับความเห็นคนจำนวนมหาศาลได้ ซึ่งในอนาคตระบบนี้รองรับการเพิ่มจำนวนได้อีกหลายเท่า คนหลักหมื่นหลักแสนเลยสามารถร่วมพูดคุยกันได้โดยที่ยังสามารถรับฟังกัน ช่วยในการปรึกษาหารือร่วมกันอย่างเป็นสาธารณะได้

“อนาคตของประชาธิปไตยคือการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของทุกคน เป็นอนาคตแห่งการรับฟังกันและกัน และการค้นหาคุณค่าร่วมกัน”

 

ชวนมาติดตามเรื่องราวและแนวคิดอันน่าสนใจของ ออเดรย์ ถัง ได้ในงาน Techsauce Global Summit 2019 และติดตามเรื่อง AI และ GovTech ผ่านมุมมอง ออเดรย์ ถัง ที่จะมาเป็น Speaker ได้ในงาน Techsauce Global Summit 2019

ซื้อบัตรได้ที่ https://bit.ly/2XobFLV พิเศษ ส่วนลด 15% สำหรับลูกเพจ The People เพียงใส่ Code: ‘TSGS19TP’ เพื่อรับส่วนลด 15%

 

ที่มา:

https://techsauce.co/saucy-thoughts/audrey-tang-technology-democracy/
https://twitter.com/audreyt

https://apolitical.co/solution_article/reprogramming-power-audrey-tang-is-bringing-hacker-culture-to-the-state/

https://www.youtube.com/watch?v=mxMxg4ct-D8

https://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1320.htm


The People

กองบรรณาธิการ

Related

มารุ ชิบะใจดี เฟรนด์ลี่ ขี้เล่น ขวัญใจโลกโซเชียล

“แพทริก ดาวน์ส, เจสสิกา เคนสกี้” คู่รักบอสตันสตรองที่เยียวยาตัวเองด้วยการวิ่งหลังเสียขาสามข้างจากระเบิดบอสตันมาราธอน

กำนันชัยวัฒ สุริยันต์: กำนันชาวสวนที่เปลี่ยนคนเกลียดให้รักด้วยการทำงานจริง

พื้นที่ท้าทายใหม่ของเนวิเกเตอร์หนุ่ม “เจษฎาภรณ์ ผลดี” ที่ดินแดนห่างไกลในทวีปแอฟริกา

ชวนล ไคสิริ เลิกออกแบบตึก มาเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า POEM

อิรวดี ถาวรบุตร วัยรุ่นอายุ 16 ปั้น ‘Sandee For Good’ สตาร์ทอัพร้านค้าออนไลน์เพื่อสังคม

คาร์ล แอ็กเซล อาร์เรเนียส ราชาแห่งสนามรบผู้ค้นพบ rare earth elements แร่ธาตุหายากของโลก

สมัย ศรีสมบูรณ์:ช่างซ่อมสู่กำนันยอดเยี่ยมที่ซ่อมได้ตั้งแต่เครื่องยนต์จนถึงเด็กติดยา