Post on 04/01/2019

“อายูคาวะ มาโดกะ” ทำไมนักอ่านการ์ตูนถึงหลงรักนางเอก “ถนนสายนี้เปรี้ยว”

นักอ่านสุภาพสตรีอาจจะไม่ค่อยรู้จักเรื่องนี้ แต่มั่นใจว่านักอ่านสุภาพบุรุษต้องรู้จักเรื่องนี้แน่นอน เพราะเป็นการ์ตูนรัก “อมตะ” แห่งยุค 80 โดย Kimagure Orange Road (きまぐれオレンジ☆ロード) นี้ตีพิมพ์รายสัปดาห์ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ Weekly Jump (週刊少年ジャンプ) ของญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1984-1987 และมีการพิมพ์รวมเล่มเป็นเรื่องของตัวเองทั้งหมด 18 เล่มด้วยกัน เรื่องนี้มี Anime ที่ภาพสวยมาก และเพลงเพราะมาก ได้กลิ่นอายยุค 80s มาก ๆ 

Kimagure Orange Road เป็นเรื่องราวของพระเอก Kasuga Kyōsuke (春日恭介) พระเอกที่ไม่ได้หล่ออะไรเป็นพิเศษ ไม่เก่ง ไม่เด่นอะไรเลย แถมออกแนวซื่อบื้อ แต่มีข้อดีคือ “มีพลังจิต” แต่ช้าก่อน! เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้พลังจิตปราบปีศาจ หรือใช้พลังจิตต่อสู้กับใครแต่อย่างใด กลับกลายเป็นเรื่องรักวุ่น ๆ ของวัยรุ่นอายุช่วง Teenagers แบบรักสามเส้าระหว่างพระเอก และนางเอกทั้ง 2 คนคือ Ayukawa Madoka กับ Hiyama Hikaru (桧山ひかる) โดยในตอนเริ่มเรื่องเลย Kyōsuke และ Madoka อายุ 15 ปี ส่วน Hikaru อายุ 13 ปี

เรื่องนี้มีเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก คือมีฉาก Service ล่อแหลมน้อยมากเมื่อเทียบกับการ์ตูนรักหลาย ๆ เรื่องในปัจจุบัน, ไม่มีฉากบู๊ Action, ไม่มีพล็อตสืบสวน, ไม่มีจอมมาร, ไม่มีสงคราม, ไม่มีตัวละครผู้ร้าย, ไม่มี Conflict อะไรที่ซับซ้อนเลย แต่ความซับซ้อนกลับไปวางไว้ที่สัมพันธภาพระหว่างตัวละครแทน

Weekly Jump เป็นนิตยสารการ์ตูนสำหรับ “วัยรุ่นผู้ชาย” หรือที่เรียกว่า Shōnen Manga (少年漫画) คือการ์ตูนสำหรับเด็กวัยรุ่นผู้ชายอายุประมาณ 12-20 โดยกฎเหล็กของนิตยสาร Weekly Jump ในการเลือกเรื่องมาตีพิมพ์เลยก็คือต้องมีหัวใจสำคัญ 3 ประการดังนี้

1) Yūjō (友情): ต้องแสดงให้เห็น “มิตรภาพของตัวละคร”

2) Doryoku (努力): ต้องแสดงให้เห็น “ความวิริยะอุตสาหะของตัวละคร”

3) Shōri (勝利): ต้องแสดงให้เห็น “ชัยชนะ” ที่ได้มาจากความวิริยะอุตสาหะ

ดังนั้นเรื่อง Kimagure Orange Road ก็ไม่ได้หลุดไปจากกฎ 3 ข้อนี้ คือตลอดเรื่องจะเน้นมากถึงสัมพันธภาพของตัวละคร ทั้งพระเอกและนางเอกทั้ง 2 คน พระเอกรัก Madoka แต่ก็กลัวทำร้ายจิตใจ Hikaru ที่มารักตัวเอง เลยอีรุงตุงนังกันไปหมด รวมทั้งสัมพันธภาพของตัวละครคู่รอง ๆ ลงไปและตัวละครเพื่อน ๆ ของพระเอกและนางเอก, ตัวละครหลักทั้ง 3 คนยังต้องใช้ความพยายามในการเข้าใจจิตใจตัวเองเพื่อเติบโตจากวัยรุ่นไปสู่วัยผู้ใหญ่, และได้ชัยชนะจากความพยายามคือการเข้าใจตัวเองและเติบโตขึ้นอย่างมีวุฒิภาวะนั่นเอง

Background ของเรื่องนี้คือยุค 80s-90s ซึ่งทั้งที่ญี่ปุ่นและไทยยังไม่ได้เป็นสังคมเปิดกว้างอย่างปัจจุบันนี้ เวลารักใครชอบใครสักคน โดยเฉพาะ “รักเพื่อน” จะเป็นสิ่งที่อึดอัดใจมาก อยากบอกรัก แต่ก็ทำไม่ได้ กลัวเสียเพื่อน กลัวว่าบอกไปแล้วสัมพันธภาพจะเปลี่ยนไป กลัวบอกไปแล้วเขาจะไม่คุยกับเราอีก เขาจะห่างเหินจากเราไป กลัว ฯลฯ ไปหมดทุกอย่าง แต่ก็อยากบอกให้เธอรู้ว่ารักนะ แต่ก็ไม่กล้าบอก อ๊ากกกก ทำไงดีวะ! (ลองนึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง “เพื่อนสนิท” ของ GTH ดู) Internet ก็ยังไม่มี โทรศัพท์มือถือก็ยังไม่มี แค่จะติดต่อกันยังลำบาก อย่าว่าแต่จะจีบกันเลย สภาพแบบที่ว่ามันทำให้หลายๆ คู่ที่ลึกๆ ก็รักกันอยู่ กลับต้องลงเอยกลายเป็นแค่เพื่อนกันไป เพราะไม่กล้าแสดงความรู้สึกออกมา และต้องไปแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ได้รักไปเสียได้ ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้บรรยายสภาพในยุคนั้นได้ชัดเจนมาก ทั้งภาพ ฉาก และเพลงประกอบ คือละมุนละไมสุดๆ ใครที่ชอบอ่านความซับซ้อนทางจิตใจของมนุษย์ก็น่าจะชอบเรื่องนี้กัน

 

ทำไมผู้อ่านถึงรัก Ayukawa Madoka กันอย่างมาก?

1.Madoka เปิดตัวฉากแรกเป็นสาวหวาน สวย แสนดี น่ารัก ให้หมวกสีแดงเป็นของขวัญกับพระเอก เปิดตัวมาแบบโลกสีชมพูมาก เหมือนว่าพระเอกเราสมหวังในรักแน่นอน แต่พอพระเอกไปเจอ Madoka ที่โรงเรียน นางกลายเป็นเด็กเลว สูบบุหรี่ หนีเรียน ใช้ความรุนแรง ฯลฯ จนแบบ เฮ้ย นี่คือคนๆ เดียวกันจริงเหรอวะ? ทำให้ตัวละคร Madoka ดูสวยลึกลับ น่าค้นหามาก

2.ปี 80s-90s นั้น ทั้งในญี่ปุ่นและไทย ยังไม่ได้มีแนวคิดเรื่องสิทธิสตรีที่เข้มข้นเท่าปัจจุบัน ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็ยังทำตัวเป็นช้างเท้าหลัง เรียนจบแล้วแต่งงาน เลี้ยงลูก ปรนนิบัติสามี (พระเอกยังด่านางเอกที่สูบบุหรี่ว่า สูบแล้วไม่ดีเวลาคลอดลูกนะ นี่คือค่านิยมญี่ปุ่นในยุคนั้นเลยว่าผู้หญิงต้องแต่งงานอยู่บ้านเลี้ยงลูก) แต่ Madoka นางแหกทุกขนบของญี่ปุ่น นางโดดเรียน สูบบุหรี่ในโรงเรียน บู๊เก่ง ต่อสู้กับกุ๊ยได้ เก่งกีฬาทุกประเภทระดับอัจฉริยะ เล่นดนตรีได้หลายประเภท (ใน Anime ก็เป่า Saxophone ซึ่งโคตรจะไม่ผู้หญิง) นางยังรู้จักจิตใจตัวเองค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเด็กผู้หญิงวัย 15 ด้วยกัน มีวุฒิภาวะสูงมาก เป็นที่พึ่งของเพื่อน ๆ และรุ่นน้องอย่าง Hikaru ได้ด้วย ไม่ง้อเพศชายอีกต่างหาก ไม่ได้กังวลเรื่องหาแฟนด้วย นับว่าเป็นผู้หญิงล้ำสมัยโคตร ๆ สำหรับญี่ปุ่นในยุคนั้นเลย

3.Madoka ได้รับการออกแบบให้สวยมาก สวยแบบจับใจ ไม่ได้สวยผาดแบบสวยเด่นเด้ง แต่สวยพิศ คือเสพเนื้อเรื่องไปพร้อมๆ กับเสน่ห์ของ Madoka แล้วจะค่อยๆ หลงรักนางแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลย โดยเฉพาะญี่ปุ่นยุคที่เริ่มฮิตการย้อมผมทอง แม้แต่ดีไซน์นางเอกการ์ตูนหลายตัวก็ต้องออกมาเป็นผมทอง แต่ Madoka นางมาแนวผมยาวดำขลับเป็นประกายราวกับหลุดออกมาจากโฆษณาแชมพู ทำให้นางมีเสน่ห์แบบเอเชียสุด ๆ

4.Madoka ไม่เคยคิดแย่งพระเอกมาจาก Hikaru แม้ว่าลึกๆ จะมีหลายตอนที่พระเอกก็แสดงออกทางอ้อมให้รู้ว่ารัก Madoka แต่จนแล้วจนรอด Madoka ก็ไม่เคยคิดจะแย่งพระเอกมาจาก Hikaru เลย ซึ่งเนื้อเรื่องแนวนี้สำหรับคนยุคปัจจุบันอาจจะรำคาญ Madoka แต่มันก็คือความงดงามของสัมพันธภาพในเรื่องนั่นเอง

5.ความละมุนละไมของเนื้อเรื่องเอง ทำให้ผู้อ่านหลง Madoka เพราะตลอดทั้งเรื่อง บทมันปูทางให้ Madoka เปล่งประกายแห่งความเป็นนางเอก ทั้งการเคลื่อนไหว, เพลงที่นางบรรเลง, ความเท่, ความคิด, ความเป็นผู้นำ นางเกิดมาเพื่อเป็นนางเอกจริงๆ

6.นางเอกอีกคนคือ Hikaru ก็ช่วยเติมเสน่ห์ให้ตัวละคร Madoka เพราะ Hikaru เปิดหน้าโต้ง ๆ บอกรักพระเอกทุกเมื่อเชื่อวัน ตามตื๊อ ตามจีบแบบขายโปรสุดขีด จนบางครั้งก็น่ารำคาญ ในขณะที่ Madoka จะไม่เคยขายโปรแบบนั้น แต่จะแอบแสดงออกทางอ้อมลึกๆ แทน ดูเท่ ดู Cool ฉลาด Smart มากๆ ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถมองได้ว่า Hikaru คือด้านสว่างของผู้หญิงคือเปิดเผยหมดทุกสิ่ง ในขณะที่ Madoka คือด้านมืดของผู้หญิงคือลึกลับปิดบังน่าค้นหา เป็นหยินหยางของสตรีเพศนั่นเอง เลยยิ่งทำให้ Madoka ดูลึกลับน่าค้นใจเธอเป็นอย่างมาก

แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักจะจบไปตั้งแต่ปี ค. ศ. 1987 แต่เรื่องนี้ก็ยังคงครองใจแฟน ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Madoka นี้จะยังคงครองใจนักอ่านไปอีกตราบนานเท่านาน “ผมดำยาวสลวย มีวุฒิภาวะ เก่งกล้า ไม่ง้อผู้ชาย และลึกลับ” คือเสน่ห์ของเธอคนนี้


วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก