Post on 09/08/2019

สมิงสยาม ขุนนางชาวอยุธยาผู้กินเมืองในอาณาจักรยะไข่โบราณ และเรื่องราวชาวอยุธยาในงานเขียนของยะไข่

ในประวัติศาสตร์สงครามระหว่างอยุธยากับพม่าในคริสตวรรษที่ 16 และ 18 มีชาวอยุธยาจำนวนมากถูกกวาดต้อนไปยังอาณาจักรพม่า มีไม่กี่คนเท่านั้นที่เราทราบชะตากรรม และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่เราไม่ทราบเรื่องราวหลังจากหายไปจากอยุธยา!   

บางทีเราอาจไม่เคยคิดเลยก็ได้ว่าชาวอยุธยาจำนวนหนึ่งในจำนวนไม่น้อยนั้นเดินทางไปไกลถึงอาณาจักรยะไข่โบราณในอ่าวเบงกอล ตามที่มีการบันทึกเล่าไว้ในงานเขียนพื้นเมือง

งานเขียนเรื่อง ธัญวดีอเยด่อโป่ง (Dhannyawaddy Ayaydawbon) หรือวรรณคดียอพระเกียรติราชายะไข่ เรียบเรียงแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1788 โดยพระสงฆ์ชาวยะไข่ฉายา “กวีสารภีสิริบวรอัคคมหาธรรมราชาธิราชคุรุ” รายงานว่า พระเจ้าบุเรงนองทรงยกทัพไปตีอาณาจักรอยุธยา หลังจากตีเมืองอยุธยาได้แล้วก็เทครัวชาวอยุธยาจำนวนหนึ่งกลับไปยังเมืองพะโค (หงสาวดี)

ครั้งนั้นขุนนางชาวอยุธยาชื่อ “พระสมิง” นามเดิมบุญสมิง และน้องชายชื่อ “พระคุณชาย” ซึ่งเป็นขุนนางในพระเทียรราชาหรือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ค.ศ.1548-1569) เป็นหนึ่งในชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนมายังเมืองพะโคด้วย 

ต่อมาทั้งสองพี่น้องได้ชักชวนเชลยชาวอยุธยาจำนวนหนึ่งหลบหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์ยะไข่ ณ เมืองมเย่าก์อู (Myauk U) กษัตริย์ยะไข่คือ มินพะลอง (Min Hpa-laung) (ค.ศ.1572-1593) พระราชทานที่อยู่อาศัยให้ และมีรับสั่งให้เข้าไปรับใช้ในสังกัดของอำมาตย์มหาปิ่นหญ่าจ่อ (Maha Pyin-nya Kyaw)

หลังจากที่เข้าไปสังกัดอำมาตย์ดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 5 เดือน กษัตริย์มีรับสั่งให้อำมาตย์เข้าเฝ้าถวายรายงาน มหาอำมาตย์ปิ่นหญ่าจ่อถวายรายงานเกี่ยวกับขุนนางชาวอยุธยาว่าเป็นผู้ไว้ใจได้ พระสมิงเป็นผู้ไม่คิดโลภมากและไม่คิดการตั้งตนเป็นใหญ่ ฝ่ายกษัตริย์ยะไข่ทรงพอพระทัยในขุนนางอยุธยาผู้นี้ จึงพระราชทานนางข้าหลวงของเจ้าหญิงแห่งเมืองธากา (ปัจจุบันคือเมืองธากาในบังคลาเทศ) ผู้มีนามว่า “มินโหญ่” ให้แก่พระสมิงและโปรดฯ ให้ไปกินหัวเมืองกั่นต่า

พระเจ้าบุเรงนองทรงทราบว่าพระสมิงหนีเข้ามาอยู่ในยะไข่ จึงส่งคนให้นำราชสาส์นลับมาให้พระสมิง เพื่อหมายใช้ให้ขุนนางอยุธยาผู้นี้เป็นไส้ศึกในการชักศึกเข้าตียะไข่ แต่พระราชสาส์นของพระเจ้าบุเรงนองกลับถูกนำมาถวายกษัตริย์ยะไข่

ความในพระราชสาสน์มีว่า ทราบมาว่าพระสมิงเป็นขุนนางที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งตอนนี้ตีอยุธยาไว้ในอำนาจได้แล้ว เท่ากับว่าพระเจ้าบุเรงนองทรงเป็นกษัตริย์ปกครองทั้งเมืองพะโคและอยุธยา ดังนั้นหากพระสมิงสามารถคิดวางแผนเอายะไข่มาถวายได้สำเร็จแล้วไซร้ พระองค์จะให้กินเมืองพระพิษณุโลกเป็นรางวัล

เมื่อมหาอำมาตย์ปิ่นหญ่าจ่อกราบทูลความดังกล่าว กษัตริย์ยะไข่กลับไม่ได้เรียกพระสมิงเข้ามาสอบปากคำเรื่องการลักลอบหนีเข้ามายังอาณาจักรยะไข่ในฐานะไส้ศึกหรือไม่ กษัตริย์ยะไข่และอำมาตย์ต่างทราบในน้ำใจของพระสมิงตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่เข้ามาอยู่ในอาณาจักรยะไข่ ข้อนี้เห็นได้ชัดว่าแม้แต่เจ้าเมืองกัมปิรุปิ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือของเมืองกั่นตา ใช้เวลาเดินเท้าประมาณเดือนหนึ่ง ก็เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระสมิง เพราะเชื่อมั่นในน้ำใจอันประเสริฐของพระสมิง เจ้าเมืองกัมปิรุปิยกธิดานามว่า “มารดุล” แด่พระสมิง และกษัตริย์ยะไข่ก็ทรงอวยยศให้พระสมิงขึ้นเป็น “สมิงสยาม”

ในหนังสือ ประวัติกวียะไข่ ของ ทูน ชเหว่ ไข่ง์ (Htun Shwe Khaing) (ค.ศ.1991) กล่าวถึงเรื่องราวของพระสมิง ขุนนางชาวอยุธยาไว้โดยให้เครดิตว่าเป็นผู้ประพันธ์บทเพลงออกสำเนียงอยุธยาถวายแด่กษัตริย์ยะไข่ เพื่อใช้ขับในพระราชวัง บทเพลงของเขาเล่าเรื่องราวชะตากรรมของตัวเอง พร้อมกับบรรยายภาพความงดงามของพระราชวังหลวงเมืองมเย่าก์อู และยอพระเกียรติราชาแห่งยะไข่ พรรณนาเรื่องพระสมิงและคณะเดินทางข้ามป่าเขามายังอาณาจักรยะไข่ เหตุเพราะการสงครามระหว่างพะโคกับอยุธยา ราชธานีของยะไข่เป็นที่ประทับของกษัตริย์ที่สืบสายมาจากศากยวงศ์ งดงามประดุจปราสาทเวชยันต์ในสรวงสวรรค์ ระยิบระยับไปด้วยประกายเพชร พลอย มรกต ทับทิม ทำให้ผู้คนที่ได้ชมต่างลุ่มหลงในความงาม บ้านเมืองเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่มีชีวิตอยู่อย่างสำราญใจเฉกเช่นการอยู่บนสรวงสรรค์ ผู้คนต่างแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่งดงามราวกับเทพบุตรเทพธิดา พ่อแก่แม่เฒ่าเข้าวัดฟังธรรมภาวนารักษาศีลด้วยความศรัทธา และด้วยบุญญาบารมีของกษัตริย์ที่แผ่ปกบ้านเมืองทำให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข        

บทเพลงของเขาได้รับการแปลโดยพระภิกษุอุตตมะแห่งเมืองกั่นต่าในแคว้นจิตตะกอง และได้รับการคัดลอกไว้ในใบลาน

นอกจากนี้ ในงานเขียนพื้นเมืองยะไข่ฉบับเดียวกันนี้ ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ของอยุธยาและชาวอยุธยาในอาณาจักรยะไข่ มีข้อมูลว่า กษัตริย์แห่งตองอูส่งพระราชสาส์นมายังกษัตริย์ยะไข่คือ พระเจ้ามินหย่าส่าจี (Min Yaza Gyi/Min Razagri) (ค.ศ.1593-1612) เพื่อขอกองทัพยะไข่ไปช่วยตีเมืองพะโค ในการนี้ โปรด ฯ ให้เจ้าเมืองจีตองและเจ้าเมืองกะต่าเชิญพระราชสาส์นมาถวายแด่กษัตริย์ยะไข่ ในเนื้อความพระราชสาส์นกล่าวว่า “หากว่าฝ่ายยะไข่ช่วยตองอูตีเอาเมืองพะโคได้สำเร็จ จะยกพระธิดาพร้อมด้วยช้างเผือกเป็นบรรณาการถวาย”

เมื่อได้อ่านพระราชสาส์นแล้ว กษัตริย์ยะไข่โปรด ฯ ให้จัดเตรียมทัพเพื่อไปช่วยตองอูทำศึก โดยเกณฑ์กองทัพจากแคว้นเบงกอล 12 หัวเมือง กองทัพชาวแต๊ะซึ่งนำโดย กอง ฮละ ผิ่ว (Kaung Hla Hpyu) กองทัพจากเมืองลินแกและเมืองมโหย่งจัดแบ่งกองกำลังเป็นทัพบกและทัพเรือ ยกมาด้วยความห้าวหาญ

เมื่อกองทัพของกษัตริย์มินหย่าส่าจีตีเมืองสิเรียมได้แล้ว ก็ยกเข้าตั้งค่ายอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองพะโคเพื่อหมายล้อมเมืองไว้ ในขณะที่ทัพยะไข่ล้อมเมืองและเข้าตีเมืองพะโคนั้น กษัตริย์พะโคคือ พระเจ้านันทบุเรง เสด็จหนีออกจากเมืองพะโคไปยังเมืองตองอู ในเวลานี้กษัตริย์อยุธยาคือ พระนริศ (พระนเรศวร) ทรงกรีธาทัพเข้ามาและมุ่งเคลื่อนทัพไปยังเมืองตองอู ในระยะที่กองทัพอยุธยาล้อมเมืองตองอูอยู่นั้น ประสบกับปัญหาขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงยกทัพกลับอยุธยา

ในขณะที่กองทัพอยุธยาถอนทัพกลับนี้เอง กองทัพชาวแต๊ะที่มากับกองทัพยะไข่ได้ทีเข้าตีไล่ขนาบหลังกองทัพอยุธยา จนทัพเรือของอยุธยาแตกพ่าย 

มีงานรายงานว่ากองทัพชาวแต๊ะยึดได้ปืนใหญ่ของฝ่ายอยุธยาชื่อ “พระยุทธสาร” และกองทัพยะไข่ยึดได้รูปปั้นสัมฤทธิ์ของอยุธยาที่มีอยู่ในเมืองพะโค นอกจากนี้ยังมีรูปพระรามและหนุมาน ซึ่งกองทัพยะไข่เข้าใจว่าเป็นเทวรูปที่ชาวอยุธยาเคารพนับถือ นำกลับไปยังเมืองยะไข่ ฝ่ายกษัตริย์ตองอูถวายพระธิดาในพระเจ้าช้างเผือกบุเรงนอง พระนามว่า “ฉิ่น  ดเว  ฮนอง” และเหล่านางข้าหลวงของเจ้าหญิงพระองค์ดังกล่าว จำนวน 300 นาง พร้อมด้วยบรรณาการอันประกอบด้วย  ช้าง ทอง เงิน ผ้าแพรพรรณต่าง ๆ ปืนใหญ่ และกระสุนดินปืน 

กองทัพยะไข่กวาดต้อนชาวมอญและชาวอยุธยาในเมืองพะโค ได้จำนวนชาวมอญ 30,000 คน และชาวอยุธยาจำนวน 3,000 คน นำกลับไปเมืองยะไข่ กษัตริย์ยะโข่โปรดฯ ให้งะอิ่งก่าหรือ ฟิลิป  เดอ บริโต (Filipe de Brito) ชาวโปรตุเกส เป็นผู้กินเมืองท่าสิเรียม หลังจากที่กองทัพกลับถึงเมือง  ยะไข่แล้ว กำหนดให้จัดแบ่งกลุ่มชาวมอญและชาวอยุธยาเพื่อให้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทกษัตริย์ยะไข่ 

สำหรับชาวอยุธยาให้แยกกลุ่มพวกนาฏศิลป์ออกเป็น 1 กลุ่ม ส่วนจำนวนคนที่เหลือก็แบ่งเป็นกองกำลังชาวอยุธยาอีกจำนวน 8 กอง โดยพระราชทานที่ดินให้อาศัยอยู่ในเขต บแว ดา จูน  และ ต่อง ยิน จูน ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกิจฉปะและเขตเป่ จูน,  อู ยิจ ต่อง จูน, มะโย จูน, ยะมอง จูน ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำกิจฉปะ ส่วนครัวมอญจัดเข้าอยู่ในกลุ่มควาญช้าง โดยพระราชทานที่ดินให้อยู่อาศัยในย่านงาสิ่นยายจูน นอกจากนี้ยังพระราชทานคณะละครชาวอยุธยาจำนวน 40 คน ให้เข้าไปสังกัดกลุ่มทหารวัยฉกรรจ์ด้วย

บ่อยครั้งที่เอกสารเพื่อนบ้านมักเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์สามารถทราบข้อมูลอีกชุดหนึ่ง เพื่อนำมาต่อเติม เทียบเคียง หรือหาเรื่องใหม่ อันเนื่องจากข้อจำกัดของการรับรู้เรื่องราวของคนอยุธยาที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์คือการขาดแคลนหลักฐานชั้นต้น

หากเราไม่สามารถเข้าถึงงานเขียนพื้นเมือง เราก็จะไม่ทราบเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวอยุธยาที่อพยพและถูกกวาดต้อนเทครัวไปยังอาณาจักรยะไข่ในอ่าวเบงกอล ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 และบางคนได้ฝากผลงานทิ้งไว้

เหมือนอย่างที่ “สมิงสยาม” ฝากบทเพลงสำเนียงอยุธยาไว้ในบรรณพิภพยะไข่ จนได้รับการจดจำและจดจารไว้ในงานเขียนพื้นเมืองยะไข่

 

เรื่อง: วทัญญู  ฟักทอง

ภาพ: ภาพจิตรกรรมฝาผนังชน 101 ภาษา สมัยปลายคริสตศตวรรษที่ 18 ที่วัด Shwe Gu Kyaung, Pakokku Township, Pakokku District, Magway Division ประเทศพม่า ภาพแถวบนเรียงจากซ้ายสุดคือชาวพม่า ชาวมอญ ชาวกะแต (มณีปุระ) และชาวอยุธยา

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

จักรพรรดิไทโช จักรพรรดิยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า

ซัลลี เฮมิงส์ ทาสรักในเรือนเบี้ยของ โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอเมริกา

โมริ โมโตนาริ “ธนูดอกเดียวหักได้ง่าย แต่หากมัดรวมกัน 3 ดอกย่อมหักได้ยาก”

ผู้มีสถานะได้เปรียบทางสังคมในสหรัฐฯ (เคย) ใช้แบบทดสอบความรู้ กีดกันประชาชนจากการเลือกตั้ง

ตู้คีบฝึกทักษะ: แรงบันดาลใจเกมพนัน ที่เริ่มจากการขุดคลองปานามา

Juana the Mad ควีนผู้ถูกแย่งอำนาจด้วยข้อหาสัญญาวิปลาส

โยชิอากิ ชิราอิชิ บิดาแห่งซูชิสายพาน ผู้ปฏิวัติการกินซูชิ

บารอนเฮลแชม ผู้เผยแพร่วาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา”