Post on 28/12/2018

“น้ายงค์-บรรยงค์ แก่นจันทร์” เจ้าของร้านไส้กรอกสุดอินดี้ ที่วิวสวยที่สุดในสวนผึ้ง

German Sausages Suanpeung

นิยาม “ร้านไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา” ของ “น้ายงค์-บรรยงค์ แก่นจันทร์” ของหลายคนอาจเป็นบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยเสียงร้องโศกซึ้งของ “ลอรีน่า แม็คเคนนิตต์” ที่ลอยมาพร้อมกลิ่นถ่านไฟจากเตาย่างไส้กรอกเยอรมันแบบโฮมเมดฉ่ำลิ้น พร้อมเครื่องดื่มสีอำพันเย็นเฉียบรสเข้มจากหุบเขาลุ่มแม่น้ำไรน์ ไม่นับวิวแบบพาโนรามาบนเนินที่สวยสุดแห่งหนึ่งของสวนผึ้ง

แต่อีกหลายคนกลับให้นิยามร้านนี้ “เจ้าของนรก !!”

ฉายาที่คนพลาดโอกาสเป็นลูกค้าร้านเขา ได้พร้อมใจตั้งให้กับเจ้าของร้านไส้กรอกสุดอินดี้แห่งสวนผึ้ง

อะไรที่ทำให้ประสบการณ์ของผู้มาเยือนร้านไส้กรอกบนเนินเขานี้แตกต่างกันราว “นรก” และ “สวรรค์”

อ่านต่อได้จากในบทสัมภาษณ์นี้

 

The People : ทำไมถึงต้องเป็นสวนผึ้ง

น้ายงค์ : ผมเคยเข้าสวนผึ้งมาเมื่อปี 2526 มาบ้านเพื่อนที่โป่งกระทิงล่าง ตอนนั้นเป็นฤดูร้อน เดือนเมษา มาจากราชบุรีถึงจอมบึงเนี่ยทางก็ไม่ค่อยดีนัก จากจอมบึงมาสวนผึ้งนี่ เรียกว่าเป็นถนนควายเดินเลยดีกว่า แต่ว่าพอไปถึงบ้านเพื่อนที่โป่งกระทิงเนี่ย มันกลายเป็นคนละเรื่องเลย เดือนเมษาเนี่ยอากาศเย็นมาก

ที่บ้านพักครู มันอยู่ใกล้ลำธาร ตื่นตอนเช้าเนี่ย ไอหมอกเนี่ยมันขึ้นมาจากน้ำเนี่ย มันเย็น แล้วที่บ้านคุณแม่เขาก็เอาเศษผ้าเนี่ยมาเย็บเป็น 3 ชั้นไว้สำหรับลูกๆ นอน ส่วนอาหารสมัยนั้นเป็นอาหารป่าเยอะใช่ไหม เขาก็จะดองใส่ไหไว้ แล้วกินอะไรก็เอาอันนั้นน่ะมาทำทุกอย่างไม่ว่าต้ม ผัด แกง ทอด

ก็เริ่มมีความรู้สึกว่า เราอยู่ราชบุรีไม่ต้องไปไกลเลย เพียงแต่มันไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาว่าสวนผึ้งมีอะไร เพราะสมัยก่อนทำเหมืองแร่ แล้วค่อนข้างจะเป็นเมืองปิดอยู่ แต่ธรรมชาติสุดๆ เพราะสมัยนั้นเราเรียนมหาวิทยาลัยเนี่ย ได้ไปเมืองกาญจน์ ไปภาคเหนือ เราก็มีความรู้สึกว่าสวนผึ้งก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขา ก็รู้สึกชอบสวนผึ้งมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาที่สวนผึ้งอีก

 

The People : ตอนนั้นรู้สึกว่าสวนผึ้งเป็นสวรรค์อะไรทำนองนั้นเลยหรือเปล่า

น้ายงค์ : ผมว่ามันสวยงาม น่าอยู่ ธรรมชาติ แล้วอีกอย่างมันไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สมัยเรียนหนังสือเราเป็นคนราชบุรี แต่รู้จักจังหวัดราชบุรีเฉพาะบ้านโป่ง โพธาราม ดำเนินสะดวก อำเภอเมือง ปากท่อเราไม่ต้องพูดถึงสมัยก่อนกันดาร เป็นอำเภอยากจน จอมบึงนี่ไม่ต้องพูดถึง จ้างให้มาก็ไม่มีใครมา แต่พอเมื่อเข้ามาถึงแล้วมันคนละเรื่องจริงๆ ครับ สวย

 

The People : 30 กว่าปีผ่านไปสวนผึ้งเปลี่ยนไปขนาดไหน แล้วคนรู้จักสวนผึ้งมากน้อยแค่ไหน

น้ายงค์ : เปลี่ยนไปเยอะมาก เปลี่ยนไปคนละเรื่องกับตอนที่มาตอนนั้น แต่ในขณะเดียวกันเนี่ย พอมาดูข้อมูลใหม่ปรากฎว่าสวนผึ้งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว เช่น สวนผึ้งมีไร่กุหลาบซึ่งเมื่อก่อนเนี่ยคนไทยเริ่มมีรายได้ เริ่มท่องเที่ยว เริ่มหาที่ท่องเที่ยว มีไร่กุหลาบ มีที่อาบน้ำร้อนนะฮะ หลักๆ เลยเนี่ยก็คือสองอันนี้ คนสนใจที่จะเข้ามาเพราะมันเดินทางไม่ไกล เราก็เช่นเดียวกัน เราก็เข้ามา ก็เริ่มรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ได้เหมือนเดิม แต่ก็ยังมีสภาพความเป็นภูเขา น่าอยู่ เงียบสงบ อะไรยังงี้ ก็ยังคิดว่ายังน่าอยู่อยู่ครับ

The People : คนจากข้างนอกมาอยู่สวนผึ้งมากขึ้น แล้วคนท้องถิ่นเป็นยังไงบ้าง

น้ายงค์ : จริงๆ ต้องถือว่าท้องถิ่นเป็นชนกลุ่มน้อย ดั้งเดิมคือเป็นชนกลุ่มน้อย คนไทยเราเนี่ยมาทีหลังเขานะฮะ แล้วก็ตามสำมะโนประชากรจริงๆ เนี่ยก็มีไม่เยอะ มีอยู่ประมาณ…ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นตัวเลขอยู่ประมาณ 30,000-40,000 คนด้วยซ้ำไป แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย ส่วนคนไทยเนี่ยเราเข้ามาทีหลัง ผมคิดว่าคล้ายๆ กันคือมาเที่ยวสวนผึ้งแล้วชอบสวนผึ้ง เงียบสงบ ก็เลยหาซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

 

The People : มีรีสอร์ตเยอะมาก

น้ายงค์ : รีสอร์ตผมคิดว่ามันน่าจะมาเป็นผลพวงมาจากเรื่องของการชอบสวนผึ้งก่อนอันดับแรก เมื่อซื้อที่ดินไปแล้ว ทำอะไรดี แล้วก็เลยอาจจะทำห้องพัก อาจจะเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ เพราะสมัยก่อนคนก็ไม่ได้มาสวนผึ้งเยอะเหมือนปัจจุบัน ผมว่านะมันมาจาก ไม่ใช่อยู่ดีๆ แบบว่าคนเข้ามาสวนผึ้งเพราะทำรีสอร์ต อันนี้น่าจะเป็นในภายหลังมากกว่า

The People : ในมุมมองของเราคิดว่าสวนผึ้งมีศักยภาพไหม หรืออะไรที่ทำได้แล้วยังไม่ได้ทำ

น้ายงค์ : สวนผึ้งมีศักยภาพอยู่แล้วครับ แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งก็อาจจะเป็นข้อดี หรือข้อเสีย ผมก็ไม่แน่ใจว่าทำให้คนที่ต้องการกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนเลยไม่ค่อยเข้ามาเท่าไหร่ ส่วนคนที่ชอบธรรมชาติเองก็ไม่ได้กังวลใจอะไร เพราะว่าตัวเองก็มาซื้อที่ดินตามที่คนอื่นเขาอยู่ๆ แล้ว ไม่ได้ไปบุกรุก ไอ้ที่บุกรุกมันก็คงมีบ้าง แต่ผมคิดว่าที่บุกรุก ลำพังชาวบ้านเองไม่กล้าหรอก

 

The People : มีคำแนะนำไหมว่าถ้ามาสวนผึ้งแล้วควรทำอะไรบ้าง

น้ายงค์ : ผมอาจจะคิดแบบคนสูงอายุก็ได้นะว่าสวนผึ้งเหมาะสำหรับการมานอนเล่น มาชาร์จแบตเตอรี่ เพราะพื้นที่สวนผึ้งมันเป็นพื้นที่ทางธรรมชาติ

แต่ในแง่ของการละเล่นที่เป็นสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่เนี่ยค่อนข้างน้อยนะ ไม่ค่อยเอื้ออำนวยในการลงทุนในการทำอะไรต่ออะไร จะมีก็อยู่ในพื้นที่ตัวเองแล้วก็จะอิงกับธรรมชาติมากกว่า

ผมคิดว่าเดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ลองสัมผัสลึกๆ จริงๆ อย่างเรื่องชนกลุ่มน้อยก็ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะ ธรรมชาติก็เป็นธรรมชาติที่เป็นการรอการฟื้นฟู ไม่เหมือนบางพื้นที่ที่การฟื้นฟูไม่เกิด มีแต่การบุกรุกเพิ่มเติม

สวนผึ้งในอดีตเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ แล้วรัฐให้สัมปทานในการทำเหมืองแร่ ป่าไม้ ทำเสร็จไปแล้ว ปัจจุบันเนี่ยพื้นที่ดังกล่าวก็อยู่ในช่วงพื้นฟู

เพราะงั้นอีก 30-40 ปีข้างหน้าป่าซึ่งฟื้นฟูมาใหม่มันก็จะมีแต่ดีขึ้นๆ ผมว่ามันอาจจะเป็นกระเปาะหัวใจเล็กๆ สำหรับอากาศที่ดีที่ใกล้กรุงเทพฯ ในการเดินทางของผู้คนนะครับ ผมว่าอย่างนั้นนะ

 

 

The People : มาลงเอยเป็นไส้กรอกได้ยังไง

น้ายงค์ : มาจากความชอบสวนผึ้งล้วนๆ เลยครับ ย้อนกลับไปช่วงมาเที่ยวตั้งแต่ปี 2526 แล้วก็ชอบ ชอบแล้วก็เมื่อทำงานทำการได้ พอจะมีรายได้ก็พอซื้อพื้นที่ได้บ้างก็เลยมาซื้อ มาซื้อแล้วก็เลยทำ ทำก็จริงๆ ด้วยใจที่ชอบต้นไม้อยู่แล้ว ก็ปลูกแต่ต้นไม้ ปลูกอะไรต่ออะไรเนี่ย ใช้สตางค์ในการทำไปประมาณสัก 2 ปีก็เริ่มรู้สึกว่าครอบครัวเบื่อ เพราะว่าต้องเดินทางมาสวนผึ้งทุกอาทิตย์เลย เช้าขึ้นมาไปปลุกไม่มีใครอยากตื่น

ก็เลยคิดว่าต้องหาอะไรทำที่เป็นภาระสำหรับ ในการที่จะต้องมาที่สวนผึ้ง ก็เลยทำร้านเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นภาระ แล้วก็เนื่องจากพื้นที่มันอยู่ที่ที่ต้องเดินสูงขึ้นมา ก็ไม่ต้องการลูกค้าเยอะอยู่แล้ว ต้องการนักเดินทางที่หาอะไรในการเปิดหูเปิดตาแล้วก็ประกอบการพูดคุยกันแค่นั้นเอง

หลังจากทำมาแล้วปรากฏว่าคนมาก็รู้สึกแปลกๆ ดีนะ ร้านนี้ก็เลยมีคนเยอะขึ้น เราก็ไม่ได้คิดว่าจะขยับขยายทำให้มันเป็นธุรกิจนะ ก็ยังคงความคิดเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าทำสถานที่ให้มันดูเรียบร้อยขึ้น เพื่อให้เกียรติกับคนที่มาเยี่ยมเยียน มาหาเราครับ

 

The People : เรียกว่าไม่ง้อใคร

ผมเป็นคนแคร์คนมากคนหนึ่ง แต่ผมเนี่ยชอบความเป็นธรรมชาติของคนมากกว่าการสร้างภาพหรือเรื่องเยอะ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมชอบอะไรที่มันเป็นธรรมชาติ แล้วก็คิดไม่ต้องเยอะ มันจะดูรู้สึกอะไรง่ายๆ มากกว่า

เพราะงั้นคำว่าง้อคนไหมเนี่ย ผมแคร์ทุกคน แต่ถ้าเกิดคิดว่าเป็นลูกค้าที่มีสตางค์มาแล้วจะไปใช้จ่ายที่ไหนก็ได้เนี่ย ผมคิดว่าที่ร้านผมอาจจะไม่เหมาะ มันอาจจะไม่เหมาะเลย เพราะว่าเราไม่ได้มี Service อะไรเลย มาร้านเราเหมือนมาบ้านเพื่อน บ้านญาติ บ้านพี่ บ้านน้อง เราก็ต่างคนต่างดูแล ต่าง Take Care ซึ่งกันและกัน แล้วเราจะมีความสุขใจมากกว่า

The People : ส่วนใหญ่ลูกค้าเขาจะกลายเป็นเพื่อน

น้ายงค์ : คนที่ชอบก็จะเป็นลักษณะนั้น ส่วนที่ไม่ชอบก็จะรังเกียจ ก็จะตำหนิติเตียนอะไรก็ว่ากันไป

 

The People : มีด้วยเหรอ

น้ายงค์ : มีฮะ เรียกผมนรกก็มี (หัวเราะ) เป็นเรื่องปกติ ซึ่งผมก็โอเคนะครับ เพราะว่าบางคนก็ต้องเรียนรู้ชีวิตว่ามันเป็นยังไง ก็ไม่ผิดที่เขาจะคิดแบบนั้น เอ่อ แต่ละคนมีสิทธิอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อคิดเป็น Subset ขึ้นมา กลุ่ม Subset เหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้เจอกับเราอีกแล้วในอนาคตครับ

 

The People : เลยกลายเป็นที่รวมของคนที่ไม่มีจริตมาก

น้ายงค์ : ก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งผมคิดว่าทั้งคนมาแล้วก็เราเอง เราก็มีความสุขใจที่แบบได้เจอกลุ่มคนเหล่านั้น ได้แลกเปลี่ยนกัน ได้พูดคุยกัน ได้แชร์กันอะไรยังงี้ครับ

 

The People : มีทุกเพศทุกวัยไหม

น้ายงค์ : มีทุกยุคทุกวัยแหละครับ บางคนเนี่ย เด็กบางคนมาตั้งแต่แบเบาะพ่อแม่เอามา พอโตขึ้นมาเนี่ยเขาก็มาบอกว่าลูกเขาโตขึ้นมาขนาดนี้แล้วเหรอ บางทีเราก็จำได้ หลังๆ บางทีต้องขอโทษบางคนที่แบบจำไม่ได้จริงๆ เพราะว่าเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น จากเดิมซึ่งก็จะมีเพื่อนเฉพาะกลุ่มในเรื่องของการทำมาหากิน เพื่อนนักเรียน แต่ตอนหลังๆ นี่มันจะกลายเป็นเพื่อนที่มาจากที่ร้านค้าเนี่ยเยอะขึ้น

 

The People : ทำมากี่ปีแล้ว

น้ายงค์ : ผมเปิดมาตั้งแต่ปี 2553 ประมาณเดือนสิงหาคม แต่ก็หยุดไปประมาณปีหนึ่ง เพื่อปรับปรุงร้านเดิมเป็นร้านกระต๊อบๆ เนี่ยก็รื้อร้านเดิมทิ้งไป ประกอบกับประสบปัญหาครอบครัวด้วยอะไรด้วย ก็คิดว่าจะหยุดไปช่วงหนึ่งเหมือนกัน แล้วก็เริ่มต้นทำใหม่อีกทีหนึ่งครับ

 

The People : อะไรที่ทำให้คนมาร้านเราเยอะ วิว บรรยากาศ เพลงที่เปิด ตัวเราหรืออะไร

น้ายงค์ : ผมคิดว่ามันเป็นองค์รวมนะ คงไม่ได้มีอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็หลีกหนีไม่ได้ว่าบางส่วนเนี่ยมาจากกระแสที่สมัยนี้ที่ ถ้าคุณมาแล้ว คุณก็ต้องมาที่นี่ แต่หลักๆ ผมคิดว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยมาแล้วมากกว่า แล้วก็ชอบแบบภาพรวม เช่น มีบรรยากาศ มีร้านแบบนี้ อาจจะมีตัวผม ผมเคยถามว่าถ้าผมไม่อยู่ ให้ลูกน้องทำยังมาอยู่ไหม บางคนก็ Say Yes บางคนก็บอกว่าอาจจะไว้ก่อน แล้วแต่เลยครับ มีหลายๆ เหตุ

 

The People : ภูมิใจกับคำว่านรกไหม

น้ายงค์ : ก็โอเคนะ เอ่อ ผมคิดว่าตรงตัว ตรง Feeling เลย เพราะว่าคนที่เอ่ยแบบนี้มาได้ก็แสดงว่าเขาต้องมองแล้วว่าเส้นแบ่งมันชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการแบบนี้อยู่แล้ว

 

The People : จัดการยังไง First Come, First Served หรือยังไง

น้ายงค์ : ก็จริงๆ หลักเราก็คือธรรมชาติเลย First Come, First Served คุณ Booking เรามา เรา Take Care คุณอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าถ้าไม่ได้มีการสำรองมาหรือว่าโต๊ะว่างมันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าโต๊ะไม่ว่างเนี่ย เราต้องให้เกียรติกับคนที่เขานั่งอยู่ จริงๆ ผมอยากจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ผมอาจจะอยากจะตั้งโต๊ะว่า Please, Wait The Seat Here คือคุณอย่าเพิ่งเข้ามา คุณต้องรอข้างนอกด้วยซ้ำไป

แต่ว่าอาจจะดูเกินเลยไปนิดสำหรับเมืองไทยนะ ก็เลย Pending ไว้ก่อน แต่ว่าใจจริงก็คือสมัยก่อนตอนที่ทำร้านแรกๆ ลูกค้าบางคนนั่งตั้งแต่เที่ยงยันมืดเมาด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่ทั่วๆ ไปนะเป็นคุณหมอ เขาก็แบบรู้สึกว่าอย่างงี้สบาย ผ่อนคลาย มีกระทั่งนักเขียนมา ไม่ได้มาทำอะไรนั่งฟังคนที่มาที่ร้าน เขาคุยอะไรกันแล้วก็จับเอาคำพูดเล็กๆ น้อยๆ เนี่ยไปเขียนเป็นมุกฮา

ผมก็เลยรู้สึกว่าสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจนะ ขอให้อาหารเป็นแค่องค์ประกอบแค่นั้นพอ อย่าให้อาหารเนี่ย เป็นตัวชี้นำเลย

 

The People : ทำไมต้องเยอรมัน

น้ายงค์ : คือผมค้าขายอยู่ในอาชีพนี้ในช่วงที่หลังจากออกจากงาน เลยมาค้าขายไส้กรอกอยู่ตั้งแต่เริ่มต้น ประมาณปี 2540 ผมเคยไปทำร้านที่งานฤดูหนาวที่เชียงใหม่

เมื่อก่อนงานฤดูหนาวที่เชียงใหม่คนจะเยอะมาก มีประกวดนางสาวเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ร้านค้าก็จะเป็นร้านในท้องถิ่นที่เขาเปิดร้าน ทางจังหวัดเขาก็เลยอยากให้มีอะไรใหม่ๆ ผมก็เลยไปแล้วก็ตกแต่งให้มันดูเยอรมันหน่อย เอาธงเยอรมันไปติด แต่ที่ต่างก็คือเรื่องของอาหาร เพราะเราจะมีไส้กรอกที่คนเขาก็ไม่เคยเห็นกัน มีเบคอน มีขาหมูที่คนเขานี่ก็ไม่ค่อยได้เห็นกัน ก็ปรากฏว่าก็การตอบรับดีมาก คนซื้อเยอะมาก

ตอนนั้นเราใช้เตาไฟฟ้า ไฟดับแล้วไฟดับอีก เพราะว่ามันกินไฟ มัน Overload ทำมาตั้งแต่นั้นครั้งหนึ่ง คนก็ให้ไปทำอีก ผมบอกไม่เอาแล้วเหนื่อย ไม่ไหว ผมไม่ได้ชอบแบบนั้น แค่ลองดูว่ามันทำได้ไหม ตอนที่มาคิดทำที่นี่ก็เลยเอาไอเดียตรงนั้นแหละ ก็เลยมาลองทำดูอีกทีแค่นั้นเอง

ส่วนเบียร์เยอรมันผมอยากให้มันล้อกันเป็นองค์ประกอบ ให้มันเป็น Mood นั้น เป็น Feeling นั้นอะไรยังงี้ คือให้มันมี Theme หน่อย จริงๆ เราก็เหมือนกับว่าเรามาที่นี่มันก็มีแบบนี้ จะไม่ได้มีแบบว่า Everthing ที่เป็นร้านอาหาร คุณต้องการอะไรเรามีเสิร์ฟอะไร ไม่ เราจะมี Only Set ประมาณเยอรมันหน่อย อาจจะออกแนวลูกทุ่งบ้านเขาด้วยซ้ำไป

The People : แล้วทำไมต้องเปิดเพลงคลาสสิก มันทำให้อาหารอร่อยขึ้น

น้ายงค์ : อันนี้เดิมทีเดียวผมก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นน่ะนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีน้องคนหนึ่งเอาเพลงของ Loreena Mckennitt มาเปิดให้ฟัง แล้วผมหลงใหลมันตั้งแต่ตอนนั้นแหละ แล้วก็เลยไปตามไล่ฟังเพลงอะไรต่ออะไร

แต่เดิมเนี่ยเราก็ออกแนวค่อนข้างออกแนว Heavy Metal หน่อยจากในอดีตนะครับ สมัยนั้นๆ จะฟังเพลงพวกนั้นเยอะหน่อย พอมาฟัง Loreena Mckennitt ประกอบกับช่วงหลังมันมี Youtube ไปเปิดดูอะไรต่ออะไรแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันเปลี่ยน ความคิดมันเปลี่ยน อะไรต่ออะไรมันเปลี่ยน มันสวยงาม ก็กลายเป็นว่าหลังจากนั้นก็หาเพลงเหล่านี้มาเปิดที่ร้าน ก็คนที่มาก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ก็ยิ่งเป็นการแชร์กัน คือกลายเป็นกลุ่มคนที่ชอบเหมือนกันมาอยู่ด้วยกัน

 

The People : ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันทำให้กลายเป็นหนึ่งเดียวในสวนผึ้ง

น้ายงค์ : อาจจะอย่างที่บอกว่านรกนั่นแหละ (หัวเราะ) ผมว่าอาจจะเป็นอย่างนั้นนะ จริงๆ คนอื่นก็มีแนวทางของแต่ละคนแตกต่างกันไปนะครับ ผมก็อาจจะมีความเป็นตัวตนแบบอย่างนี้ ชอบแบบนี้ ชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติ จริงๆ ผมไม่ได้มีอะไรผิดปกติเลยนะ ผมทำไปตามธรรมชาติล้วนๆ เลย เพราะว่าถือว่าฝรั่งเป็นนักการศึกษา เป็นนักตัวอย่าง ส่วนใหญ่ก็คือเรียนรู้มาจากธรรมชาติ ส่วนคนไทยเนี่ยเรียนรู้มาจากวัฒนธรรมเยอะเกินไป บางทีขาดความเป็นธรรมชาติ เนื่องด้วยขนบธรรมเนียมถูกบีบรัดไว้ ต้องอย่างนู้นต้องอย่างนี้ คำว่า Must เนี่ยมันกลายเป็นว่ามันมีกำแพง พอมันมีกำแพงปุ๊บโอกาสที่เราจะแตกออกมาเนี่ยมันยากครับ

 

The People : ไม่ผิดใช่ไหมที่บอกว่า มาเยือนสวนผึ้ง ต้องมาเยือนไส้กรอกเยอรมัน

น้ายงค์ : เอาที่สบายใจ (หัวเราะ) เอาที่สบายใจ ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ผมคิดว่าสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารมันเยอะมาก มันแล้วแต่ว่าคุณชอบแบบไหน คุณก็ไปเสพแบบนั้น มันจะทำให้คุณมีความสุขใจในการเดินทางของคุณ แต่ถ้าเกิดว่าคุณไม่ชอบ คุณไม่อะไรต่ออะไร รู้สึกว่าขัดๆ หูเนี่ย แล้วคุณยังอยากฝืน อยากไปเจอเพื่อนที่คนอื่นเขาบอกว่าอยากเจอเนี่ย แทนที่คุณอาจจะมีความสุข คุณอาจจะมีความทุกข์ก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนเรียนรู้ ก็ไม่แปลก

 

 

The People : ทุกวันนี้อะไรที่ทำให้อยากตื่นเช้าขึ้นมาทำอาหาร

น้ายงค์ : ผมทำทุกอย่าง อาหารก็ทำ คือในวิถีชีวิตของคนปกติ ผมเอาหมด ทำมาหากิน ทำอาหาร ออกกำลังกาย ดื่ม เซ็กซ์ เอาหมด เขาเรียกไม่ปฏิเสธในความเป็นวิถีของแต่ละบุคคล คือเราทำอย่างนี้ เราทำมาหากินเลี้ยงชีพ มีโอกาสได้ดูแลคนที่ด้อยโอกาสกว่า ดูแลสุขภาพตัวเอง ให้รางวัลกับตัวเอง

The People : ถ้าตอนนั้นไม่ได้มาสวนผึ้ง คิดว่าตอนนี้จะทำอะไรอยู่

น้ายงค์ : กลับไปตอนนั้นน่ะผมก็คงเป็นมนุษย์เมืองคนหนึ่งมั้ง อยู่กับครอบครัว อาจจะฟังดูไม่ค่อยดีอะ ไม่รู้ดิ ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน แต่คิดว่าดีใจมากกว่าที่ได้มาอยู่อย่างนี้

ทุกวันนี้ลูกผมก็พยายามไม่ให้ผมอยู่ที่นี่นะ คือจะให้ผมไปอยู่ที่อื่น เพราะว่าเขามีความรู้สึกว่าผมเริ่มชะลอ เริ่มหยุดอะไรต่ออะไร เขาไม่คิดว่าเขาไม่อยากให้ผมหยุด เขาเห็นว่าผมยังทำอะไรต่ออะไรได้อีกเยอะ แต่ว่าผมพอเวลาอยู่ที่นี่แล้วผมไม่ไปอะไรที่อื่นแล้ว ไม่ได้สนใจอะไรเลย อย่างนี้มากกว่า ก็หลังสุดที่เจอกันก็ยังตอบคำถามอยู่ว่าหนูไม่อยากเสียคุณพ่อไป เราก็มึนอยู่พักหนึ่ง ตอบไม่ถูก

ความเป็นลูกผูกพันธะนะ เขาไม่อยากให้เราอยู่คนเดียว เราก็ได้แต่ขอบใจเขาไปในความรู้สึกที่เขามีต่อเราอะ แต่ตอบไปไม่ถูกจริงๆ

ผมพูดตรงๆ เลย เพราะลูกผม เขากว่าจะพูดอะไรเนี่ยเขาก็คิดก่อนอยู่แล้ว กว่าอะไรต่ออะไรเนี่ย การที่จะทำให้พ่อเขต้องคิดเนี่ย เขาต้องรวบรวมอย่างมาก เพราะว่าอยู่ดีๆ เนี่ย คือผมก็เป็นคนพูดตรงๆ คือคุยอะไรง่ายๆ ผมไม่คุย ทุกคนต้องไปจัดการอะไรตัวเอง เพราะงั้นเวลาพูดคุยกันต้องผ่านการกลั่นกรองมาพอสมควรในการสื่อสาร เล่นเอาไปไม่ถูกเหมือนกัน

 

The People : อยู่ที่นี่เรามีแสงสว่าง มีความสุขในตัวเอง

น้ายงค์ : ด้วยความที่ทำงานมาเยอะ เขาเรียกผมไม่สงสัยแล้ว แต่ว่าผมไม่ได้มีมาก เพียงแต่ผมไม่สงสัยในความสุข ในความทุกข์ ในการดิ้นรน ในอะไรต่ออะไรเนี่ย แล้วก็ถ้าจะเพิ่มเติมรายได้ให้กับตัวเองเนี่ยผมก็ไม่มีความอยากขนาดนั้น ผมหมดแล้วเพราะว่าลูกโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว อยู่ในที่ปลอดภัย ไม่เป็นปัญหาสังคม เขาเป็นคนๆ หนึ่ง

ผมก็เลยไม่ดิ้นรนอะไรแล้ว ผมก็อยู่ของผมอย่างนี้ ฆ่าเวลาไปวันๆ หนึ่ง ตื่นเช้ามาก็ออกกำลังกายบ้าง ดูแลลูกน้องบ้าง ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อยไป ตกเย็นก็ดื่มกับเพื่อนๆ ก็แล้วแต่ ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าได้ฆ่าเวลาสำหรับตัวเองที่เหลืออยู่ มันอาจจะอยู่อีกนานนะ แต่เราคิดว่าในเวลาแบบนี้เราทำแล้วมันก็พอได้อยู่นะ มันอาจจะไม่ได้ดีที่สุดแต่ว่าพอได้สำหรับตัวเรา ก็คิดว่าโอเค

 

The People : ตอนนี้นิยามชีวิตตัวเองยังไง

น้ายงค์ : เมื่อก่อนผมจะใช้คำว่าอดีตไม่ขยัน ปัจจุบันไม่ขวนขวาย นี่ไม่ต้องทายอนาคตเลยนะ ปัจจุบันนี้ผมไม่มีสำหรับคำนิยามตัวเอง ไม่มี ผมคิดว่าจริงๆ เดิมทีเดียวคิดว่าใฝ่สันโดษมากกว่า เรียบง่าย ใฝ่สันโดษ

 


Director / Editor-in-Chief at The People

ค้นพบความสุขจากการอ่านและการเขียน ตื่นเต้นที่จะสนทนากับผู้คนหลากหลายวิชาชีพ ทว่าลึกลงไปในความสนใจส่วนตัว เขาชื่นชอบเสียงเพลงและหลงใหลในเครื่องดื่มบางชนิดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

นักเขียนที่ชอบนั่งนิ่งเงียบแอบมองโลกและผู้คนที่ผ่านไป แล้วแปลงให้กลายเป็นเรื่องราวบนโลกดิจิทัล

Releated

อาชา เดอ โวส (Asha De Vos) นักวิจัยทะเลหญิงกับความสำคัญของ “อึ” วาฬ

“ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์” ส.ส. ผู้พิการรายแรกของไทย ที่ไม่อยากให้คิดว่า การดูแลผู้พิการคือการสงเคราะห์

“เลสลี่ โอลิเวอร์” ศิลปินผู้คืนชีวิตให้กับเศษพลาสติก

“โทมัส ซัวเรส” เด็กประถมที่เขียนแอปหาเงินบริจาคเพื่อการศึกษาของเยาวชน

“ปีเตอร์ ทาบีชี” ครูดีเด่นโลกที่ปฏิวัติการสอนจากพ่อแม่เด็ก

“แพทริก ดาวน์ส, เจสสิกา เคนสกี้” คู่รักบอสตันสตรองที่เยียวยาตัวเองด้วยการวิ่งหลังเสียขาสามข้างจากระเบิดบอสตันมาราธอน

“วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์” ศาสตราจารย์ตาบอด ผู้เชื่อว่าคนพิการต้องรู้จักการให้

เลสลี่ ดีวาน ดอกเตอร์สาวที่แก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนด้วยขยะนิวเคลียร์