Post on 06/04/2021

แบร์รี กิบบ์ Bee Gees: พิสูจน์ว่าชีวิตรักที่ลึกซึ้งของเขา ไม่ต่างจากเพลง How Deep Is Your Love ที่เขาร้อง

I know your eyes in the morning sun

I feel you touch me in the pouring rain

And the moment that you wander far from me

I wanna feel you in my arms again

 

(ฉันจำแววตาคู่นั้นของเธอเมื่อถูกสะท้อนต้องกับแดดยามเช้าได้ ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสของเธอท่ามกลางฝนโปรย ณ ช่วงเวลาที่เธอเดินจากฉันไปไกล ฉันอยากจะให้เธอกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของฉันอีกครั้ง)

เสียงเปียโนไฟฟ้าหวานซึ้งบรรเลงขึ้นพร้อมรับกับจังหวะกลอง สอดแทรกด้วยเสียงประสานของสามนักร้องพี่น้องที่ขับขานเพลงด้วยกันมาตั้งแต่เกิด พวกเขาทั้งสามร้องไลน์ประสานจนเส้นเสียงเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ดุจแพรไหมที่บรรจงถักทอออกมาอย่างนวลเนียน จนถึงขนาด โนล กัลลาเกอร์ (Noel Gallagher) อดีตสมาชิกวง Oasis ที่ช่างดูจะเป็นคนที่ปากคอเราะรายที่สุดคนหนึ่งในวงการเพลง ทั้งยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับน้องชายตัวเองอย่าง เลียม กัลลาเกอร์ ยังถึงกับต้องเอ่ยปากชมความยอดเยี่ยมของเพลง และชมพี่น้องบ้านอื่นถึงการประสานกันร้องที่สุดแสนลงตัวของวงพี่น้องวงนี้

“…ตอนแรกที่ผมได้ยิน (พวกเขาร้องเพลง) ผมถามขึ้นมาเลยว่า นี่ใครกัน นี่วงอะไร?…คือจริง ๆ แล้วผม (ได้ฟังพวกเขาแล้ว) ถึงกับอึ้งไปเลยนะ เพลงพวกเขามีซาวนด์กีตาร์คลาสสิกยุค 60s…และมีอีกอย่างที่สำคัญนะ เขาทำให้ (นักร้อง) ที่เป็นพี่น้องมาร้องเพลงด้วยกันได้ เมื่อไหร่ที่คุณทำให้พี่น้องมาร้องเพลงด้วยกันได้เนี่ย มันเหมือนกับคุณมีเครื่องดนตรีที่คนอื่นไม่มีทางหาซื้อได้

“เราหนึ่งคน (ร้องเพลงคนเดียว) ก็พอโอเค เราสองคน (ร้องเพลงด้วยกัน) ก็ออกมาค่อนข้างดี แต่ถ้าเราสามคน (ร้องเพลงด้วยกันเมื่อไหร่)

“…นั่นล่ะเวทมนตร์”

 

เวทมนตร์ของเพลงที่เต็มไปด้วยมวลความรัก

แบร์รี กิบบ์ (Barry Gibb) พี่ชายคนโตและคู่ฝาแฝด โรบิน และ มอริส กิบบ์ (Robin-Maurice Gibb) สามพี่น้องแห่งตระกูลกิบบ์สมาชิกวง Bee Gees ผู้สร้างประวัติศาสตร์ใช้เสียงร้องสามประสานสร้างปรากฏการณ์เพลงดิสโก้ฟีเวอร์จากเพลงประกอบภาพยนตร์ Saturday Night Fever (1977) ที่พวกเขาร่วมกันแต่งและร้องหลายเพลงอย่าง Jive Talkin, You Should Be Dancing, Stayin’Alive, Night Fever และอีกหนึ่งเพลงสำคัญที่พวกเขาสามคนพี่น้องร่วมกันแต่งเอาไว้แต่เกือบจะไม่ได้ร้องเอง เพราะเดิมทีคิดว่าจะยกเพลงนี้ให้กับนักร้องสาว อีวอนน์ เอลลิแมน (Yvonne Ellieman) ไปร้อง เพราะดูท่าแล้วพวกเขาคงคิดว่าเพลงนี้มันดูจะเหมาะกับเสียงร้องของผู้หญิงเสียมากกว่า

แต่แล้วผู้จัดการวงผู้ปลุกปั้นวง Bee Gees อย่าง โรเบิร์ต สติกวู้ด (Robert Stigwood) คงจะตาถึง เล็งเห็นเวทมนตร์บางอย่างที่สามพี่น้องใส่ลงไปในเพลงนี้ โรเบิร์ตจึงเป็นผู้ออกปากยืนกรานบอกกับพี่น้องตระกูลกิบบ์ทั้งสามว่า เพลงนี้พวกคุณต้องเก็บไว้ร้องเองนะ ห้ามยกให้คนอื่นไปร้องเด็ดขาด!

จากวันที่ปล่อยเพลงนี้ออกมาจนถึงวันนี้ (ปี 2021) เวลาก็ผ่านไป 44 ปีแล้ว แต่เพลงเพลงนี้ยังคงขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเพลงที่ฮิตที่สุดตลอดกาลจากการจัดอันดับของบิลบอร์ด เรายังคงเห็นนักร้องหลายต่อหลายคนหยิบยกเพลงนี้ขึ้นมาร้องใหม่อยู่เสมอ ทั้งศิลปินดังอย่าง Take That, The Bird and The Bee หรือจะเป็นศิลปินหน้าใหม่ ๆ บนยูทูบก็มักจะยกเพลงนี้ขึ้นมาคัฟเวอร์กันอยู่บ่อย ๆ

ใช่แล้ว, นี่คือเพลง How Deep Is Your Love

เดิมทีวง Bee Gees เป็นวงที่ไม่ได้เด่นดังมากมายขนาดนั้น ด้วยโทนเสียงร้องแหลมสูงจนฟังดูเหมือนกับจะออกตลก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็ด้วยเซนส์ในการแต่งเพลง ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง ที่ทั้งสามถ่ายทอดออกมาได้อย่างอิ่มเอมใจ รวมกับความสามารถในการร้องประสานเสียงที่เหลือร้ายหาตัวจับยาก และองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไปไม่ได้คือผู้จัดการวง (โรเบิร์ต สติกวู้ด นั่นแหละ) ที่ใช้กลยุทธ์อันมากมายหลายหลากจนทำให้วง Bee Gees เป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายในประวัติศาสตร์วงการเพลง มียอดขายมากกว่า 220 ล้านแผ่นทั่วโลก อีกทั้งการจัดอันดับจากสำนักต่าง ๆ อีกมากมายที่ต่างพากันยกย่องให้พวกเขาเป็นวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดวงหนึ่งของวงการเพลงโลก

กลลวงอย่างหนึ่งของความสำเร็จ คือมันมักจะนำพาด้านมืดบางอย่างมาพร้อมกับตัวมันในคราเดียวกัน ชีวิตศิลปินของพี่น้องตระกูลกิบบ์ ทั้งโรบิน มอริส (สมาชิกวง Bee Gees) และ แอนดี กิบบ์ (Andy Gibb – น้องชายคนสุดท้องที่เป็นศิลปินเดี่ยว) ทั้งหมดล้วนแต่หลุดหลงเข้าไปในทางแห่งอบาย อย่าง มอริส เป็นสายปาร์ตี้ เขาดื่มหนักจนเกิดอาการติดเหล้า ถึงขนาดต้องเข้ารับการบำบัด ส่วนโรบินเองก็มีประวัติติดแอมเฟตามีน แอนดี น้องชายคนสุดท้องของบ้านกิบบ์ติดโคเคนหนักจนเป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอและเสียชีวิตในที่สุด สามคนตระกูลกิบบ์ล้วนเสียชีวิตด้วยเหตุและวาระที่ต่างกัน

เหลือไว้เพียงแต่พี่ชายคนโตของบ้าน สมาชิกคนสุดท้ายของวง Bee Gees – แบร์รี

เราจะมาคุยเรื่องเขากัน

 

คนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่

“ผมเป็นคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่”

แบร์รีกล่าวทั้งน้ำตาระหว่างให้สัมภาษณ์รายการ Sunday Night ทั้งยา ทั้งเหล้า และโรคร้ายต่างพลัดพรากพี่น้องทั้งสามไปจากแบร์รี เขาเองก็เฝ้าถามตัวเองด้วยความสงสัยจนถึงทุกวันนี้เช่นกันว่า ในฐานะที่เขาอายุมากที่สุด …แต่

“…ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เหลือผมรอดมาแค่คนเดียว” 

ทั้งหมดทั้งมวลใช่ว่าแบร์รีเองจะไม่เคยเข้าไปอยู่ในวังวนของล่อใจสุดอันตรายทั้งหลาย หากแต่เขาทั้งขอบคุณและยกเครดิตทั้งหมดให้กับภรรยา ลินดา เกรย์ (Linda Gray – ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลเป็น กิบบ์ หลังจากแต่งงานกับแบร์รี) ภรรยาผู้ยืนเคียงข้างเขาและไม่ยอมอ่อนข้อใด ๆ ให้กับอบายมุข

 

Cause we’re living in a world of fools

Breaking us down when they all should let us be

We belong to you and me

(เพราะเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคำลวง ที่พยายามจะทำให้เราแตกสลาย แต่ที่จริงแล้วโลกควรจะปล่อยให้เราเป็นแบบที่เราเป็น และเราได้เป็นของกันและกัน)

 

ลินดา ภรรยาผู้ทำให้เนื้อเพลงกลายเป็นเรื่องจริง

แบร์รีกับลินดาเจอกันครั้งแรกระหว่างการอัดรายการ Top of the Pops ในปี 1967 ผ่านการแนะนำของพิธีกรของรายการ จิมมี ซาวิล (Jimmy Saville – พิธีกรอื้อฉาวที่เคยมีข่าวล่วงละเมิดทางเพศเด็กและสตรี) แบร์รีเล่าไว้ในรายการ Piers Morgan’s Life Stories ว่า 

“ถึงแม้ว่าการพบกันครั้งแรกของเรา มันออกจะเป็นการพบกันผ่านคนที่เราไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเขาเท่าไรแล้วในเวลานี้ แต่นั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับภรรยาของผม ตอนเราพบกันครั้งแรก ผมคิดว่ามันคือรักแรกพบ ผมคิดว่านี่แหละผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตทั้งหมดที่เหลือกับเธอ” และแน่นอนว่าแบร์รีเข้าหาและสานสัมพันธ์กับลินดาในทันทีหลังจากที่เขาได้พบเธอในวันนั้น 

ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่ค่อยออกสื่อด้วยกันมากนัก แต่ก็มีภาพคู่สุดโรแมนติกของทั้งสองให้เราได้เห็นกันอยู่เป็นระยะ เช่นในงานปาร์ตี้ของ SONY Music UK ในปี 1969 และ 1970 แล้วทั้งสองก็แต่งงานกัน ถือเป็นการแต่งงานครั้งที่สองของแบร์รี (แบร์รีแต่งงานครั้งแรกในปี 1966 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น) แบร์รีและลินดาต่างไม่เผยแพร่เรื่องชีวิตคู่มากนัก แต่กาลเวลาได้ทำหน้าที่พิสูจน์ความรักของเขาทั้งสองแล้วว่ามันจริงแท้แค่ไหน จวบจนปีนี้ (ปี 2021) ก็ 51 ปีของการแต่งงานแล้ว แต่เขาทั้งสองพร้อมกับลูกทั้ง 5 และหลานทั้ง 7 ยังคงครองรักกันอยู่อย่างมีความสุขที่บ้านพักเมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา และแมนชันที่ประเทศอังกฤษ

“ผมเอายากลับบ้านได้นะ แต่มันจะจบโดยการลงไปอยู่ในโถชักโครก ลินดาไม่เคยยอมให้ผมเลี้ยวไปทางนั้นเด็ดขาด ผมต้องรับมือกับ (การติดเหล้า/ยา) ของน้อง ๆ แต่ผมเป็นคนโชคดี”

แบร์รีเปรียบลินดาว่าเป็น ‘ปราการแห่งความแข็งแกร่ง’ นอกจากจะไม่อนุญาตและลดราวาศอกให้กับสิ่งยั่วยวนใจทั้งหลายที่พวยพุ่งเข้ามาหาสามีของตัวเองทั้งที่เป็นศิลปินระดับโลก เขาบอกว่าเธอจะอยู่ด้านหลังเขาเสมอ เพื่อคอยสนับสนุนเขาไม่ว่าเขาจะทำเรื่องอะไรก็ตาม หรือหากเธอมองเห็นว่าแบร์รีดูมีท่าทีจะออกนอกลู่นอกทางหรือทำอะไรไม่เข้าท่าเมื่อไร แบร์รีก็จะพูดเลยว่า ลินดาน่ะ “…เธอมาเตะก้นผมแน่”

ความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวของลินดาคงไม่ใช่แค่เรื่องการรับมือกับอบายมุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตซูเปอร์สตาร์ของสามี หากแต่เธอยังคอยเป็นหลักที่เข้มแข็ง อยู่เคียงข้าง เป็น ‘ไหล่’ ให้แบร์รีคอยพักพิงในวันที่ดูเหมือนกับว่าโลกทั้งโลกกำลังล่มสลายไปต่อหน้าเขา ทั้งเรื่องการสูญเสียน้องชายทั้งสาม และคอยช่วยเป็น ‘หู’ ในวันที่ภาวะการได้ยินของแบร์รีไม่เหมือนเดิม 

ในชีวิตของนักดนตรีอย่างแบร์รี นอกจากมือที่ใช้ดีดกีตาร์และเสียงที่ใช้ขับร้องเพลงออกมาแล้ว หูถือเป็นอวัยวะที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตศิลปิน เขาจะเป็นนักร้องได้ยังไง ถ้าไม่ได้ยินเสียงที่ตัวเองร้องออกไป

“การได้ยินของผมมันไม่เหมือนเก่าแล้วครับ ตอนนี้ผมต้องใส่เครื่องช่วยฟังอยู่ตลอดเวลา…นักดนตรีรุ่นผมส่วนใหญ่เราต้องเจอกับปัญหานี้กัน ด้วยเทคโนโลยีหูฟังมอนิเตอร์ในยุคนั้นที่เราใส่กัน ใส่ไปนาน ๆ เข้า มันก็ทำลายหู เพราะมันใกล้กับแก้วหูของเรามากเลยครับ” แม้จะเริ่มสูญเสียการได้ยิน แต่แบร์รีไม่ได้สูญเสียกำลังใจในการร้องเพลงและเล่นกีตาร์ เพราะลินดายังคงอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เมื่อไหร่ที่เขาหันมองมาที่หลังเวที แบร์รีจะยังคงเห็นลินดาคอยเฝ้ามองและส่งกำลังใจให้เขาตั้งแต่ตอนเริ่มคบกันจนถึงวันนี้

เมื่ออบายมุขทำอะไรแบร์รีไม่ได้ กลลวงของความสำเร็จคงอยากส่งสิ่งล่อใจอย่างสุดท้ายมาทดสอบแบร์รีดู ลองดูว่าแบร์รีจะถูกชักจูงไปสู่ด้านมืดได้หรือไม่ นั่นคือหญิงอื่นนั่นเอง

เป็นธรรมดาที่นักร้องดังระดับตำนานแถมพ่วงด้วยหน้าตาอันหล่อเหลาของแบร์รี ถึงแม้เขาจะแต่งงานแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสมากมายเปิดรอเขาอยู่เสมอ

“ผมจำตอนที่อีวอนน์ กูลากอง (Evonne Goolagong – นักเทนนิสออสเตรเลียนหญิงชื่อดัง) พยายามจะชวนผมออกไปเที่ยวเมื่อ 25 ปีก่อนได้ เธอถามผมว่า เธอมาหาผมได้ไหม” (แบร์รีสัมภาษณ์ไว้กับ The New York Post ปี 2016)

“แต่ผมไม่เคยหวั่นไหวครับ ไม่ว่าผมจะมีโอกาสมากมายแค่ไหน” แบร์รีในวันที่ผ่านชีวิตการแต่งงานมาหลายสิบปี เขายังคงยืนยันในปรัชญาความรักและความซื่อตรงของเขาที่มีต่อลินดา

เมื่อได้เห็นทั้งสองครองรักกันมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ทั้งคู่ยังครองรักกัน แบร์รีได้ผ่านด่านทดสอบนี้ แต่ดูเหมือนกับว่าจะไม่ใช่แค่แบร์รีฝ่ายเดียวที่ถูกทดสอบ ลินดาเองก็โดนทดสอบเช่นกัน ลินดาเป็นหญิงสาวที่หน้าตาสะสวย เธอครองตำแหน่ง Miss Edinburgh ตั้งแต่ตอนที่เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นสาวสวยพ่วงด้วยตำแหน่งนางงาม และรอยยิ้มพิมพ์ใจ ทั้ง ๆ ที่แต่งงานแล้ว ลินดาก็ยังเป็นที่หมายปองของชายอื่นอยู่อย่างไม่วางตา

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราอยู่ที่บริษัทเพลงในแอลเอ สตีฟ แม็กควีน (Steve McQueen – นักแสดงอเมริกันเจ้าของฉายา King of Cool หรือราชาแห่งความเท่) พยายามจะเข้าหาลินดา คือเธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก เธอมีโอกาสมากมายไม่ได้น้อยไปกว่าผมเลย” แบร์รีกล่าว

สำหรับด่านทดสอบด่านนี้ ทั้งแบร์รีและลินดาจูงมือกันข้ามผ่านมันมาได้ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อกันและกันแบบไม่มีไขว้เขว เคยมีคนถามแบร์รีกับลินดาว่า พวกคุณมีเคล็ดลับยังไงในการประคับประคองชีวิตคู่ให้อยู่มาได้ยาวนานขนาดนี้? แบร์รีและลินดาต่างมองหน้ากันแล้วตอบว่า

“อืมม์…เราก็แค่รักกันทุกวันนะคะ/ครับ” เป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังในความสัมพันธ์

แบร์รีในฐานะที่เป็นตำนานคนสุดท้ายที่หลงเหลือแห่งวง Bee Gees เป็นผู้พิสูจน์ว่าเนื้อหาเพลงที่ตัวเองร้องอย่าง How Deep is Your Love กับชีวิตจริงของเขาคือเรื่องเดียวกัน มีเนื้อหาเดียวกัน และเขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ทั้งความรักและหยั่งความลึกซึ้งที่เขามีต่อลินดา – ภรรยาและปราการที่เป็นที่พักพิงใจให้กับเขาทั้งในยามเศร้าและในยามสุข

โดยไม่ต้องถามกันว่า ความรักของคุณลึกซึ้งอย่างไร? เพราะทั้งคู่ต่างก็มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองผ่านระยะเวลาที่พิสูจน์ความรักเรียบร้อยแล้ว

 

ที่มา

https://www.hbo.com/documentaries/the-bee-gees-how-can-you-mend-a-broken-heart

https://thedissolve.com/features/adventures-in-licensing/268-the-saturday-night-fever-soundtrack-helped-spread-/

https://www.smoothradio.com/features/the-story-of/bee-gees-how-deep-is-your-love-lyrics-meaning-facts-video/

https://www.billboard.com/articles/news/hot-100-turns-60/8468142/hot-100-all-time-biggest-hits-songs-list

https://www.smoothradio.com/features/bee-gees-facts/bee-gees-songs/

https://www.theguardian.com/world/2003/jan/13/arts.artsnews

https://www.youtube.com/watch?v=gpp3YQ3B0n0

https://www.youtube.com/watch?v=8pUa91AaXGg

https://www.smoothradio.com/artists/bee-gees/barry-gibb-wife-linda-video-silent-night/

https://www.irishtimes.com/culture/music/barry-gibb-my-brothers-had-to-deal-with-their-demons-but-my-wife-wasn-t-going-to-have-it-1.4430934

https://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-4182062/Bee-Gees-Barry-Gibb-met-wife-Jimmy-Savile.html

https://nypost.com/2016/10/07/how-steve-mcqueen-nearly-stole-barry-gibbs-wife/


อดีตเคยเป็นนักแต่งเพลง ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สนใจเรื่องอาหาร เบื้องหลังของเพลงดัง และคนในวงการ Pop Culture ในมุมอื่น ๆ

Related

ยาจิ ฮิโตกะ: ชาวเมืองบีผู้อยู่เบื้องหลังการเปล่งประกายของทีมวอลเลย์บอล ‘คาราสุโนะ’ ในโชเน็นจัมป์ ‘Haikyuu!!’

กัทส์: ชีวิตผลักดันด้วยความเกลียดชัง การเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดของนักดาบคลั่ง

โลกิ: ทำไมจึงกลายเป็นคาแรกเตอร์สีสันของโลกมาร์เวล แบบ ‘ถึงร้ายก็ยังรัก’

รีวิวคอนเสิร์ต เจสัน มราซ เสน่ห์ของการเล่นเบา ที่ทำให้โชว์ Good Vibes เวอร์ ๆ

“สหัสสกรพรพันศิวิไลไทประเสริฐ” การกระทำความดังที่ไม่หยุดนิ่งตลอด 22 ปี

‘เฉินหลง’ บาดเจ็บจนเกือบเสียชีวิตจากการแสดง จนถือเคล็ดไม่รับบทที่ต้องตายในเรื่อง

Deep Purple – Smoke on the Water: เพลงจากเหตุการณ์ไฟไหม้และการพังทลายของอาคารมูลค่า 13 ล้านดอลลาร์

อี.ที. เพื่อนรัก: พบเจอ ผูกพัน ลาจาก มิตรภาพแสนบริสุทธิ์จากต่างดาว