Post on 11/04/2019

วิจารณ์ภาพยนตร์ Behind the Curve | รู้จักกับมนุษย์ผู้เชื่อว่าโลกใบนี้ “แบน”

เชื่อว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใครหลายคนคงจะเคยได้ยินถึงการมีอยู่ของ “ลัทธิโลกแบน” อยู่ไม่มากก็น้อย ผ่านทาง ข่าวสารบ้านเมือง หรือกลุ่มคนมีชื่อเสียงที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ความเชื่อ หรือแรงศรัทธาที่มีต่อโลกใบนี้ในแบบฉบับของตน ซึ่งส่วนมากมักจะนำไปสู่การผลลัพธ์ของ “เสียงหัวเราะเชิงเย้ยหยัน” ถึงความไม่มีสาระ และไร้แก่นสารของเรื่องเหล่านี้ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาบนรากฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีรูปทรงกลม โคจรรอบดวงอาทิตย์ และมีดาวบริวารเป็นดวงจันทร์ เราเชื่อมาแบบนั้นตลอดผ่านหลักฐาน ข้อพิสูจน์ และทฤษฏี ทางวิชาการหลายแขนง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การมาของ “ชาวโลกแบน” จะกลายเป็นเรื่องที่น่าตลกชวนขบขัน เพราะไม่ว่าจะในทางใดมันก็คือ “เรื่องเพ้อเจ้อ” อยู่ดี

การมาของ “Behind the Curve” จึงน่าสนใจมาก ๆ ในหลายประการ อย่างแรก มันเป็นสารคดีที่พาเราไปทำความเข้าใจกับชาวโลกแบน (Flat Earther) ด้วย “มุมมองและตัวตน” ของพวกเขา มากกว่าจะไปเพ่งเล็งในสายตาของนักวิทยาศาสตร์หรือประชาชนคนทั่วไปที่เชื่อว่าโลกใบนี้กลมปกติ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอาจจะเห็นอยู่แล้วทั่วไปในอินเทอร์เน็ต) อย่างที่สอง พอมันเป็นสารคดีที่ลงไปคลุกวงในสังคมและชุมชนของ Flat Earther จริง ๆ เราก็พบว่า ประเด็นซับเซ็ตยิบย่อยในเรื่องมันเยอะมาก ๆ และไม่ได้พูดถึงกันแค่เรื่อง “โลกกลมหรือแบน” อีกต่อไปแล้ว และอย่างสุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ “ท่าที” ของผู้สร้างนี่แหละว่าทั้งหมดที่ทำไป ทั้งการร้อยเรียงฟุตเทจ หรือไปเก็บข้อมูลจากคนต่าง ๆ ท้ายสุดแล้วทัศนคติหรือความเชื่อของคนทำมันอยู่ตรงไหนระหว่าง “โลกกลม กับโลกแบน”

Behind the Curve เลือกจะโฟกัสไปยัง Flat Earther ตัวท็อป ๆ ของวงการ เป็น Online Influencer ที่ทำคอนเทนต์นำเสนอความเชื่อโลกแบน สร้างสังคมขนาดย่อมในอินเทอร์เน็ต และขยายฐานชุมชนให้กว้างมากขึ้นไปเรื่อย ๆ (ส่วนมากจะเป็น Youtuber ที่ไลฟ์สดสนทนาเรื่องโลกแบนกัน) ความน่าสนใจปนตื่นตะลึงก็คือชุมชน Flat Earther มีความแข็งแรงและเติบโตขึ้นเร็วมาก ๆ มีการสนันสนุนที่จริงจังเป็นระบบ จัดตั้งองค์กรรวบรวมนักวิชาการด้านนี้ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีนักวิทยาศาสตร์) มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอหรืออัพเดทฤษฎีใหม่ ๆ อยู่ตลอด มีทีมทดลองที่พยายามหาข้อแก้ต่างกับแนวคิดวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าโลกกลมอยู่เรื่อย ๆ

มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า “ความคิดโลกแบน” นั้นเกิดขึ้นมาจากไหน จากใคร แล้วทำไม (ซึ่งในสารคดีก็มีบอกนะ) แต่มันเป็นเรื่องของการต่อยอดและพัฒนาไปสู่จุดที่เหนือกว่าเก่าให้ได้ ซึ่งความสนุกก็คือทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบจนคนภายนอก (อย่างเรา ๆ) อาจคาดไม่ถึงเลยว่าพวกเขามีความ “เป็นมืออาชีพ” ในการสร้าง community กันมากขนาดนี้ (ง่าย ๆ คือพวกเขาจริงจังกับมันในระดับเป็นอาชีพอาชีพหนึ่งเลย)

หนึ่งในซับเจ็กต์ที่ทีมงานไปลงพื้นที่สัมภาษณ์บอกว่า “พวกเขาคิดว่าพวกเราเป็นคนโง่ที่วัน ๆ เอาแต่อยู่ในห้องใต้ดินของแม่ แล้วก็เชื่อทุกอย่างที่ใครก็ตามบอกพวกเขา” ซึ่งในความจริงมันตรงกันข้าม Flat Earther เป็นการรวมตัวของคนที่เชื่อว่าโลกแบน แต่มันไม่ได้มีรูปแบบเป็นลัทธิที่มีศาสดาหรือผู้นำทางความคิดขับเคลื่อนผู้คน กลุ่มคนหรือสมาชิกในชุมชนแค่มารวมตัวแลกเปลี่ยนความคิดและความเชื่อร่วมกัน นำเสนอทฤษฎีหรือความเป็นไปได้ร่วมกัน เพื่อหาทางออกและข้อพิสูจน์ต่อศรัทธาของตัวเองเท่านั้น

รูปแบบสังคมใน Flat Earther จึงไม่ได้ดูน่ากลัวหรือสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภัยร้ายหรือความรุนแรงนัก (อย่างน้อย ๆ ก็ตามที่สารคดีพยายามจะนำเสนอ) พวกเขาแค่มาสุมหัวระดมความคิด หรือไม่ก็ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเงียบ ๆ ที่บ้าน อาจจะมีบ้างที่พยายามพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้กับชุมชนปะปนกันไปบนความเรียบร้อยและเป็นระบบ

เราได้เห็นนักประดิษฐ์จำนวนหนึ่งที่สร้าง “มอเตอร์ไซค์โลกแบน” หรือ “โมเดลโลกแบน” ชิ้นแรกของโลก ซึ่งมันเป็นงานที่ละเอียด ถูกทำอย่างจริงจัง และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย (ขายชาวโลกแบนกันเองนั่นแหละ) กระนั้น ทั้งหมดที่ว่ามา สิ่งที่สามารถสัมผัสได้ชัดเจนมาก ๆ คือพวกเขาทำมันด้วยใจรักและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเพื่อความรู้สึกตัวเอง ชุมชน หรืออุดมการณ์ใด ๆ ก็ตาม

กระนั้น Behind the Curve ก็ไม่ได้ทิ้งกลุ่มผู้ชม (ที่เชื่อว่าโลกกลม) ให้โดดเดี่ยวแต่อย่างใด ซับเจ็กต์จำนวนหนึ่งในสารคดีก็มีนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการแต่ละด้านด้วยเช่นกัน พวกเขาถูกเชื้อเชิญมาให้พูดเรื่องฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และมุมมองที่มีต่อการทำงานของ Flat Earther ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งความตลกก็คือ “ภาษา” ของนักวิทยาศาสตร์ กับภาษาของชาวโลกแบนมันคุยกันไม่รู้เรื่อง (ดีนะที่สารคดีไม่มีฉากดีเบต ไม่งั้นปวดหัวตายแน่นอน)

ฟากหนึ่งเชื่อในกลไกความเป็นไปของโลก เชื่อในค่าของตัวเลข ทฤษฎี และกฎต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์สร้างกันมาเป็นร้อย ๆ ปี ส่วนอีกฟาก พวก Flat Earther เชื่อว่าโครงสร้างเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อหลอก และ “ล้างสมอง” โดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการจัดระเบียบสังคมและความเป็นไปของโลก พวกเขาเชื่อว่าโลกที่มนุษย์อาศัยเป็น “ฉากฉากหนึ่ง” แบบในภาพยนตร์เรื่อง The Truman Show เป็นเซ็ตติ้งขนาดยักษ์ที่ถูกบงการ และดูแลความเรียบร้อยโดยมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจล้นฟ้าและอยู่เหนือการควบคุม พวกเขาเชื่อว่าหน่วยงานอย่าง NASA, CIA หรือแม้แต่องค์กร Freemason (ที่มักอยู่ในทฤษฏีสมคบคิดของใครหลาย ๆ คน) อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้ เพราะแบบนี้ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือวิชาการแขนงต่าง ๆ ที่มีมาหลายศตวรรษจึงเป็นเหมือน “เรือนจำ” ที่กักขังการเรียนรู้และเข้าใจโลกสำหรับพวกเขา

รูปแบบการใช้ชีวิตของ Flat Earther จึงไม่ยึดหลักเหล่านี้มาเกี่ยวข้องเลย (พวกเขามองว่านักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ไม่รู้เสียด้วยซ้ำ) แม้กระทั่งการทดลองพิสูจน์ว่าโลกแบนพวกเขาก็ใช้ความเป็นกายภาพทั่วไป หรือทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาเอง ทดลอง และหาข้อเท็จจริงแทน ซึ่งแน่นอนว่าในมุมของนักวิทยาศาสตร์ อะไร ๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ดูไม่สมเหตุสมผลเช่นเดียวกัน เพราะภาษาที่พวกเขาใช้ในชีวิตมันไปกันคนละทางเลย

การทดลอง พิสูจน์ทฤษฎี เพื่อนำเอาข้อมูลมาหักล้างกับความเชื่อของมนุษย์ทั่วไปสำหรับ Flat Earther จึงเป็นเหมือน “การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ” รูปแบบหนึ่งด้วย เป็นการต่อสู้เพื่อความเชื่อ ความศรัทธา และความถูกต้องของโลกในแบบฉบับพวกเขา เพราะในความรู้สึกของชาวโลกแบน การที่ผู้คนในสังคมยังถูกปลูกฝัง และป้อนความคิดที่ว่าโลกใบนี้กลมผ่านกลไกของคณิต หรือวิทยาศาสตร์ นั้นแปลว่าพวกเขายัง “เปลี่ยนแปลงโลกไม่สำเร็จ” ภารกิจ จึงจำเป็นต้องดำเนินต่อไปเพื่อที่ในวันหนึ่ง Flat Earther จะสามารถเอาชนะขีดจำกัดและกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ ที่สร้างกันมาหลายร้อยพันปีได้ ซึ่งสำหรับพวกเขามันเป็นเดิมพันที่สูง และต้องใช้เวลา แต่ถ้าไม่ทำตอนนี้ ไม่พัฒนาตอนนี้ ก็คงไม่มีวันเดินทางไปถึงจุดนั้นได้ (ซึ่งในบทสรุปของสารคดี การที่สุดท้ายพวกเขามีงานประชุมระดับนานาชาติก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่นะ แม้ว่าจะเป็นการประชุมในสเกลขนาดย่อมก็ตาม)

ซึ่งมันก็นำมาสู่ส่วนน่าสนใจที่สุดของสารคดี (ซึ่งกล่าวไว้ตั้งแต่เริ่ม) นั่นคือ “มุมมองของผู้ทำ” ที่มีต่อชาวโลกแบน สิ่งที่ทำให้ Behind the Curve เปลี่ยนสถานะจากการเป็นสารคดี “บอกเล่าเรื่องราว” มาเป็นสารคดี “สร้างคำถามชวนขบคิด” คือท่าทีของผู้ทำที่เลือกจะนำเสนอประเด็น Flat Earther แบบก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ระหว่างจะ “สนับสนุน” กับ “ต่อต้าน” เชิงเย้ยหยัน ซึ่งการเหยียบเรือสองแคมของผู้สร้างนี่แหละที่กลายเป็นความสนุกส่วนหนึ่งของเรื่อง มันมีกลิ่นความล้อเลียนปะปนไปกับความจริงใจใสซื่อ มีรสชาติของการเอาใจช่วยผสมรวมไปกับความขี้แซะอย่างร้ายกาจ ซึ่งปรากฏในหลาย ๆ ช่วงของการสัมภาษณ์ซับเจ็กต์ หรือการทดลองหาข้อพิสูจน์ ที่ฟากหนึ่งตัวสารคดีก็ทำหน้าที่ “บันทึกข้อมูล” อย่างตรงไปตรงมา

แต่ในอีกแง่ด้วยวิธีลำดับและเล่าเรื่อง เราก็พอจะเห็นความแสบในตัวคนทำอยู่เหมือนกัน (โดยเฉพาะบทสรุปในตอนจบที่เข้าขั้นร้ายกาจเอาเรื่อง) ซึ่งเราว่าด้วยความเนียนเหล่านี้เองที่ทำให้สารคดีลงลึกไปสำรวจคนเหล่านี้ได้แบบใกล้ชิด วิธีปฏิบัติของคนถ่ายทำไม่ได้บุกเข้าไปโจมตีและคุกคามชาวโลกแบนแต่อย่างใด แต่มีความเป็นมิตรจริงใจ และกลมกลืนไปกับพวกเขาได้อย่างชาญฉลาด เพราะส่วนที่ทำให้เราตั้งคำถามถึงประเด็นทั้งหมด (ในหลาย ๆ มุมมอง) เกิดขึ้นจากวิธีการลำดับฟุตเทจเป็นส่วนใหญ่มากกว่า บรรยากาศตอนดู Behind the Curve จึงเป็นความรู้สึกที่น่ารัก อบอุ่น แต่ก็แฝงไว้ด้วยอารมณ์ตลกร้าย ๆ เอาไว้เช่นกัน – ซึ่งใครจะสัมผัสได้หรือไม่ก็คงเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลไป

ใครสนใจสารคดีสนุก ๆ ดูได้เพลิน ๆ หรือต้องการทำความรู้จักกับชาวโลกแบนแบบใกล้ชิด สามารถดู Behind the Curve ได้แล้ววันนี้ทาง Netflix ครับ แม้ว่ารูปแบบการนำเสนอจะมีความแสบสันต์จิกกัดอยู่บ้าง แต่พอประเด็นสำคัญคือการสำรวจไปยังตัวบุคคลและชุมชน (ไม่ใช่ประเด็นหรือข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่อโลก) ก็ยังถือว่าเป็นสารคดีที่ให้ข้อมูลแบบ “เป็นกลาง” อยู่ ไม่ได้โน้มน้าว ไม่ได้ชักจูง และก็ไม่ได้ผลักไส สุดท้ายเราจะเชื่อเหมือนพวกเขาหรือไม่ ก็เป็นการตัดสินใจของตัวเราเองนั่นแหละ

 

เรื่อง: Kanin The Movie

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

‘One Sweet Day’ เบื้องหลังที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของ มารายห์ แครี่ และ Boyz II Men

โธมัส กัลลาเกอร์ “พ่อ” ที่โนล และ เลียม กัลลาเกอร์ สองพี่น้องวง Oasis “อยากฆ่า”

Where Your Eyes Linger : ก้าวแรกของ ‘ซีรีส์วาย’ ที่ค่อย ๆ แทรกซึมในสังคมไม่เปิดรับของเกาหลี

สุรพล โทณะวณิก ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย

เฮลโล คิตตี้: เบื้องหลังความสำเร็จของสุภาพสตรีผู้รับงานเยอะที่สุดในโลก

แบ ดูนา “ซอบี” หมอหญิงสุดแกร่งแห่ง Kingdom กับความพยายามสุดหินที่พาเธอไปไกลถึงฮอลลีวูด

ช.อ้น ณ บางช้าง เขาหาว่าผมเป็นมือกีตาร์มาเฟีย?!?

บิลลี ฮอลิเดย์ สร้างสรรค์เสียงเพลงบนทางแพร่งของโศกนาฏกรรม: เสียงเพลงและกัญชา