Post on 08/12/2021

เบน กอร์แฮม: วางความฝันจากนักบาสฯ สู่การปั้น ‘Byredo’ แบรนด์น้ำหอมที่ปรุงกลิ่นจากบาสเกตบอลและความทรงจำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการละทิ้งความฝันเดิม และก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่ในวัย 25 ปี

สำหรับคนทั่วไปที่เจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก็คงเคว้งอยู่ไม่น้อย

ยิ่งเป็นการเปลี่ยนสายแบบสุดขั้วอย่าง ‘นักบาสเกตบอล’ สู่ ‘เจ้าของแบรนด์น้ำหอม’ ที่เป็นสิ่งที่ต่างกันอย่างสุดขั้วด้วยแล้ว ยิ่งยากไปกันใหญ่กับการเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่แรก

แต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ชายคนนี้ เบน กอร์แฮม (Ben Gorham) เจ้าของแบรนด์เครื่องหอมอย่าง Byredo 

และนี่คือเรื่องราวของ เบน กอร์แฮม ผู้พาความชื่นชอบบาสเกตบอลและกลิ่นหอมมารวมกันจนสามารถประสบความสำเร็จได้ และกลายเป็น Niche Brand ที่ชื่อคุ้นหูสาวกน้ำหอมในปัจจุบัน 

เบนเป็นผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ Byredo เขาเกิดที่สต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในครอบครัวที่มีเพียงเขา น้องสาว และแม่เลี้ยงเดี่ยวชาวอินเดีย เนื่องจากพ่อชาวแคนาดาเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก

เบนหลงรักกีฬาบาสเกตบอลเป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อเบนเริ่มเข้าเรียนไม่ว่าจะมัธยมปลายในนิวยอร์ก หรือเรียนต่อธุรกิจที่ Ryerson University ในโทรอนโต ความชอบนั้นก็ยังติดตัวเขามาโดยตลอด

เรียกได้ว่า ​​เขาสนใจโรงเรียนเพียงเพื่อเข้าถึงการเล่นบาสฯ เท่านั้น 

จนกระทั่งในที่สุด ความชอบก็กลายมาเป็นอาชีพ เขาได้กลายเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลในลีกอาชีพในยุโรปอย่างที่เขาฝัน

“ผมจริงจังกับเรื่องนี้มาก” เบนกล่าว

แต่ความจริงจังนั้นก็อยู่กับเขาได้เพียงไม่นาน เพราะในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเป็นไปได้ด้วยดี ก็มีสิ่งที่ทำให้เบนจำยอมต่อโชคชะตา และจำต้องหันหลังให้กับกีฬาที่เขารัก

แม้ว่าเขาจะเป็นชาวสวีเดน แต่เบนก็ไม่มีพาสปอร์ตของยุโรป เมื่อเขาต้องเล่นในลีกของยุโรป เขาจึงต้องทำเรื่องขอวีซ่า ทำให้การก้าวเข้าไปเล่นในยุโรปอย่างเต็มตัวต้องหยุดชะงักลง เพราะเขาไม่สามารถขอได้

เบนใช้เวลาต่อสู้กับกฎหมายเรื่องพาสปอร์ตอยู่หลายปี แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

สุดท้าย เบนจึงต้องจำใจละทิ้งความฝันของตัวเองในวัย 25 ปีลง

“ผมเป็นนักกีฬามืออาชีพ และเมื่อสิ่งนั้นแตกสลาย ผมถูกบังคับให้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด”

หลังจากผิดหวังกับกีฬา เบนเริ่มมองหาเส้นทางให้กับชีวิตใหม่ของตัวเอง

เมื่อประตูบานแรกที่ชื่อว่า ‘บาสเกตบอล’ ปิดตัวลง ประตูบานที่สองในชื่อ ‘Byredo’ จึงได้เปิดตัวขึ้น

ชีวิตใหม่วัย 26 ปีของเบนเริ่มต้นอีกครั้งที่โรงเรียนศิลปะในสต็อกโฮล์ม ที่ที่ทำให้เบนรู้จักกับความสร้างสรรค์ใหม่ในชีวิต

ในปี 2004 ขณะที่เขาเรียนอยู่ เบนก็ได้พบกับ ปิแอร์ วูล์ฟ (Pierre Wulff) นักปรุงน้ำหอมชื่อดังชาวสวีเดน  หลังจากที่ทั้งคู่ได้พูดคุยกันอย่างถูกคอ เบนก็ถูกดูดเข้าสู่โลกของน้ำหอมอย่างเต็มตัวในที่สุด

“ผมคิดเรื่องนี้มาระยะหนึ่งหลังจากคุยกับเขาในวันนั้น ก่อนที่จะตัดต่อเขากลับไปและได้พูดคุยเกี่ยวกับการทำน้ำหอม”

และแล้วความฝันใหม่ที่ต่างไปจากเดิมของเบนก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ในตอนแรกของการเริ่มต้น เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องหอมอยู่เลย เรียกได้ว่าเกิดมาจากความชอบอย่างแท้จริง

และเพราะความไม่รู้นี้เองที่ทำให้เบนได้พบกับสองนักปรุงน้ำหอมที่มีประสบการณ์ นั่นก็คือ เจอโรม เอปิเนตต์ (Jerome Epinette) และโอลิเวีย จิอาโคเบตติ  (Olivia Giacobetti) ตามคำแนะนำของปิแอร์ 

สองคนผู้ที่ทำให้กลิ่นในความทรงจำของเบนมีชีวิต

ขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมจำกลิ่นหอมที่พ่อของผมใส่เมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กได้” เบนกล่าว 

จุดเริ่มต้นคือเขาต้องการสร้างกลิ่นในความทรงจำของเขาขึ้นมาอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับพ่อที่จากไปเมื่อเขาอายุได้เพียง 6 หรือ 7 ขวบ

 

กลายมาเป็น ‘Green’ กลิ่นน้ำหอมที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความทรงจำของเบนที่มีต่อพ่อ กับฝีมือการปรุงน้ำหอมของเจอโรมและโอลิเวีย

เกิดขึ้นเป็นแบรนด์ Byredo อย่างรวดเร็วในปี 2006 ถัดมาจากการพูดคุยได้เพียง 2 ปีเท่านั้น

หลังจากที่กลิ่นแรกเกิดขึ้นจากความทรงจำ หลังจากนั้นคอนเซปต์ของแบรนด์ Byredo จึงกลายเป็นเหมือนขวดแก้วขนาดใหญ่ในการบันทึกความทรงจำของตัวเบนเอง

อย่างเช่นกลิ่น ‘Encens Chembur’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่ของเขา โดยตั้งชื่อตามย่านชานเมืองมุมไบที่เธอเกิด 

“แม้ว่าจะผูกติดอยู่กับความทรงจำของผม แต่แนวคิดเรื่องอินเดียนั้นเป็นสิ่งที่สามารถรีเลทได้กับลูกค้าของเราจำนวนมาก”

หรือแม้กระทั่งตัว B ของ Byredo ถ้าดูจากโลโก้ของแบรนด์ จะสามารถมองได้เป็นเลข 13 ซึ่งเป็นเลขของเสื้อบาสเกตบอลที่เขาใส่

ส่วนชื่อ Byredo นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Redolence ที่หมายถึงน้ำหอมที่มีกลิ่นหอมหวาน ชวนให้นึกถึงความทรงจำเก่าตามความตั้งใจแรกของเบน

ดังนั้นลักษณะเฉพาะตัวของ Byredo จึงมักจะมีกลิ่นออกหวาน ติดความเป็นดอกไม้ ให้บรรยากาศที่สดชื่น เป็นธรรมชาติมากกว่าแบรนด์อื่นในท้องตลาด

ในตอนเริ่ม เบนรู้เพียงว่าตัวเองสนุกไปกับการอยู่ในโลกของกลิ่นหอมในความทรงจำของตัวเอง ไม่ได้คิดที่จะทำแบรนด์ออกมาในเชิงพาณิชย์เลย

แต่ความชอบอย่างเดียวไม่สามารถทำให้แบรนด์อยู่รอดได้

สุดท้ายโลกทุนนิยมก็บีบบังคับให้เขาเริ่มมองมันในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เพื่อให้แบรนด์ที่เขาชอบสามารถอยู่กับเขาได้นาน ๆ และสามารถต่อยอดไปในอนาคต

“ผู้คนชอบใส่ของลงในกล่อง”

กลายเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบตัวขวดน้ำหอมของเบน เขารู้สึกว่าการออกแบบให้เรียบง่ายและพกพาในกระเป๋าได้ รวมไปถึงสามารถโลดแล่นอย่างคุมโทนได้ในอินสตาแกรมของผู้ใช้ จะเป็นคีย์สำคัญที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ

ดังนั้นเมื่อมองที่ตัวขวดของน้ำหอม จะเห็นได้ว่า Byredo มีความเรียบง่าย ชัดเจนกว่าแบรนด์น้ำหอมอื่น ๆ ในตลาดอยู่มาก เพราะเป็นเพียงขวดรูปทรงกระบอกและฝาทรงกลม ไม่มีลวดลายหรือสีสัน มีเพียงตัวอักษรที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกกลิ่นออกเพียงเท่านั้น

ทำให้ Byredo กลายเป็นแบรนด์ที่มักจะมาพร้อมกับความรู้สึก Luxury แต่ Minimal ไปพร้อม ๆ กัน

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 Byredo มียอดขายทั่วโลกประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ (1 พันล้านบาท) และทำรายได้ได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (3.3 พันล้านบาท) ในปัจจุบัน

“การขยายตัวเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์เสมอมา ผมไม่เคยกลัวที่จะสร้างแบรนด์ให้เติบโต การได้เห็นผู้คนใช้ผลิตภัณฑ์และซื้อผลิตภัณฑ์ คือเหตุผลหลักว่าทำไมผมถึงทำมัน บางทีนี่อาจมาจากการเป็นนักกีฬา ผมมีการแข่งขันสูง ดังนั้นการเติบโตนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในสิ่งที่ผมอยากทำ” 

ปัจจุบัน Byredo ไม่ได้หยุดอยู่แค่น้ำหอม แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อนี้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เทียนหอม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่ง Byproduct ที่เป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเสื้อผ้าและเครื่องประดับ

แต่ถึงแม้ว่าเบนจะเอาดีทางด้านธุรกิจอย่างเต็มตัว แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งความรักที่เขามีให้ต่อบาสเกตบอลลงเลยแม้แต่น้อย เพราะใน Byproduct เบนก็ได้ใส่ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับบาสเกตบอลเอาไว้เต็มไปหมด

ไว้ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง รองเท้า หรือแม้กระทั่งหมวกแก๊ป ที่เป็นสไตล์และสีฟ้าน้ำเงิน ตามทีมบาสเกตบอลเดิมของเบน

แม้ว่าเบนจะไม่สามารถทำตามความฝันแรกของตัวเองได้สำเร็จ แต่ความหลงใหลในกลิ่นหอมและความชอบบาสเกตบอล ก็กลายเป็นส่วนผสมของความทรงจำที่มีค่า พาให้ Byredo และ เบน กอร์แฮม ประสบความสำเร็จในเส้นทางใหม่ได้อย่างทุกวันนี้

 

ภาพ: ​​Photo by Francois Durand/Getty Images และ https://www.byredo.com/us_en/


อ้างอิง: https://www.byredo.com/us_en/about

https://observer.com/2016/03/how-i-live-ben-gorham-of-byredo-shares-a-life-story-inspired-by-design/

https://www.theguardian.com/fashion/2020/jan/18/ben-gorham-interview-with-byredo-i-wanted-more-inclusive-approach-to-luxury

https://www.businessoffashion.com/articles/workplace-talent/the-creative-class-ben-gorham/

https://offseason.world/who-is-ben-gorham/

https://www.thestar.com/sports/amateur/2016/02/28/perfume-magnate-once-smelled-sweet-success-with-ryerson-rams.html


มนุษย์ทาสแมวที่หลงใหลไปในโลกของธุรกิจ ที่มีงานหลักคือหาเงินทำเล็บ และงานอดิเรกคือปวดหลัง

Related

CNN+ การสูญเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ของสื่อยักษ์ใหญ่ หลังกระโจนเข้าสู่บริการข่าวสตรีมมิ่งได้เพียงเดือนเดียว

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา: ความสุขจากปลายพู่กัน สู่นักธุรกิจผู้ผลักดัน JNFT

uDesign: ออกแบบชีวิตอย่างไรในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

Chanel: จาก 2.55 สู่ Classic Flap Bag กระเป๋าจากหัวใจของชาเนลถึงลาเกอร์เฟลด์

เจี๊ยบ-วิมล เหลืองอรุณ : ทายาทรุ่น 3 ของ ‘เฮงเสง’ กับการปรับตัวจากเบาะไหว้เจ้าสู่หมอนอิงทำมือ

ไมค์ ลาซาริดิส : ยุครุ่งโรจน์และร่วงหล่นของโทรศัพท์มือถือ ‘BlackBerry’

ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้พา foodpanda สู่เส้นทางใหม่ Quick-Commerce อยากสั่งอะไร ได้เลย

จักรพล จันทวิมล: ใต้พื้นรองเท้า ‘นันยาง’ และ ‘ช้างดาว’ มีความลับใดที่ทำให้คนไทยสวมใส่มาตั้งแต่รุ่นทวด