Post on 06/05/2020

บิล แอคแมน ทำกำไรเกือบ 100 เท่า ในช่วงโควิด-19 ระบาด

การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับทุกภาคธุรกิจ (จะมียกเว้นก็แต่ธุรกิจค้าขายออนไลน์ และธุรกิจขนส่ง) แม้แต่ในภาคการลงทุน นักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากก็เจ็บหนักไปตาม ๆ กัน เช่น Vision Fund กองทุนมูลค่าแสนล้านดอลลาร์ของ SoftBank ก็ได้ออกมาเตือนนักลงทุนว่า มูลค่ากองทุนอาจจะลดลงถึง 16,700 ล้านดอลลาร์ ในรอบปีภาษีที่ผ่านมาที่นับถึงเดือนมีนาคม 2020 

(แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดที่พวกเขาเอาเงินไปลงกับ WeWork แต่โควิด-19 ก็เป็นปัจจัยซ้ำเติมที่หนักหนายิ่งนัก)

แต่ในบรรดานักลงทุนทั้งหมด ก็ยังมีนักลงทุนที่มองเห็นความหายนะของตลาดล่วงหน้า และสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ และ บิล แอคแมน (Bill Ackman) ก็เป็นนักลงทุนในกลุ่มดังกล่าว ผู้เปลี่ยนสินทรัพย์มูลค่า 27 ล้านดอลลาร์ เป็น 2,600 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงกระหน่ำในเดือนมีนาคม

แอคแมนคือผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Pershing Square Capital กองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่งหนึ่ง ซึ่งไล่ซื้อประกันดัชนีตราสารหนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนหน้าที่สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 (ถึง 29 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อยืนยันไม่ถึง 100 คน) ซึ่งสินทรัพย์ลักษณะนี้จะมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อบริษัทที่ออกตราสารหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง 

(เฮดจ์ฟันด์เป็นกองทุนประเภทหนึ่งคล้ายกองทุนรวม แต่จะมีความเป็นอิสระในการลงทุนสูงกว่า สามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงเพี่อผลตอบแทนที่สูงกว่าได้ รวมถึงการยืมหุ้นขาย -short sell- หรือการยืมหุ้นมาขายในราคาตลาด โดยคาดหวังว่าเมื่อถึงเวลาคืน หุ้นตัวเดิมจะมีค่าลดลง หรือการซื้อประกันเครดิตเช่นกรณีของแอคแมน)

และแอคแมนก็เป็นคนหนึ่งที่เร่งเร้าให้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศล็อกดาวน์ และปิดพรมแดนประเทศ เพื่อสกัดกั้นการระบาดของโควิด-19 โดยเร็ว 

แอคแมนเป็นคนที่ใช้ทวิตเตอร์ไม่บ่อยนัก แต่หลังวันที่ 18 มีนาคม ซึ่งสหรัฐฯ มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรวมเกินกว่า 3,500 ราย และเพิ่มขึ้นวันเดียวเกือบ 2,000 ราย เขาก็เริ่มออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียถี่ขึ้น หลังให้สัมภาษณ์กับ CNBC เรียกร้องให้ทำเนียบขาวปิดพรมแดนและชัตดาวน์ทั่วประเทศ 

“ให้ทุกคนกลับบ้านเถอะ ภายใต้การนำของคุณ (โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) เราสามารถยับยั้งมันได้ ทั่วโลกจะเดินตามคุณ วันหยุดฤดูใบไม้ผลิรอบโลก จะทำให้เรารอด”

“ด้วยตัวเลขสะสม (ของผู้ติดเชื้อ) ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทุกวันที่เราเลื่อนการชัตดาวน์ออกไปย่อมทำให้ชีวิตต้องเสียไปเป็นพัน ไม่นานก็เป็นแสน และเป็นล้านชีวิต เศรษฐกิจก็ถูกทำลายไปด้วย”

“คุณประธานาธิบดี คำตอบเดียวของปัญหานี้คือการชัตดาวน์ประเทศเป็นเวลา 30 วัน และปิดพรมแดน บอกชาวอเมริกันทุกคนว่า คุณจะยืดเวลาวันหยุดฤดูใบไม้ผลิออกไปให้ทุกคนอยู่บ้านกับครอบครัว ให้ธุรกิจที่จำเป็นดำเนินต่อไป โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนให้จนกว่าจะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง”

นอกจากนี้ แอคแมนซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลทรัมป์ และเคยออกมากล่าวในปี 2017 ว่า ทรัมป์คือผู้ที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาบูมอีกครั้ง ก็ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าอย่างไรทรัมป์จะต้องใช้นโยบายชัตดาวน์ 

“นักลงทุนบางคนฟังแล้วก็เข้าใจผิด เพื่อความชัดเจน ผมมั่นใจว่า ประธานาธิบดีจะทำในสิ่งที่ถูกต้องนั่นคือชัตดาวน์ประเทศและปิดพรมแดนชั่วคราว ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เราก็จะสามารถเอาชนะสงครามกับไวรัสได้ ตลาดและเศรษฐกิจก็จะโชติช่วงอีกรอบ” แอคแมนทวีตข้อความในวันที่ 19 มีนาคม

ณ ตอนนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงไม่ออกมาตรการชัตดาวน์ในทันที แต่เป็นรัฐบาลระดับรัฐที่ทยอยออกประกาศขอให้ประชาชนหยุดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่ออยู่กักตัวในบ้านเป็นรัฐ ๆ ไป โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่คอยเซ็นประกาศภาวะภัยพิบัติให้เป็นรัฐ ๆ ไป ขณะเดียวกันก็มีหลายคนออกมาวิจารณ์แอคแมนว่า เขาออกมาตีโพยตีพายให้คนเกิดความตระหนกเกิดเหตุ ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นยิ่งดำดิ่ง 

แต่เวลาผ่านไป ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า แอคแมนไม่ได้ประเมินหายนะเกินความเป็นจริง เพราะสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากกว่าที่ใดในโลก ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อเกินล้านคน และผู้เสียชีวิตเกิน 60,000 คนไปแล้ว (ณ วันที่ 4 พฤษภาคม) 

ในด้านการลงทุน การประเมินของแอคแมนถูกยกย่องว่า น่าจะเป็นการซื้อขายที่ดีที่สุดตลอดกาลก็ว่าได้

“บิล แอคแมน ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ เริ่มซื้อประกันดัชนีตราสารหนี้หลายตัวตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการเดิมพันว่า ฟองสบู่หนี้จะแตก จากลางสังหรณ์ว่า นักลงทุนน่าจะทิ้งสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง ๆ ในดัชนีเหล่านี้เมื่อการระบาดข้ามจากเอเชียมาตะวันตก การลงทุนประกันความเสี่ยงจำนวน 27 ล้านดอลลาร์ของเขาถึงจุดคุ้มทุนในวันที่ 3 มีนาคม ก่อนที่จะขายทิ้งในวันที่ 23 มีนาคม วันที่ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ประกาศการแทรกแซงครั้งใหญ่เป็นคราวแรก ทำกำไรไป 2,600 ล้านดอลลาร์

“คุณแอคแมน เล่นกับภาวะภัยทางศีลธรรมของ Fed โดยเดิมพันอย่างถูกต้องว่า Fed กับสภาคองเกรสต้องแทรกแซงแน่ โดยตลาดจะทรุดตัวหนัก และเมื่อภาครัฐเข้าแทรกตลาดก็จะฟื้น (ซึ่งเขาก็ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวกำไรที่ได้จากหุ้นอีกครั้ง) ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ การเดิมพันของคุณแอคแมนน่าจะเป็นการเทรดในครั้งเดียวที่ดีที่สุดตลอดกาล” วิลเลียม ดี. โคแฮน (William D. Cohan) อดีตนายธนาคารและผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับตลาดหุ้นวอลล์สตรีทหลายเล่มกล่าว (The New York Times)

(ภาวะภัยทางศีลธรรม มาจากคำว่า moral hazard – ภาวะหรือเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเสี่ยงภัยสูงขึ้น – คำนี้โคแฮนใช้วิจารณ์ Fed ที่เข้าไปอุ้มบางธุรกิจ จนทำให้ธุรกิจเหล่านี้ไม่รู้จักกลัวความเสี่ยงจากการลงทุน เพราะรู้ว่าจะมีรัฐคอยอุ้ม) 

ส่วนข้อหาชี้นำตลาดด้วยการออกสื่อกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวนั้น แอคแมนออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า เขาคือนักลงทุนระยะยาว แต่เขาก็รู้ว่า โควิด-19 จะต้องส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง และมีแต่การชัตดาวน์ธุรกิจเป็นการชั่วคราวอย่างกว้างขวางเท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาได้เหมือนที่เกิดขึ้นในจีน ทางเลือกของเขาก็คือ ต้องขายหุ้นทิ้งในภาวะเช่นนี้ หรือไม่ก็ลงทุนประกันความเสี่ยง (hedge) เพื่อรักษาสมดุลทางบัญชี 

และกำไรที่ได้จากการประกันความเสี่ยงก็ได้พุ่งขึ้นสูงกว่า 2,750 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมแล้ว เขาจึงไม่ได้ประโยชน์เกินไปกว่าที่ควรจะได้ หลังออกมาให้สัมภาษณ์และทวีตข้อความเรียกร้องให้ทรัมป์ชัตดาวน์ประเทศ (Pershing Square Holdings)  

อย่างไรก็ดี แอคแมนไม่ใช่นักลงทุนเทวดาที่เลือกข้างไม่เคยผิด ก่อนหน้านี้เขาเคยเดิมพันว่าหุ้นของ Herbalife ธุรกิจขายตรงอาหารเสริม จะต้องตกอย่างแน่นอน โดยมองว่าโครงสร้างธุรกิจของ Herbalife ไม่ต่างไปจากแชร์ลูกโซ่ที่จะต้องถึงวันล่มสลาย ทำให้เกิดวิวาทะใหญ่โตกับ คาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn) หุ้นใหญ่ของ Herbalife ที่โจมตีว่า แอคแมนกำลังทำลายชีวิตคนตัวเล็ก ๆ ด้วยการยืมหุ้นขาย (short selling – ยืมหุ้นขายในราคาตลาด โดยหวังจะซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าในอนาคต) เป็นจำนวนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2012 แต่กว่า 5 ปี ที่เขาลงทุน หุ้น Herbalife มีแต่ขึ้น สุดท้ายเขาต้องยอมแพ้เมื่อมูลค่าหุ้นพุ่งขึ้นไปถึง 92 ดอลลาร์ ในขณะที่เขายืมมาขายในราคา 45 ดอลลาร์เท่านั้น (CNN


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ