Post on 15/06/2021

บิลลี่ อายลิช: ความคิดในเพลง Therefore I am และ The Beatles คือครูสอนแต่งเพลงคนแรก

จะเป็นป็อปสตาร์ที่ดังที่สุดในโลก

“ฉันจะทำให้เธอเป็นป็อปสตาร์ที่ดังที่สุดในโลก”

ประโยคสนทนาที่พี่ชายวัย 18 ปีพูดหยอกล้อเชิงขำขันกับน้องสาวผมบลอนด์วัยรุ่นอายุ 14 ปี ในห้องนอนเล็ก ๆ ที่อยู่ในบ้านหลังน้อยตามอัตภาพของครอบครัวชนชั้นกลางในสังคมอเมริกัน ณ รัฐแคลิฟอร์เนียในปี 2015

ในห้วงเวลานั้น บ่อยครั้งที่สองพี่น้องชายหญิงจะใช้เวลาไปกับดนตรีและเสียงเพลงกันแบบลืมวันลืมคืน

วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่าที่ผ่านไปไม่มีใครสามารถหยุดยั้งพวกเขาให้เลิกเล่นดนตรีหรือแต่งเพลงได้ ถ้าพวกเขาได้อยู่ด้วยกันและเริ่มทำเพลงในห้องนอนสี่เหลี่ยมเล็กๆ นี้ด้วยกันเมื่อไหร่ มันก็เสมือนกับว่าพวกเขากำลังส่งพลังแห่งความคิดและความสร้างสรรค์ที่วิ่งวนอยู่ในหัวทั้งหมดใส่ลงไปในบทเพลงจนลืมวันลืมคืน

ใครเลยจะไปคิดว่าประโยคที่พี่ชายวัย 18 ปีได้พูดไว้ในวันนั้น “ฉันจะทำให้เธอเป็นป็อปสตาร์ที่ดังที่สุดในโลก” มันจะกลายเป็นความจริงในวันนี้

ปี 2016 เป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องคู่นี้ได้เปิดเผยตัวตนของพวกเขาต่อผู้คน ความคิดที่เกิดจากห้องนอนเล็ก ๆ ในแคลิฟอร์เนีย สู่อาณาจักรเพลงอันกว้างใหญ่บนโลกใบนี้ พวกเขาปล่อยเพลง Ocean Eyes ลงใน Soundcloud และได้รับผลตอบรับที่ล้นหลามอย่างไม่น่าเชื่อ ใครจะคาดคิดว่า เพลงที่ถูกทำขึ้นโดยสองพี่น้องวัยรุ่นที่อายุไม่ถึง 20 แถมยังไร้สังกัดและเป็นศิลปินโนเนมแต่มันกลับถูกต้อนรับอย่างดีบนโลกออนไลน์

เพียงแค่ข้ามคืนสองพี่น้องได้กลายเป็นคนดังบนโลกอินเทอร์เน็ต พวกเขาตื่นมาพร้อมกับอีเมลและข้อความมากมายในอินบ็อกซ์เพื่อติดต่อขอสัมภาษณ์

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสองพี่น้อง ฟินนีส์ โอ’คอนเนลล์ (Finneas O’Connell) และซูเปอร์ป็อปสตาร์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่งยุคนี้อย่าง บิลลี่ อายลิช (Billie Eilish) สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้สร้างประวัติศาสตร์มากมายในวงการดนตรี

ในการประกาศผลรางวัลแกรมมี่ (Grammy Awards) ครั้งที่ 62 ในปี 2019 บิลลี่สร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดในการคว้ารางวัลแกรมมี่ สาขาหลัก 4 รางวัลรวดในปีเดียว ได้แก่ รางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี (When We Fall Asleep, Where Do We Go?), รางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยมแห่งปี, รางวัลเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี (Bad Guy) และรางวัลศิลปินหน้าใหม่แห่งปี

ซึ่งอย่างที่เล่าให้ฟัง ความมหัศจรรย์ของบิลลี่มันเริ่มต้นจากครอบครัวตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก

บิลลี่ อายลิช เกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง โดยพ่อและแม่ได้ตัดสินใจให้บิลลี่และพี่ชายเรียนแบบโฮมสคูลที่บ้าน เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ลูกได้มีเวลาเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองสนใจได้อย่างเต็มที่ และเด็กหนุ่มฟินนีส์และบิลลี่ ก็ได้มีโอกาสตามความฝันได้ขวนขวายเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองสนใจจริง ๆ เช่น ฟินนีส์สนใจเรื่องเล่นดนตรีและทำเพลง ในขณะที่บิลลี่สนใจเรื่องร้องเพลงและแต่งเพลง

 

ครูคนแรกของพวกเขาคือวง The Beatles

เมื่อลูกของคุณเรียนโฮมสคูล ครูที่สำคัญที่สุดของลูกคงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากพ่อและแม่ นับเป็นโชคดีที่ทั้งฟินนีส์และบิลลี่มีความสนใจในสิ่งที่เป็นอาชีพและความถนัดของพ่อและแม่พอดิบพอดี

พ่อและแม่ของบิลลี่และฟินนีส์ คือ แพทริก โอ’คอนเนลล์ (Patrick O’Connell) และ แม็กกี้ บาร์ด (Maggie Baird) มีอาชีพเป็นนักแสดงและนักแต่งเพลง ทั้งคู่จึงมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแสดงและการแต่งเพลง โดยครูคนแรกที่สอนทั้งฟินนีส์และบิลลี่คือแม่ของพวกเขา ด้วยความที่มีพื้นฐานทางด้านนี้ แม็กกี้จึงพอจะสอนวิชาดนตรีและแต่งเพลงเบื้องต้นให้กับสองพี่น้องได้

แม็กกี้ใช้เวลาเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเป็นเวลา 10 สัปดาห์ในการสอนทั้งสองพี่น้อง แต่ทั้งฟินนีส์และบิลลี่สนใจเรื่องการแต่งเพลงและการทำเพลงเอามาก ๆ และขยายต่อความรู้พื้นฐาน 10 ชั่วโมงนั้นไปจนไกล สามารถสร้างผลงานและคว้ารางวัลแกรมมี่ (และรางวัลอื่น ๆ อีกเพียบ)

“ฉันพูดไว้เสมอว่า จริง ๆ แล้วคนที่สอนพวกเขาเขียนเพลงคือ The Beatles ต่างหาก” แม้แม่ของทั้งสองจะสอนเด็ก ๆ แต่งเพลง แต่เธอกล่าวอย่างถ่อมตน แล้วผายมือไปที่ The Beatles ในฐานะครูคนแรกของพวกเขาแทน

เนื่องจากทั้งสองยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อย แม่ของฟินนีส์และบิลลี่จึงมีความคิดว่า การจะสอนให้เด็กเข้าใจและกล้าที่จะแต่งเพลงอะไรสักเพลงออกมา ควรจะต้องเริ่มจากความเรียบง่าย เธอจึงหยิบเพลงที่เธอคุ้นชินสมัยวัยรุ่นมาเปิดให้ทั้งคู่ฟัง ซึ่งก็มักจะเป็นเพลง I Want to Hold Your Hands ของ The Beatles ให้ทั้งสองฟังแล้วเริ่มแปลงเปลี่ยนเนื้อหรือโครงสร้างอื่นไปเรื่อย ๆ แม็กกี้จึงมักจะพูดไว้เสมอว่า คนที่สอนลูกทั้งสองของเธอเขียนเพลงคือวง The Beatles

ฟินนีส์และบิลลี่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มั่งมีมากมายสักเท่าไร จึงใช่ว่าทุกเรื่องที่ทั้งคู่สนใจพ่อแม่ของทั้งสองจะสามารถจัดหามาให้ได้แบบสบาย ๆ บางครั้งพ่อแม่ของบิลลี่จึงต้องอาศัยการส่งลูกไปเข้าร่วมสมาคมบางอย่างเพื่อให้ลูก ๆ ได้เรียนในสิ่งที่ลูกสนใจ เช่น ทักษะการร้องเพลงอันโดดเด่นและแสนจะมีเอกลักษณ์ของบิลลี่ที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ เธอได้มันมาจากการเรียนรู้เมื่อเข้าร่วมร้องเพลงกับคณะประสานเสียง Los Angeles Children’s Chorus ตอน 8 ขวบ

แถมยังมีอยู่อีกหลายครั้งหลายหนที่การจัดหาคลาสเรียนที่ตอบสนองความสนใจของลูกทั้งสองต้องแลกด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เงินตรา เช่น พ่อของบิลลี่ทำการเจรจา barter จ่ายค่าเรียนยิมนาสติกให้กับลูกสาวด้วยการทำงานฝีมือช่างให้กับครูสอนยิมนาสติก, มีครั้งหนึ่งบิลลี่อยากเรียนขี่ม้า ทั้งพ่อและแม่จึงพยายามเก็บเงินเพื่อให้ลูกสาวได้ลองไปเรียนขี่ม้าที่แคมป์ขี่ม้า แต่เงินที่เก็บมาได้นั้นเพียงพอต่อการเรียนขี่ม้าเพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นความโชคดีของบิลลี่ที่เจ้าหน้าที่ของแคมป์ได้มอบข้อเสนอให้กับครอบครัวของบิลลี่ว่า หากบิลลี่ช่วยงานของทางแคมป์โดยการทำความสะอาด และช่วยจัดงานวันเกิดให้กับนักเรียนในแคมป์ได้ พวกเขาจะอนุญาตให้เธอเรียนขี่ม้าได้ฟรี บิลลี่จึงช่วยงานที่แคมป์และได้เรียนขี่ม้าอยู่ที่นั่นถึง 2 ปี

 

เพลง Therefore I Am และเรอเน่ เดส์การ์ต

นอกจากความโดดเด่นทางดนตรีของทั้งสองพี่น้องฟินนีส์และบิลลี่แล้ว ดูเหมือนกับว่าสาวน้อยมหัศจรรย์บิลลี่ อายลิช มีดีเพียงแค่การร้องเพลง แต่งเพลง แต่ละเพลงที่เธอและพี่ชายได้สร้างสรรค์มันออกมาดูจะเต็มไปด้วยความหมายที่บางเพลงดูจงใจกระตุ้นให้คนฟังไปตีความต่อในแบบฉบับของตัวเองด้วยซ้ำไป

เพลงที่เห็นได้ชัดเจนน่าจะเป็นเพลง Therefore I Am ที่ทั้งเนื้อหาและชื่อของเพลงช่างสอดคล้องกับประโยคคลาสสิกของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เรอเน่ เดส์การ์ตส์ (René Descartes) ที่เขาได้กล่าวไว้ในปี 1637 “I think therefore I am” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “เพราะฉันคิดฉันจึงดำรงอยู่”

ใครเล่าจะไปรู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกเกือบ 400 ปี ประโยคนั้นจะถูกนำกลับมาทำให้ร่วมสมัยอีกครั้งผ่านศิลปินสาวน้อยบิลลี่ อายลิช กับบทเพลง Therefore I am

อันที่จริงบิลลี่เองไม่เคยออกมาอธิบายเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างเพลง Therefore I am กับประโยคคลาสสิกของเรอเน่ เดส์การ์ตส์ แต่ดูไปแล้วก็เหมือนกับว่าบิลลี่กำลังกระทำบางอย่างที่ดูคล้ายกับใจความของสิ่งที่เรอเน่ เดส์การ์ตส์ได้พูดเอาไว้ คือการครุ่นคิดและตั้งคำถามของการดำรงอยู่ของผู้คน จนมีคนเคยสงสัยและไปถามบิลลี่ว่า สิ่งที่บิลลี่เขียนในเพลง Therefore I am มันหมายความว่ายังไงกันแน่ มันเชื่อมโยงกับปรัชญาของเรอเน่ เดส์การ์ตส์หรือเปล่า?

“คุณรู้ไหม เพลงนี้มันขึ้นอยู่กับการตีความของตัวคุณเองเลย…แล้วฉันก็อยากรู้ด้วยว่าแต่ละคนจะตีความเพลงนี้ออกมายังไง แล้วพวกเขารู้สึกยังไงตอนที่พวกเขาได้ฟังเพลงนี้ มันอาจจะฟังดูเหมือนกับว่าฉันใจร้ายนะ (ที่ไม่เฉลยบอกความหมายของเพลงนี้ให้กับพวกคุณ) แต่ฉันอยากจะให้มันเป็นแบบนี้นะ (คือพวกคุณลองไปครุ่นคิดตีความกันเอาเองสิ)”

มีคนมากมายต่างพากันไปตีความเพลงนี้ในความหมายที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าเพลงนี้เธอเขียนขึ้นมาเพื่อสื่อถึงคนที่เกลียดชังเธอ ไม่ว่าบิลลี่จะทำอะไร พวกเขาก็คงคิดว่าบิลลี่ก็ไม่ดีพอเสียที เพราะคำว่า ‘ดี’ ในอุดมคติของพวกเขามันช่างเป็นสิ่งที่เกินเอื้อมถึง

ไม่ว่าเธอจะอิงประโยคชื่อเพลงนี้จากนักคิดรุ่นก่อนหน้าหลายร้อยปีหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือ เพราะบิลลี่คิด บิลลี่จึงแต่งเพลง Therefore I am ขึ้นมา นี่คือเรื่องจริงแท้แน่นอน

 

คุณท่องไปยังแห่งหนใด เมื่อยามคุณหลับใหล

ความครุ่นคิดสงสัยในสิ่งต่าง ๆ และการดำรงอยู่ของบิลลี่ไม่ได้จบเพียงแค่เพลง Therefore I am หากเพียงแต่ว่าแต่ละเพลงที่เธอและพี่ชายของเธอได้ร่วมกันทำมันออกมาในอัลบั้ม When We All Fall Asleep, Where Do We Go? ล้วนถูกกลั่นกรองออกมาจากโลกใบน้อยของทั้งสองคนที่เต็มไปด้วยคำถามและความสงสัย เมื่อมีคนถามบิลลี่ว่า ทำไมจึงตั้งชื่ออัลบั้มเป็นประโยคคำถาม (When We Fall Asleep, Where Do We Go?) และมันหมายความว่าอะไร? พวกเราจะไปที่ไหนกัน

บิลลี่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ฉันไม่มีคำตอบให้คุณหรอก และก็ไม่มีใครตอบคำถามคุณได้ ทุกเพลงในอัลบั้มของฉันมันล้วนเต็มไปด้วยคำถาม ฉันเป็นคนประเภทที่สงสัยว่าทำไมท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงมืดมิดและเป็นสีดำ มีคนมากมายพยายามอธิบายให้ฉันฟังว่าทำไมท้องฟ้าจึงมืดมิดและเป็นสีดำในตอนกลางคืน แต่ฉันก็ยังคิดหาคำตอบให้ตัวเองต่อไปอยู่ดีว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น (และคุณก็ควรทำอย่างนั้นเช่นกัน)”

เมื่อความคิด ความสงสัยเป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของบุคคลที่นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสเรอเน่ เดการ์ตส์ เคยนิยามไว้ ณ วันนี้ที่เวลาผ่านไปหลายร้อยปี คำพูดนั้นได้ถูกกระตุ้นขึ้นเพื่อการตั้งคำถามของเหล่าแฟนเพลงวัยรุ่นทั่วโลกอีกครั้งผ่านสาวน้อยอเมริกัน บิลลี่ อายลิช

เพราะบิลลี่คิด เพลงของบิลลี่จึงดำรงอยู่

 

https://www.hollywoodreporter.com/news/music-news/grammys-billie-eilish-makes-history-as-youngest-winner-four-main-categories-1272516/

https://www.grammy.com/grammys/artists/billie-eilish/251741

https://www.imdb.com/name/nm0640148/

https://www.imdb.com/name/nm0047896/?ref_=nm_ov_bio_lk4

https://onairwithryan.iheart.com/content/2019-12-04-billie-eilishs-mom-deserves-more-credit-than-shes-given-for-her-success/

https://www.vogue.com/article/billie-eilish-pops-next-it-girl

https://www.rollingstone.com/pro/news/billie-eilish-when-we-all-fall-asleep-where-do-we-go-931512/

https://www.teenvogue.com/story/how-billie-eilishs-ocean-eyes-turned-her-into-an-overnight-sensation

https://www.nme.com/en_asia/reviews/track/billie-eilishs-new-song-therefore-i-am-is-review-2815762

https://www.altpress.com/news/billie-eilish-new-single-therefore-i-am/

https://genius.com/albums/Billie-eilish/When-we-all-fall-asleep-where-do-we-go

https://variety.com/2019/music/news/billie-eilish-finneas-oconnell-songwriting-1203421768/


อดีตเคยเป็นนักแต่งเพลง ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สนใจเรื่องอาหาร เบื้องหลังของเพลงดัง และคนในวงการ Pop Culture ในมุมอื่น ๆ