Post on 18/04/2022

บิลลี่ มัวร์ : ชายผู้ตีแผ่ความอำมหิตของคุกไทยแพร่กระจายไปทั่วโลก

/ **บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ A Prayer Before Dawn เผยแพร่ทาง Netflix** /

เมื่อ ‘เรือนจำ’ มีไว้เพื่อขังบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นใคร มาจากไหน หรือถือสัญชาติใด พวกเขาล้วนถูกคุมขัง เพื่อให้รู้สำนึก และมีเวลาชดใช้ความผิดในสิ่งที่ตนเองก่อขึ้น

วิธีคิดต่อผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในหลายประเทศมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายของการคุมขังนักโทษจากการขัง ‘เพื่อลงโทษ’ ไปสู่การขัง ‘เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม’ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการใช้ชีวิต ทำให้ผู้ที่หลงผิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ เพื่อเตรียมกลับสู่สังคม

แต่ขณะที่ทั่วโลกพยายามดำเนินการเช่นนั้น ประเทศไทยยังคงใช้กฏระเบียบแบบเดิม เพื่อคุมประพฤตินักโทษ ทำให้บทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรงได้รับผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือจำนวนของผู้กระทำความผิดไม่มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย

เช่นเดียวกับ ‘สาร’ ที่ถูกตีแผ่ผ่านภาพยนตร์เรื่อง ‘A Prayer Before Dawn’ ที่ตอนนี้หาชมได้ใน Netflix ตัวภาพยนตร์ถูกสร้างขึ้นจากเค้าโครงเรื่องจริงของชายที่ชื่อว่า ‘บิลลี่ มัวร์’ (Billy Moore) อดีตนักมวยติดยาชื่อกระฉ่อนโลกที่เคยติดคุกอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ซึ่งเนื้อหาฉบับภาพยนตร์ได้รับการดัดแปลงมาจากหนังสือ ‘A Prayer Before Dawn : My Nightmare in Thailand’s Prisons’ ที่บอกเล่าประสบการณ์ตรงของบิลลี่ มัวร์ ขณะถูกจองจำที่เรือนจำคลองเปรม เนื่องจากหลงผิดไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

ตั้งแต่ฉากแรกของเรื่องจนถึงฉากสุดท้าย ความดำมืดภายในจิตใจมนุษย์ถูกนำเสนอออกมาในหลายแง่มุมผ่านฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของ ‘โจ โคล’ (Joe Cole) ในฐานะตัวเอกของเรื่อง โดยในฉากแรกที่บิลลี่ก้าวเข้าสู่เรือนจำ เขาก็ต้องแปลกใจกับสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรมของคุกเมืองไทยที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทั้งยังต้องทนอยู่กับบรรดาผู้ต้องขังที่พร้อมจะขย้ำเขาราวกับเสือที่หิวกระหายอยู่ทุกเมื่อ

โดนรับน้อง

‘เรือนจำคลองเปรม’ เปรียบเสมือนนรกบนดินสำหรับผู้ต้องโทษคดีอุกฉกรรจ์ เป็นเรือนจำที่ใช้คุมขังผู้ที่ได้รับคำพิพากษาแล้ว และนักโทษเด็ดขาดที่มีอัตราโทษจำคุกถึงประหารชีวิต โดยเรือนจำแห่งนี้ได้รวบรวมบรรดากลุ่มผู้กระทำความผิดไว้นับพันคน ซึ่งเกินกำลังที่ผู้คุมจะสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

การเข้ามาสู่สถานที่แห่งนี้ ทุกคนต้องดิ้นรนและตะเกียกตะกายเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอด เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม บิลลี่ มัวร์ที่เพิ่งมาถึงเรือนจำในวันแรกจึงต้องทำตามธรรมเนียม ‘รับน้อง’ ในฐานะเด็กใหม่

ภายในห้องขังรวม บรรดาน้องใหม่ต้องทำความรู้จัก ‘หัวหน้ากลุ่มนักโทษ’ (รับบทโดย เก่ง ลายพราง) และต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด บิลลี่ในฐานะชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยได้ไม่คล่องจึงจำใจเคารพกฎหมู่ดังกล่าว แต่การอ่อนข้อของเขากลับส่งผลร้ายทำให้ตัวเองถูกดูถูก ข่มขู่ และล้อเลียนจากเพื่อนร่วมห้องขังอย่างสนุกปาก

ความรุนแรงที่เป็นเรื่องปกติ

กลางดึกคืนแรก ระหว่างที่บิลลี่ลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ของมีคมอย่างหนึ่งก็ถูกนำมาจี้ที่บริเวณคอของเขา รุ่นพี่คนหนึ่งข่มขู่บิลลี่ไม่ให้ส่งเสียงดัง ระหว่างนั้นสายตาของเขาก็ได้เหลือบมองไปเห็นความทารุณกรรมของรุ่นพี่ที่กำลังกระทำชำเราเด็กใหม่ โดยเด็กใหม่คนดังกล่าวถูกทำร้ายร่างกาย และถูกรุมล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากเขาถูกหมายตาจากรุ่นพี่ในฐานะ ‘ของ’ ที่ใช้ระบายอารมณ์ทางเพศมาตั้งแต่แรก

เช้าวันต่อมา ภาพเหตุการณ์คืนก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้บิลลี่รู้สึกหดหู่ใจ เพราะเขาไม่เคยพบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เด็กใหม่ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ ‘ผูกคอตาย’ ภายในห้องขัง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ ไม่มีใครสนใจ หรือตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย

กลุ่มผู้คุมและนักโทษมองเรื่องดังกล่าวว่าเป็น ‘ความปกติ’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความรุนแรง อิทธิพล และการเสียชีวิตภายในคุกแห่งนี้มีมากจนมิอาจนับ หรือจัดการได้ทั้งหมด ผู้คุมเลือกที่จะปล่อยผ่านจนความเป็นมนุษย์ในเรือนจำได้เลือนหายไป แต่นอกจากเรื่องความรุนแรงแล้ว บิลลี่ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตภายในเรือนจำแห่งนี้ เพราะเขายังคงเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดอยู่

เมื่อบุหรี่มีค่าเท่ากับเงิน

บิลลี่ได้ทำความรู้จัก และสานสัมพันธ์กับสาวประเภทสองที่มีชื่อว่า ‘เฟม’ โดยบิลลี่ได้ขอบุหรี่จากเธอ เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการภายในคุก เพราะหากผู้ใดมี ‘เงิน’ หรือ ‘บุหรี่’ ก็จะสามารถใช้สิ่งเหล่านี้แลกเปลี่ยนกับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ และนอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนแล้ว การเล่นพนันระหว่างกลุ่มนักโทษยังมีการใช้บุหรี่ เพื่อวางเดิมพัน แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ในสายตาของกลุ่มนักโทษมีค่าเทียบเท่ากับเงิน

ในระหว่างถูกคุมขัง บิลลี่ที่เคยเป็นนักชกมาก่อนได้ไปเห็นการฝึกซ้อมของเหล่านักมวยในเรือนจำ ทำให้เขาเกิดความสนใจและต้องการกลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ บิลลี่พยายามขอร้องครูมวยเพื่อให้รับเขาเข้าทีม แต่เพราะเขาเป็นนักชกต่างชาติซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของครูมวยทำให้ถูกปฏิเสธมาตลอด กระนั้น บิลลี่ก็ยังอยากจะกลับไปสวมนวมอีกครั้งให้ได้

คืนสังเวียน

บิลลี่มีความต้องการที่จะเข้าร่วมกับทีมนักมวยของเรือนจำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างภายในคุกแห่งนี้ ‘มีราคาที่ต้องจ่าย’ เขาได้ไปขอความช่วยเหลือจากเฟมอีกครั้ง โดยการขอบุหรี่จากเธอ หลังจากนั้นจึงใช้บุหรี่ราว 1 คอตตอน หรือ 10 ซองเป็นใบเบิกทางให้ตัวเขาได้เข้าร่วมทีมนักมวย ซึ่งภายหลังบิลลี่ก็ได้รับการยอมรับจากครูมวย (รับบทโดย สมรักษ์ คำสิงห์) จนได้ฝึกซ้อมมวยไทยอย่างที่ตั้งใจ ไม่นานนักบิลลี่ก็พัฒนาฝีมือของตัวเองจนเป็นที่จับตา ทั้งยังถูกส่งชื่อเป็นตัวแทนลงแข่งขันรายการที่เรือนจำเป็นผู้จัด

ภาพตัดมาถึงฉากที่เสียงระฆังยกที่ 4 ดังขึ้น บิลลี่และคู่ชกอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าพร้อมล้มหัวฟาดพื้นทุกขณะ ทั้งคู่ต่างบรรเลงหมัด เข่า และแข้งใส่กันอย่างดุเดือด จนท้ายที่สุดหมัดฮุกของบิลลี่ก็พุ่งเข้าปะทะบริเวณปลายคางของคู่ต่อสู่ นำพาชัยชนะมาไว้ในครอบครองของบิลลี่ได้สำเร็จพร้อมเสียงชื่นชมจากคนดูอย่างกึกก้อง

ผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้พัศดี ‘ปรีชา’ (รับบทโดย วิทยา ปานศรีงาม) ชื่นชมการชกมวยของบิลลี่เป็นอย่างมาก และตั้งใจจะย้ายเขาไปที่ห้องขังทีมนักมวยเป็นกรณีพิเศษนอกจากนี้ พัศดียังกล่าวถึงบิลลี่ว่า เขาเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ผ่านเข้ารอบการแข่งขันระดับทีมชาติ ทำให้พัศดีต้องการส่งบิลลี่ไปเป็นตัวแทนเรือนจำ เพื่อทำการแข่งขันที่จะมีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า

กระนั้นชีวิตในเรือนจำของเขายังไม่จบลง และอุปสรรคครั้งใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง

มรสุมชีวิตครั้งใหญ่

บิลลี่กำลังทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันที่จะมีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเขาอีกครั้ง บิลลี่ต้องเผชิญกับปัญหาความรักที่ทำให้ใจของเขาไร้เรี่ยวแรง เนื่องจากเฟม คนรักของเขาปันใจให้ชายอื่นจนทั้งคู่ต้องยุติความสัมพันธ์ลง สุดท้ายบิลลี่จึงเลือกกลับเข้าสู่เส้นทางอันมืดหม่นอีกครั้ง เขากลับมาใช้สารเสพติดที่กลุ่มหัวหน้านักโทษเป็นผู้จัดหาให้ โดยมีเงื่อนไขว่า หากบิลลี่ไม่นำเงินกลับมาชดใช้ค่ายาเสพติด บิลลี่ต้องชดใช้มันด้วยชีวิต

หลังจากนั้น การฝึกซ้อมยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น แต่ร่างกายของบิลลี่กลับไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คาด เมื่อครั้งที่เขากำลังฝึกซ้อม เขาได้หมดสติไปกะทันหัน ก่อนจะตื่นขึ้นมาในห้องพยาบาล และเผชิญกับความจริงว่า ตัวเขามีบาดแผลภายนอกที่เกิดจากการชกมวยก็จริง แต่บาดแผลภายในอันรุนแรงของเขาเกิดจากการเสพยาและดื่มสุราเกินขนาด

แพทย์แนะนำให้บิลลี่ถอนตัวจากการชก โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า หากเขาได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง เขาอาจเสียเลือดจนถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถึงแม้แพทย์จะเตือนเช่นนั้น บิลลี่กลับไม่มีทีท่าจะยกเลิกความฝันบนสังเวียน เนื่องจากเขายังติดหนี้ค่ายาเสพติดกับกลุ่มหัวหน้านักโทษ หากเขาชกมวยแพ้และไม่มีเงินมาจ่าย เขาอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าจนไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น

จนกระทั่งศึกชี้ชะตาของเขาก็มาถึง

ชี้เป็นชี้ตาย

ศึกแห่งการตัดสินได้มาถึงแล้ว เริ่มต้นยกที่หนึ่ง ทั้งสองฝ่าย หยั่งเชิงกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นจึงประเคนหมัดแลกกันอย่างดุเดือด นับเป็นคู่ชกที่ฝีมือสูสี มองครั้งแรกอาจจะคิดว่านี่เป็นเพียงการชกภายใต้กติกาทั่วไป แต่ครั้งหนึ่งที่บิลลี่ล้มลง อีกฝ่ายกลับเตะซ้ำอย่างไร้ความปรานี ซึ่งแท้จริงแล้วตามกติกามวยไทย หากคู่ต่อสู้ล้มลงจะไม่กระทำการซ้ำเติมเด็ดขาด

ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง คู่ต่อสู้คนดังกล่าวพยายามเล่นนอกเกมในทุกครั้งที่มีโอกาส เมื่อเขาเห็นบิลลี่ล้มลง เขาก็พร้อมจะกระหน่ำลำแข้งเข้าใส่ไม่ยั้ง ทำให้อาการของบิลลี่ไม่สู้ดีนัก

เสียงระฆังยกที่สองดังขึ้น คู่ต่อสู้รัวหมัดใส่บิลลี่หวังจะน็อคเขาให้จงได้ แต่บิลลี่ในอาการร่อแร่กลับพลิกเกมเป็นฝ่ายชนะได้ในท้ายที่สุด เพราะศอกของบิลลี่ซัดเข้าที่ใบหน้าคู่ต่อสู้อย่างจังจนเขาล้มลงและไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีกเลย แต่ถึงแม้ว่าบิลลี่จะเป็นคนได้ชัยชนะมาครอง อาการบาดเจ็บที่แพทย์เคยเตือนกลับกำเริบขึ้นมา ทำให้เขาถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจากอาการเสียเลือดมาก

ระหว่างนั้น บิลลี่ที่กำลังพักฟื้นร่างกาย เขาได้มองเห็นโอกาสในการหลบหนีออกจากโรงพยาบาล แต่เขากลับเปลี่ยนใจกลางคัน เพราะถึงแม้จิตใจของบิลลี่จะโหยหาอิสรภาพมากมายเพียงใด ตัวเขาก็ยังเลือกที่จะกลับไปชดใช้กับความผิดที่เขาเป็นผู้ก่ออยู่ดี

บิลลี่รับโทษ ณ เรือนจำคลองเปรมเป็นระยะเวลา 3 ปี จากนั้นจึงถูกส่งตัวกลับไปยังเรือนจำที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะได้รับการอภัยโทษในปี 2553 ภายหลังได้รับการปล่อยตัว บิลลี่ตัดสินใจอุทิศชีวิตช่วยเหลือผู้ติดสิ่งเสพติด เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านั้นกลับไปใช้สารเสพติดอีก

ทั้งหมดคือเรื่องราวของบิลลี่ มัวร์ ชายผู้หลงผิดจนนำตัวเองเข้าสู่สถานกักกันที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการตีแผ่ความโหดร้ายในคุกของประเทศไทย ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรง อิทธิพล และผลประโยชน์ที่กัดกินความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังให้หายไปทุกขณะ บทเรียนที่บอกเล่าโดย บิลลี่ มัวร์ จึงถือเป็นเครื่องย้ำเตือนให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดรีบกลับใจ จะได้ไม่พบเจอกับนรกบนดินเหมือนที่เขาเคยเจอ

เรื่อง : ยศพงศ์ ศิริวัฒนะโชติ (The People Junior)
ภาพ : Getty Images

อ้างอิง
https://www.bbc.com/news/stories-48885846
A Prayer Before Dawn ออกฉายทาง Netflix


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์