Post on 30/08/2021

บ็อบบี้ บราวน์: ปฏิวัติวงการเครื่องสำอางยุค 80’s ด้วย ‘nude look’ ที่ทำรายได้พันล้านเหรียญฯ ต่อปี

สำหรับใครก็ตามที่เติบโตมาในยุค 70’s-80’s หรืออ่านนิตยสารแฟชั่นจากช่วงเวลานั้น นางแบบที่เราเห็นมักจะแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางที่มีความเข้ม สีจัด ปาดแก้มแดง อายแชโดว์สีม่วง เขียว แดง นี่คือเทรนด์การแต่งหน้าของช่วงเวลานั้นที่เน้นความจัดจ้านเป็นหลัก

บ็อบบี้ บราวน์ (Bobbi Brown) เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Bobbi Brown Cosmetics เติบโตมาในยุคนี้เช่นเดียวกัน เธอรักเครื่องสำอางตั้งแต่เด็ก แต่รู้สึกว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นไม่ใช่แนวทางของเธอสักเท่าไร เธออยากได้เครื่องสำอางที่แต่งแล้วแทบจะเหมือนไม่ได้แต่ง อายแชโดว์และรองพื้นที่เนียนเรียบเข้ากับสีผิว ลิปสติกที่สีเดียวกับริมฝีปากจริง ๆ บลัชออนที่ทำให้ใบหน้าดูสุขภาพดีแต่ไม่เหมือนการแต่งหน้า 

นั่นคือ ‘nude look’ หรือ ‘nude makeup’ ที่เรารู้จักกันตอนนี้ ซึ่งถึงวันนี้อาจจะคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อนที่บ็อบบี้ บราวน์กำลังเริ่มเข้าสู่วงการช่างแต่งหน้ามืออาชีพนั้น นี่คือสิ่งใหม่ เป็นการปฏิวัติวงการเครื่องสำอางที่เพื่อนร่วมอาชีพหลายคนทักท้วงเธอว่า ไม่มีใครแต่งหน้าในแบบนี้ ไม่มีทางขายได้ และไม่มีคนจ้างหรอก แต่เธอยังเดินหน้าทำตามความฝันต่อไป เพราะเชื่อว่าเครื่องสำอางควรทำให้คนที่แต่ง ‘เป็นตัวของตัวเองที่สวยขึ้นและมั่นใจมากขึ้น’ จนวันหนึ่งแบรนด์ Bobbi Brown คือผู้นำแห่งวงการเครื่องสำอาง ถูกเข้าซื้อกิจการโดย Estée Lauder และตอนนี้ทำรายได้หลักพันล้านเหรียญฯ ต่อปี

จุดเปลี่ยนของความเชื่อ

แม่ของบ็อบบี้ บราวน์ เป็นผู้หญิงสาวยุค 60’s ที่แต่งตัวเก่ง ทันสมัย เซ็กซี่ เอวบาง ทุกครั้งที่แม่ไปกินข้าวกับพ่อ เธอจะยืนดูแม่แต่งหน้าที่โต๊ะเครื่องแป้งเสมอ ใส่ขนตาปลอม เขียนตา ปัดแป้ง ฯลฯ โดยในใจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีวันที่จะสวยหรูแบบแม่ได้แน่นอน เพราะคติในตอนนั้น ดาราที่โด่งดังส่วนใหญ่จะเป็นสาวผมบลอนด์ทอง ตัวสูง เหมือนอย่างตุ๊กตาบาร์บี้ ซึ่งเธอไม่ใช่แบบนั้นเลย

บ็อบบี้ บราวน์ เกิดในปี 1957 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ด้วยความสูงประมาณ 5 ฟุต คิ้วหนา ผมสีดำ ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจและกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเองเสมอ

แต่มีเหตุการณ์หนึ่งช่วงวัยรุ่นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอคือตอนที่เห็น ‘Ali MacGraw’ จากภาพยนต์เรื่อง Love Story (1970) เธอเป็นดาราที่มีผมดำ แสกกลาง และแทบจะไม่มีเครื่องสำอางบนใบหน้าเลย ตอนนั้นเองเป็นครั้งแรกที่ บ็อบบี้ บราวน์ คิดกับตัวเองว่า 

“ฉันก็สวยได้เช่นกัน”

และนั่นคือจังหวะที่ทำให้เธอเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เริ่มเรียนรู้ที่จะเข้าใจความสวย และที่สำคัญคือ เธอเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นใคร

จินตนาการถึงวันเกิดแล้วไปเรียนเรื่องเครื่องสำอาง

บ็อบบี้ บราวน์ กับเพื่อนอีกหลายคนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแอริโซนาหลังจากที่เรียนจบไฮสคูล แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เธอเบื่อกับการมานั่งในห้องเลคเชอร์ที่มีนักเรียนหลายร้อยชีวิตเพื่อจะฟังอาจารย์สอน 

ระหว่างปิดภาคเรียนเธอกลับมาบ้านแล้วบอกแม่ว่าอยากจะดร็อปเรียน ตอนนั้นแม่ไม่เห็นด้วย แต่เธอก็ยังยืนยันว่ามหาวิทยาลัยมันน่าเบื่อมาก ๆ รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองเลย แม่เลยถามเธอว่า “งั้นเอาแบบนี้ ให้ลองจินตนาการว่าวันนี้เป็นวันเกิด และอยากทำอะไรก็ได้ ลูกอยากทำอะไร?” 

สิ่งที่เข้ามาในหัว บ็อบบี้ บราวน์ อย่างแรกคือ “หนูอยากไปที่ห้าง Marshall Field และเล่นกับเครื่องสำอาง” แม่ก็พูดต่อว่า “แล้วทำไมไม่เรียนเกี่ยวกับเครื่องสำอางล่ะ?” เธอตอบกลับไปว่า “แต่หนูไม่อยากเรียนเป็นช่างแต่งหน้าเฉย ๆ” แม่บอกว่า “ไม่ใช่สิ มันต้องมีมหาวิทยาลัยสักแห่งที่มีสาขาวิชาที่เรียนเกี่ยวกับเครื่องสำอาง”

ตอนนั้นเองที่เธอได้รู้จักกับมหาวิทยาลัยชื่อ Emerson College ในเมืองบอสตัน ที่นี่ไม่ได้มีสาขาวิชาเกี่ยวกับเครื่องสำอางโดยตรง แต่พวกเขามีโปรแกรมที่ชื่อว่า ‘Individually-Designed Interdisciplinary Program (IDIP)’ ที่ให้นักเรียนสามารถรวมคลาสเรียนต่าง ๆ ตามความสนใจโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแลและสร้างสาขาวิชาที่ตัวเองสนใจอยากเรียนขึ้นมาได้

“ตอนที่รู้จัก Emerson นั้นคือตอนที่ได้รู้จักตัวเอง” เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนที่มีความคิดสร้างสรรค์ อยากทำอะไรนอกกรอบ เต็มไปด้วยไฟแห่งการทำงาน อยากทำธุรกิจ ทุกคนช่วยเหลือกัน 

เธอได้เรียนรู้จากตรงนั้นเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องของ ‘theatrical makeup’ หรือเครื่องสำอางในภาพยนตร์หรือละคร เพราะการแต่งหน้าให้ตัวละครต่าง ๆ ในแต่ละช่วงของเนื้อเรื่องก็จะต่างกัน บางช่วง ตัวละครต้องดูเหนื่อย บางช่วงต้องสดชื่น คนนี้ต้องดูแก่ลง หนุ่มขึ้น เธอต้องอ่านเนื้อเรื่อง คุยกับผู้กำกับ เจาะลงไปในรายละเอียดอยู่ตลอด และมันเป็นความท้าทายที่เธอหลงใหล

สู่โลกของ Freelance Makeup Artist ที่นิวยอร์ก

ประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่จะเรียนจบที่ Emerson บ็อบบี้ บราวน์ได้อ่านนิตยสารแฟชั่น Mademoiselle เจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับช่างแต่งหน้าฟรีแลนซ์ชื่อ Bonnie Maller

ตอนนั้นเธอไม่เคยได้ยินคำว่า ‘ฟรีแลนซ์’ มาก่อนด้วยซ้ำ เธอตัดสินใจเขียนจดหมายไปหา Bonnie Maller เพราะงานที่เธอทำในสายแฟชั่นกับแบรนด์ต่าง ๆ ดูน่าสนใจ เลยอยากขอไปทำงานเป็นผู้ช่วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีการตอบกลับมา แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ หยิบสมุดหน้าเหลืองขึ้นมาหาเบอร์ โทรฯ ไปหาเจอเครื่องตอบรับอัตโนมัติ ได้เบอร์ของเอเยนต์มา สุดท้ายเอเยนต์ก็บอกว่า “มาคุยกันสิ”

หลังจากเรียนจบ เธอก็ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก ได้งานเป็นฟรีแลนซ์จากเอเยนต์คนนี้ในฐานะผู้ช่วยนิด ๆ หน่อย ๆ ซึ่งเงินที่ได้มาไม่เพียงพอต่อค่าเช่าห้องพักรายเดือนด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้น ด้วยความที่เธอยังไร้เดียงสา ในหัวเลยไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ แน่นอนเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทำให้เธอกังวลอยู่บ้าง แต่เธอก็พยายามหางานให้ตัวเองทำให้มากขึ้น และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ

ส่งที่ทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จัก มาจากงานที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากสิ่งที่มีตามท้องตลาด การแต่งหน้าให้ดูมีสุขภาพดี สวยแบบธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาดจัดจ้าน เรียบ ๆ แต่สวยงาม (แม้ตอนแรก ๆ หลายคนจะบอกเธอว่าสิ่งที่ทำมันไม่เวิร์กหรอก) เธอต้องอาศัยการผสมขึ้นมาเองจากเครื่องสำอางที่มีในตลาดเพื่อให้ได้สีและโทนแบบที่ตัวเองต้องการ และคนก็เริ่มเห็นว่ามันสวยจริง ๆ ทำให้เธอเริ่มได้รับงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

งานที่เริ่มมั่นคงมากขึ้น เธอย้ายออกไปอยู่นอกเมืองเพื่อสร้างครอบครัว

“ฉันตัดสินใจแบบนั้น อยากมีชีวิตแบบนั้น อยากใช้เวลากับสามีและลูกอย่างเต็มที่”

นักเคมีและจุดเริ่มต้นของ Bobbi Brown Cosmetics

ระหว่างที่กำลังถ่ายแฟชั่นให้กับนิตยสาร เธอเลยต้องไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่ดูเก๋ในย่านเมืองหลวงเพื่อหาข้อมูล หนึ่งในนั้นคือร้าน Kiehl’s Pharmacy (ตอนนั้น Kiehl’s ยังเป็นร้านเล็ก ๆ ในเมืองที่ไม่ได้โด่งดังระดับโลกเหมือนอย่างตอนนี้) ที่แห่งนั้น เธอไปรู้จักกับนักเคมีคนหนึ่งชื่อสตีเวน 

เธอเล่าเรื่องหนึ่งให้สตีเวนฟังคือเรื่องลิปสติกในท้องตลาด พร้อมวิจารณ์ว่า มันห่วยขนาดไหน เขาเลยบอกว่าเขามีลิปสติกตัวหนึ่งที่ทำขึ้นมาเอง อยากให้ลองดู 

บ็อบบี้ บราวน์รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ลิปสติกเนื้อชุ่มแต่ไม่เหนอะหนะ ทำให้เธออยากทำลิปสติกของตัวเองบ้าง สตีเวนเลยเสนอว่า เดี๋ยวเขาลองทำลิปสติกแบบที่เธอต้องการให้ดู โดยเป้าหมายของลิปสติกตัวนี้คืออยากให้มันชุ่มแต่ไม่มัน ไม่มีกลิ่น อยากได้แบบที่มีสีเหมือนกับริมฝีปากจริง ๆ

ไม่นานลิปสติก ‘Brown’ ก็ถือกำเนิดขึ้น (ชื่อนี้มาจากโทนสี ไม่ใช่จากชื่อของเธอ) และทั้งคู่ก็ตกลงกันว่าจะขายแท่งละ 15 เหรียญฯ แบ่งกันคนละครึ่ง ระหว่างนั้นเธอคอยศึกษาสีริมฝีปากของคนอื่น ๆ พร้อมหยิบดินสอเขียนขอบตาและบลัชออนออกมาสร้างสีลิปสติกประมาณ 10 สี และส่งไปให้สตีเวนเพื่อทำลิปสติกออกมาขายโดยมีคอนเซปต์ง่าย ๆ ว่า ‘ใครใช้ก็สวย’ โดยเป้าหมายคือขายให้เหล่านางแบบและช่างแต่งหน้ามืออาชีพต่าง ๆ

วันหนึ่ง ระหว่างที่กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนที่เป็นบรรณาธิการอยู่ที่นิตยสาร Glamour ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันปกติ จนเรื่องลิปสติกถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็น เธอหยิบขึ้นมาให้เพื่อนดู เล่าถึงที่มาที่ไปและมันก็ถูกนำไปเขียนลงในนิตยสาร หลังจากนั้นไม่นาน ออร์เดอร์ก็เริ่มมามากขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์ Bobbi Brown ถูกติดไว้บนลิปสติกตั้งแต่ตอนนั้น (เพราะเธอบอกว่าไม่รู้จะเรียกมันว่ายังไงดี) 

แม้ว่าช่วงเริ่มต้นจะยังไม่ได้ทำให้เธอร่ำรวย แต่ก็เห็นช่องทางว่ามันสามารถเติบโตได้และสร้างรายได้ไม่น้อยในอนาคต เธอเริ่มมองหาพาร์ตเนอร์อย่างจริงจัง

เธอได้พบกับหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อเครื่องสำอางของห้างหรูอย่าง Bergdorf Goodman ที่งานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง บ็อบบี้ บราวน์เล่าถึงลิปสติกของตัวเอง และอีกฝั่งสนใจ บอกว่าให้ลองส่งตัวอย่างมาให้ดูเผื่อจะเอามาวางขายได้ ไม่กี่วันต่อมา โทรศัพท์ก็ดัง ปลายสายบอกว่า “มันน่าสนใจมาก เราอยากเอามาวางขายที่ห้างของเรา”

และนั่นคือจุดที่ทำให้ลิปสติกของ Bobbi Brown เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น พวกเขาตั้งเป้าว่าจะขาย 100 แท่งภายในเดือนแรก แต่ปรากฏว่า 100 แท่งนั้นใช้เวลาแค่วันเดียวเพียงเท่านั้น ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาอีกว่าตอนนี้สตีเวนไม่สามารถทำให้ได้ในปริมาณมากขนาดนั้น เพราะเขาทำเองที่บ้าน ไม่มีโรงงานผลิต สุดท้ายทั้งคู่เลยต้องแยกทางกันไป 

แต่บ็อบบี้ บราวน์ ไปต่อ เธอพยายามติดต่อโรงงานเครื่องสำอางหลายแห่ง และเหมือนโชคจะเข้าข้าง เธอไปพบคนที่ทำงานโรงงานเครื่องสำอางระหว่างขึ้นลิฟต์ของอะพาร์ตเมนต์ที่ตัวเองอยู่พอดี พอแลกเปลี่ยนนามบัตรกันเสร็จ เธอก็พบโรงงานผลิตเครื่องสำอางให้กับเธอในที่สุด

Buy Out การเข้าซื้อของ Estée Lauder

ปี 1995 หรือประมาณ 4 ปีหลังจากลิปสติกแท่งแรกของเธอออกมาให้โลกรู้จัก เครื่องสำอาง Bobbi Brown เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์การแต่งหน้าแบบ ‘Bobbi Face’ กลายเป็นกระแสนิยมมากขึ้น มีแบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์อย่าง Shiseido หรือ Laura Mercier มาขอซื้อ แต่เธอก็ปฏิเสธไปเพราะความคิดเห็นต่าง ๆ และแนวทางในการทำธุรกิจไม่ตรงกัน จนกระทั่ง ลีโอนาร์ด ลอเดอร์ (Leonard Lauder) ทายาทบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์ใหญ่อย่าง Estée Lauder ขอนัดกินข้าวเย็นพูดคุยเรื่องนี้ แล้วเธอพอใจในข้อเสนอ เลยตอบตกลง

เย็นวันนั้นระหว่างกินข้าว ลีโอนาร์ดบอกว่า “เราอยากจะซื้อบริษัทของคุณ เพราะคุณเอาชนะเราได้ในทุกห้างเลย และสิ่งที่คุณทำมันมหัศจรรย์มาก คุณทำให้ผมนึกถึงคุณแม่ตอนที่เธอเริ่มทำธุรกิจ” 

เขาอยากให้เธอทำในสิ่งที่ทำมาตลอดโดยไม่มีการเปลี่ยนอะไร สิ่งที่เธอจะได้คือไม่ต้องมาห่วงเรื่องเงินหรือการบริหารบริษัท แต่เป็นการสร้างสรรค์เครื่องสำอางและทำในสิ่งที่เธอรักต่อไป

เธอตกลงขาย แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขออกมาชัดเจน แต่รายงานบอกว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญฯ เธอเล่าว่า

“มองย้อนกลับไปมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีทางรู้หรอกว่าวันหนึ่งหรืออนาคตมันจะขายได้เป็นพันล้านหรือเปล่า แต่สิ่งที่ฉันต้องการมาโดยตลอดคือชีวิตที่เติมเต็ม ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัว ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่ตัวเองตื่นเต้น ไม่ใช่อยากเป็นเศรษฐีพันล้าน มีเงินแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เศรษฐีเงิน (ร้อย) ล้านก็พอแล้ว”

บ็อบบี้ บราวน์ทำงานอยู่ที่นั่นต่ออีก 22 ปี ในช่วงแรก ๆ นั้นทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แต่ช่วง 5 ปีสุดท้าย เธอรู้สึกว่าบริษัทได้เติบโตมากเกินไป คนที่เข้ามาทำงานเมื่อก่อน เธอต้องเป็นคนสัมภาษณ์เองทุกคน ภายหลังมาเธอไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเป็นใคร จนทำให้เธอรู้สึกว่าแบรนด์ Bobbi Brown ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป ทั้งเส้นทางที่บริษัทเลือกทำก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ 

สุดท้ายแม้เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เธอก็ลาออกจาก Bobbi Brown แบรนด์ที่เธอสร้างมันมากับมือ เธอบอกว่าช่วงสุดท้ายของการทำงาน ทุกวันหลังจากกลับบ้านก็แทบจะไม่มีแรงทำอะไรต่อ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคงถึงเวลาที่เธอต้องออกมาทำอะไรที่เป็นของตัวเองอีกครั้งแล้ว 

บ็อบบี้ บราวน์ ยังคงอยู่ในแวดวงเครื่องสำอางต่อไป เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เธอรัก ไม่นานมานี้เธอเพิ่งออกแบรนด์ใหม่ชื่อ Jones Road เธอทำสิ่งนี้ตามแนวคิดที่เธอย้ำเสมอว่าสิ่งที่เธออยากทำคือ การสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ในแบบของเธอเอง ตัวตนของเธอมาตั้งแต่เริ่มแรก นั่นคือ ทำให้ทุกคนสวยขึ้นและมั่นใจขึ้นในแบบของแต่ละคน 

แม้ว่าตอนนี้จะผ่านมาหลายปีแล้ว จากเด็กสาวที่บอกแม่ว่าอยากไปเล่นเครื่องสำอางที่ห้าง ผ่านการเป็นช่างแต่งหน้าฟรีแลนซ์ ก่อตั้งบริษัทเครื่องสำอาง บริหารองค์กรใหญ่ระดับโลก จนวันหนึ่งต้องแยกทางและกลับมาเริ่มใหม่ ความฝันของเด็กสาวคนนั้นยังไม่หายไปไหน และไฟของความมุ่งมั่นและไร้เดียงสายังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน 

และนั่นคือตัวตนของ บ็อบบี้ บราวน์

อ้างอิง:

https://www.npr.org/2021/07/16/1016898855/bobbi-brown-cosmetics-bobbi-brown-2018

https://www.elcompanies.com/en/our-brands/bobbi-brown

https://www.bobbibrown.co.th/bobbis-history

https://jonesroadbeauty.com/

http://new.darrylepollack.com/2010/10/love-story-with-ali-macgraw/

https://www.theguardian.com/fashion/fashion-blog/2011/sep/28/a-brief-history-of-bobbi-brown

เรื่อง: โสภณ ศุภมั่งมี

ภาพ: Cindy Ord/Getty Images for Macy’s


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

เดอะ ไวน์ เมอร์ชานส์ จำกัด เปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ

เคนทาโร่ โยชิฟูจิ: ผู้อยู่เบื้องหลัง DAWN Avatar Robot Café ร้านที่ใช้หุ่นยนต์เป็นพนักงาน เพื่อให้คนพิการทำงานจากที่บ้านได้

“อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์” หยิบ ”อ้อย” สร้างมูลค่าเพิ่ม สานต่อสู่ “พลังงานทดแทน” เพื่อสังคม

โทนี เช: Zappos วัฒนธรรมองค์กรที่น่ารักของบริษัทที่น่าทำงานด้วยที่สุดในโลก

ฟิล ไนต์: เคยเป็นนักวิ่ง เคยขายสารานุกรม ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่เลยมาเป็นเจ้าของ Nike

Nokia จากผู้ค้าไม้ นายหน้าสงครามเย็น สู่มือถือเบอร์ 1

คิม ดอตคอม ผู้ต้องหาคดีใหญ่ ผู้บุกเบิกเว็บไซต์แห่งการแบ่งปัน 

‘ทาดาชิ ยาไน’ กับคอนเซปต์ LifeWear ของ UNIQLO ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบ work from home