Post on 03/06/2021

The People Talk: ‘หากท่านต้องการรับใช้ยุคสมัยใด จงทรยศมันซะ’ สุนทรพจน์ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ของโบโน ร็อกสตาร์วง U2

*‘To Betray the Age’ สุนทรพจน์ของโบโน นักร้องนำวง U2 ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐเพนซิลเวเนีย (UPenn) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2004

“สำหรับผมแล้ว การทรยศยุคสมัยหมายถึงการเปิดโปงความเย่อหยิ่ง ข้อบกพร่อง และความเชื่อมั่นทางศีลธรรมปลอม ๆ ของมันออกมา มันหมายถึงการบอกความลับของยุคสมัย และเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายกว่าที่เห็น” พอล เดวิด ฮิวสัน หรือโบโน นักร้องนำวง U2 กล่าวกับนักศึกษาจบใหม่หลายพันคน

โบโน เป็นทั้งนักร้องและนักบุญ เขาคือศิลปินชาวไอริช และนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม เขาอุทิศตนเพื่องานการกุศลมากมายจนเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ เมื่อปี 2005

สุนทรพจน์นี้เขายกคำพูดของกวีชาวไอริชท่านหนึ่ง ซึ่งพูดเกี่ยวกับการทรยศต่อยุคสมัยเพื่อสร้างสังคมให้ดียิ่งขึ้น เป็นการทรยศเพื่อก่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า

“ทุกยุคสมัยมีจุดบอดทางศีลธรรมขนาดมหึมาของตนเอง เราอาจมองไม่เห็น แต่ลูกหลานของเราจะเห็น ระบบข้าทาสคือหนึ่งในนั้น และผู้คนที่รับใช้ยุคสมัยนั้นได้ดีที่สุดคือคนที่เรียกมันอย่างที่เป็น ซึ่งก็คือความไร้ศีลธรรม และไม่มีมนุษยธรรม” โบโนกล่าว

เขาแนะให้คนรุ่นใหม่ออกไปต่อสู้กับความอยุติธรรมต่าง ๆ โดยคนแต่ละรุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกันไป แต่ภารกิจนั้นล้วนมุ่งหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดี และเป็นภาระที่ต้องทำให้จบในรุ่นของตนเอง 

นี่คือสุนทรพจน์เต็มความยาว 25 นาทีของร็อกสตาร์ที่ชื่อว่า…โบโน

 

ขอบคุณครับ ผมชื่อโบโน และผมคือร็อกสตาร์ 

จงอย่าทำให้ผมตื่นเต้นเกินไป เพราะถ้าผมตื่นเต้นขึ้นมา ผมจะใช้คำที่เป็นอักษร 4 ตัว ผมแค่อยากบอกบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายว่า ลูกของท่านปลอดภัยดี ประเทศของท่านก็ปลอดภัย เพราะ FCC (คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร) เคยให้บทเรียนกับผม และคำที่เป็นอักษร 4 ตัวที่ผมจะใช้ในวันนี้ก็คือ P-E-N-N (ชื่อย่อของมหาวิทยาลัย) มาคิดอีกที ‘โบโน’ ก็เป็นคำ 4 ตัวอักษรเหมือนกัน 

เรื่องราวทั้งหมดของความไม่เหมาะสมคือ ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรที่ไม่เข้ากันอย่างแรงมากไปกว่าการได้เห็นร็อกสตาร์สวมชุดครุยทางวิชาการ มันคล้ายตอนมีคนเอาหมวกและเสื้อสเวตเตอร์ลายสกอตตัวเล็ก ๆ ไปใส่ให้เจ้าสุนัขพันธุ์คิง ชาร์ลส์ สแปเนียล มันไม่เป็นธรรมชาติ และไม่ได้ทำให้สุนัขดูฉลาดขึ้น

มันเป็นเรื่องจริงที่เราเคยมาที่นี่มาก่อนกับวง U2 และผมอยากขอบคุณพวกเขาที่ทำให้ผมมีชีวิตอันยอดเยี่ยม รวมถึงพวกคุณด้วย 

ผมมีวงร็อกแอนด์โรลที่ยอดเยี่ยม ซึ่งปกติแล้วจะยืนอยู่ข้างหลังตอนผมกำลังพูดกับคนหลายพันคนในสนามฟุตบอล และพวกเขาเคยอยู่ตรงนี้กับผม คิดว่าน่าจะเมื่อ 7 ปีก่อน

อันที่จริงแล้วหลังจากนั้นผมก็เจอกับปัญหาเรื่องเครื่องแต่งกายอื่น ๆ บางอย่าง ตอนนั้นผมสวมสูทลายลูกบอลดิสโก และผมก็โผล่ขึ้นมาจากเจ้าลูกมะนาวหมุนได้สูง 40 ฟุต มันเหมือนการตัดกันระหว่างยานอวกาศ ดิสโก และผลไม้พลาสติก

ผมเดาว่าจุดนั้นแหละที่บอร์ดบริหารของท่านตัดสินใจมอบเกียรติยศขั้นสูงสุดให้ผม ด็อกเตอร์ทางกฎหมาย ว้าว! ผมรู้ว่ามันเป็นเกียรติยศ และมันคือเกียรติยศจริง ๆ แต่ท่านแน่ใจแล้วเหรอ? ดอกเตอร์ทางกฎหมาย 

ทุกเรื่องที่ผมนึกออกเกี่ยวกับสิ่งนี้คือกฎหมายที่ผมเคยละเมิด ทั้งกฎธรรมชาติ กฎฟิสิกส์ กฎหมายเครือจักรภพ ของเพนซิลเวเนีย และในค่ำคืนอันน่าจดจำปลายยุค 70s ผมคิดว่ามันคือกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน มันคือความป่วยไข้

ไม่ได้พูดเล่นนะ มันคือเรื่องจริง ประวัติย่อของผมอ่านแล้วเหมือนประวัติอาชญากร ผมไม่มีอะไรจะปิดบัง ผมเคยทำผิดกฎหมายมาหลายเรื่อง และบางเรื่องที่ไม่ได้ทำ แน่นอน, ผมเคยคิดจะทำ ผมมีบาปทั้งในแง่ความคิด คำพูด และการกระทำ 

พระเจ้าให้อภัยผมด้วย อันที่จริงพระเจ้าให้อภัยผมแล้ว แต่ทำไมต้องเป็นพวกท่านด้วยหรือ? ผมมาที่นี่เพื่อรับปริญญาเอก เพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ได้เป็นที่เอ็นดูจากพลังอำนาจที่มีอยู่ ผมหวังว่ามันจะเป็นการส่งสารอันทรงพลังไปยังพวกท่านนักศึกษาทั้งหลายว่า ‘อาชญากรรม’ ก่อให้เกิดผลดี

ผมขอรับเกียรตินี้ไว้อย่างถ่อมตัว ผมจดจำคำของจอห์น มอร์ติเมอร์ นักเขียนบทละครชาวอังกฤษไว้ในใจเสมอว่า ‘กฎหมายไม่ต้องการความอัจฉริยะ ไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากสามัญสำนึกและเล็บมือที่ค่อนข้างสะอาด’ โชคดีที่ผมมี 1 ใน 2 ข้อนั้น

แต่ไม่เลย ผมไม่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมหลับในสถานที่แปลก ๆ บางที่ แต่ห้องสมุดไม่ใช่หนึ่งในนั้นแน่นอน ผมเรียนร็อกแอนด์โรล และโตมาที่กรุงดับลินในยุค 70s ดนตรีคือนาฬิกาปลุกของผม มันปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาสู่โลกใบนี้

ผมอายุ 17 ปีตอนได้เห็นวง The Clash ครั้งแรก เสียงของมันช่างคล้ายกับการปฏิวัติ วง The Clash เป็นเหมือน ‘นี่คือการประกาศรณรงค์เพื่อสังคมด้วยกีตาร์’ ผมเป็นเด็กที่อยู่ในฝูงชนซึ่งรับมันมาแบบไร้ข้อกังขาใด ๆ 

หลังจากนั้นจึงได้เรียนรู้ว่า ขบถจำนวนมากเข้าไปอยู่ในนั้นเพราะเสื้อที-เชิ้ต พวกเขาสวมรองเท้าบูต แต่ไม่เคยสวนสนาม พวกเขาเอาขวดตีหัวตัวเอง แต่ไม่เคยไปร่วมกิจกรรมบางอย่างที่เจ็บปวดกว่าอย่างการประชุมในชุมชนท้องถิ่น อันที่จริงผมก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นแบบนั้นจนกระทั่งไม่นานมานี้

ผมไม่คาดคิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นช้ามาก ช้าจนน่าเจ็บปวดใจ ผมไม่เคยตระหนักเลยว่า อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับความก้าวหน้าทางสังคมและการเมืองไม่ใช่องค์กรลับฟรีเมสันส์ หรือระบบอำนาจเดิม หรือส้นรองเท้าบูตของอะไรก็แล้วแต่ที่ท่านมองว่าเป็น ‘บุรุษ’ คนต่อไป มันคือบางสิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก

เหมือนที่ท่านอธิการบดีเพิ่งเอ่ยถึง เป็นการผสมผสานกันระหว่างความเมินเฉยของตนเอง กับวงกตของ (ฟรานซ์) คัฟคาของคำว่า ‘ไม่’ ที่ท่านเผชิญ ขณะผู้คนหายตัวไปในระเบียงแห่งระบบราชการ

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย นั่นคือการศึกษาที่ผมได้รับมา ผมจบออกมาด้วยสัมผัสอันชัดเจนเรื่องความแตกต่างที่ดนตรีสามารถทำให้เกิดขึ้นในชีวิตของตัวผมเอง และในชีวิตของผู้อื่นด้วยหากผมทำได้ถูกต้อง

หากท่านคือนักร้องในวงร็อก นั่นหมายความว่าจงหลีกเลี่ยงหลุมพรางที่ชัดเจน อย่างการทำผมทรงรากไทร หากใครตรงนี้ไม่รู้ว่าทรงรากไทรเป็นอย่างไร แสดงว่าท่านยังไม่สำเร็จการศึกษาอย่างแน่นอน ผมจะขอทวงเงินคืนให้ท่าน

สำหรับนักร้องนำอย่างผมแล้ว ขอบอกเลยว่า ทรงรากไทรอันนี้ถกเถียงกันได้ว่ามันอันตรายยิ่งกว่าปัญหายาเสพติดซะอีก ใช่แล้วครับ ผมก็เคยตัดทรงนี้ในยุค 80s

นี่คือประเด็นที่เหล่าคณาจารย์ตอนนี้เริ่มยิ้มกันอย่างไม่ค่อยมีความสุขนัก และบางทีอาจกำลังคิดว่า เขาควรให้ปริญญาตรีกิตติมศักดิ์กับผมมากกว่า แทนที่จะเป็นปริญญาเอก ‘เขาควรได้แค่ปริญญาตรี เพราะเขากำลังพูดเรื่องทรงรากไทรและอะไรก็ไม่รู้’

หากท่านไม่รังเกียจที่ผมพูดแบบนั้น นี่คือการจบการศึกษาจากไอวีลีกที่แปลกประหลาด 4 ปีที่อยู่ในห้องโถงประวัติศาสตร์เหล่านี้ ครุ่นคิดแต่ความคิดใหญ่ ๆ และตอนนี้ท่านกำลังนั่งอยู่ในสนามกีฬาที่น่าจะเหมาะกับการแข่งฟุตบอลมากกว่าการมาฟังร็อกสตาร์ชาวไอริชกล่าวสุนทรพจน์ที่จนถึงขณะนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง ท่านกำลังมาทำอะไรกันที่นี่?

อันที่จริงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมอ่านหนังสือพิมพ์เจอบางอย่างเกี่ยวกับเจ้ากบเคอร์มิท ซึ่งได้ไปพูดในพิธีรับปริญญาที่ไหนสักแห่ง นักศึกษาคนหนึ่งบ่นว่า ‘ผมเรียนมาหนักหนาสาหัสเป็นเวลา 4 ปี เพื่อที่จะมาฟังเจ้าถุงเท้าพูดได้อย่างนี้เหรอ?’ 

ท่านทำงานหนักมามากมายเพื่อสิ่งนี้ ตลอด 4 ปี ท่านซื้อหา ทำการค้า และขาย ทุกสิ่งที่ท่านได้ในตลาดทางความคิดแห่งนี้ มันคือการรีบเร่งทางปัญญา กระเป๋าของท่านตุงถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะกระเป๋าแฟบก็ตาม และตอนนี้ท่านต้องคิดแล้วว่าจะใช้สิ่งที่ได้มาไปกับอะไร

อัตราที่จะไปใช้แลกเปลี่ยนไม่ใช่ถูก ๆ ไอเดียใหญ่นั้นราคาแพง มหาวิทยาลัยก็มีส่วนแบ่งของไอเดียใหญ่ ๆ เบนจามิน แฟรงคลิน ก็มีส่วนเล็กน้อย เช่นเดียวกับท่านผู้พิพากษาเบรนเนน และในมุมมองของผม จูดิธ โรดิน ก็เช่นกัน เธอช่างเป็นเด็กสาวที่งดงามยิ่งนัก พวกเขาทุกคนรู้ว่า หากท่านต้องการเก่งเรื่องการใช้คำ หากต้องการเก่งในแบบที่ฝันและการศึกษาที่ได้มา มันมีราคาที่ท่านต้องจ่ายไป

คำถามที่ผมสมควรจะถามก็คือ ไอเดียใหญ่ที่ว่าคืออะไร? ไอเดียใหญ่ของท่านคืออะไร? อะไรคือสิ่งที่ท่านตั้งใจจะจ่ายด้วยต้นทุนทางศีลธรรม ทุนด้านสติปัญญา เงินสด และหุ้นจากการลงแรง ในการวิ่งไล่ล่าให้ได้มานอกรั้วมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย?

กวีชาวไอริชผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงท่านหนึ่งชื่อว่า เบรนแดน เคนเนลลี เขามีบทกวีอันสูงส่งบทนี้ที่เรียกว่า ‘หนังสือของจูดาส’ (Book of Judas) มันมีประโยคท่อนหนึ่งในบทกวีนั้นที่ผมไม่เคยลืม มันพูดว่า ‘หากท่านต้องการรับใช้ยุคสมัยใด จงทรยศมันซะ’

แล้วอะไรล่ะที่หมายถึงการทรยศต่อยุคสมัย?

สำหรับผมแล้ว การทรยศยุคสมัยหมายถึงการเปิดโปงความเย่อหยิ่ง ข้อบกพร่อง และความเชื่อมั่นทางศีลธรรมปลอม ๆ ของมันออกมา มันหมายถึงการบอกความลับของยุคสมัย และเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายกว่าที่เห็น

ทุกยุคสมัยมีจุดบอดทางศีลธรรมขนาดมหึมาของตนเอง เราอาจมองไม่เห็น แต่ลูกหลานของเราจะเห็น ระบบข้าทาสคือหนึ่งในนั้น และผู้คนที่รับใช้ยุคสมัยนั้นได้ดีที่สุดคือคนที่เรียกมันอย่างที่เป็น ซึ่งก็คือความไร้ศีลธรรม และไม่มีมนุษยธรรม 

เบน แฟรงคลิน เรียกมันอย่างที่เป็น ตอนเขาขึ้นเป็นประธานของสมาคมเพื่อการเลิกทาสแห่งเพนซิลเวเนีย

การแบ่งแยกสีผิวคืออีกเรื่อง อเมริกามองเห็นสิ่งนี้ในตอนนี้ แต่มันต้องมีขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่มาทรยศยุคสมัยของพวกเขา และ 50 ปีที่ผ่านมา ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ก็ได้ทรยศยุคสมัยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมปี 1954 ในคดี Brown vs Board of Education ที่นำเอาความเท็จไปใส่ไว้ในแนวคิดที่ว่า การแบ่งแยกจะสามารถทำให้เกิดความเสมอภาคที่แท้จริง ขอบคุณพระเจ้าที่เราไม่ได้ทำอย่างนั้น

ข้ามมาอีก 50 ปีต่อมาอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2004 อะไรคือไอเดียในตอนนี้ที่คุ้มค่ากับการทรยศบ้าง? อะไรคือความเท็จที่เราบอกกับตัวเองในขณะนี้? จุดบอดในยุคของเราคืออะไร? อะไรที่คุ้มค่ากับการใช้ชีวิตหลังเรียนจบไปเพื่อพยายามที่จะทำหรือไม่ทำ? มันอาจเป็นบางสิ่งที่เรียบง่าย

มันอาจเป็นบางสิ่งที่เรียบง่ายอย่างการที่เราลึก ๆ แล้วปฏิเสธที่จะเชื่อว่าชีวิตมนุษย์ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน มันอาจเป็นเรื่องนั้นใช่ไหม? มันอาจเป็นเรื่องนั้นใช่ไหม? แต่ละท่านบางทีอาจจะมีคำตอบของตนเอง แต่สำหรับผมแล้วมันคือสิ่งนั้น และสำหรับผมแล้วพื้นที่พิสูจน์ก็คือทวีปแอฟริกา

แอฟริกาคือภาพล้อสิ่งที่เราพูด หรืออย่างน้อยสิ่งที่ผมพูดเกี่ยวกับความเสมอภาค และตั้งคำถามกับการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาและพันธสัญญาของเรา เพราะไม่มีทางที่จะมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงนั้น รวมถึงผลกระทบต่อเราทุกคน และสรุปว่า จริง ๆ แล้วเรามองคนแอฟริกันเท่าเทียมกับเราเบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้า มันไม่มีทาง

ปี 1985 มีการจัดงานอันน่าทึ่งที่นี่ในเมืองฟิลาเดลเฟีย มันคืองาน Live Aid ที่เกิดปรากฏการณ์ We Are The World ทั้งองคาพยพในคอนเสิร์ตที่นี่ หลังจบคอนเสิร์ต ผมเดินทางไปเอธิโอเปียกับคุณอาลี ภรรยาของผม

เราอยู่ที่นั่น 1 เดือน และมีสิ่งไม่ธรรมดาเกิดขึ้นกับผม เรามักตื่นเช้าตอนที่หมอกกำลังจางหายไป เราได้เห็นผู้คนหลายพันหลายหมื่นคนเดินเท้ามาตลอดทั้งคืนเพื่อมายังสถานีแจกจ่ายอาหารที่เรากำลังทำงานอยู่

ขณะผมยืนอยู่ด้านนอกกำลังพูดคุยกับล่าม ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเด็กผู้ชายที่น่ารัก เขาพูดกับผมเป็นภาษาอามฮารา (ภาษาทางการของเอธิโอเปีย) ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ ผมตอบไปว่าผมไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด ก่อนจะมีพยาบาลที่พูดอังกฤษและอามฮาราได้บอกกับผมว่า เขากำลังพูดว่า คุณจะรับลูกชายของเขาไปเลี้ยงได้หรือไม่

เขากำลังพูดว่า ได้โปรดรับลูกชายผมไปเลี้ยง เขาจะเป็นลูกชายที่ยอดเยี่ยมของคุณ ผมกำลังดูมึน ๆ และเขาก็พูดขึ้นมาว่า ‘คุณต้องรับลูกชายผมไปนะ เพราะถ้าคุณไม่รับไป ลูกชายผมต้องตายแน่ ๆ แต่ถ้าคุณรับไป เขาจะได้ไปอยู่ที่ไอร์แลนด์ และได้รับการศึกษาเล่าเรียน’ 

บางทีอาจคล้ายกับสิ่งที่เรากำลังพูดถึงกันในวันนี้ ผมต้องตอบไปว่าไม่ นั่นคือกฎของที่นั่น และผมก็เดินหนีชายผู้นั้นมา แต่จริง ๆ แล้วผมไม่เคยเดินหนีมันไปได้ ผมคิดถึงเด็กชายคนนั้นและพ่อของเขา และนั่นคือช่วงที่ผมเริ่มต้นการเดินทางสายนี้ ที่นำผมมาอยู่ที่นี่ในสนามกีฬาแห่งนี้

เป็นเพราะช่วงเวลานั้นทำให้ผมกลายเป็นปีศาจที่เลวร้ายที่สุดบนโลกสีเขียวของพระเจ้า เป็นร็อกสตาร์ที่มาพร้อมเป้าประสงค์ โอ้!พระเจ้า นอกเสียจากว่ามันไม่ใช่เป้าประสงค์

ในแต่ละวันมีชาวแอฟริกันเสียชีวิต 7,000 คนจากโรคที่ป้องกันได้อย่างเอดส์อย่างนั้นหรือ? นั่นไม่ใช่เป้าประสงค์ มันคือเรื่องฉุกเฉิน และเมื่อโรคดังกล่าวอยู่เหนือการควบคุม เพราะประชากรส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ด้วยรายได้วันละไม่ถึง 1 ดอลลาร์ นั่นไม่ใช่เป้าประสงค์ มันคือเรื่องฉุกเฉิน 

และเมื่อความคับแค้นใจก่อตัวขึ้นเพราะกติกาการค้าที่ไม่เป็นธรรม และภาระหนี้สินที่ไม่เป็นธรรม นั่นคือหนี้ที่ทำให้ชาวแอฟริกันยังคงยากจนต่อไป นั่นไม่ใช่เป้าประสงค์ มันคือเรื่องฉุกเฉิน

ดังนั้นคอนเสิร์ต We Are The World และ Live Aid ทำให้ผมเริ่มออกตัว มันเป็นสิ่งพิเศษ และงานนั้นมันเกี่ยวกับการกุศลจริง ๆ แต่ต่อมาอีก 20 ปี ผมไม่ได้สนใจงานการกุศลแล้ว ผมสนใจความยุติธรรม มันมีความแตกต่างกัน แอฟริกาต้องการความยุติธรรมพอ ๆ กับเรื่องการกุศล

ความเสมอภาคสำหรับแอฟริกาถือเป็นไอเดียที่ใหญ่โต มันคือไอเดียใหญ่ค่าใช้จ่ายสูง ผมเห็นบัณฑิตจากวอร์ตัน ตอนนี้กำลังใช้คณิตศาสตร์อยู่ด้านหลังโปรแกรมของพวกเขา จำนวนตัวเลขมันน่าตกตะลึงใช่ไหมครับ แต่ไม่ใช่กับพวกท่าน

ขนาดของความทุกข์ยากและขอบเขตของพันธสัญญามักทำให้เรารู้สึกด้านชาจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าความเฉยเมย ความปรารถนาให้โรคเอดส์และความยากจนสุดขีดในแอฟริกาสิ้นสุดลง คล้ายกับการปรารถนาให้แรงโน้มถ่วงไม่ทำให้สิ่งต่าง ๆ นั้นหนักอึ้ง เราสามารถมีความปรารถนาได้ แต่เราสามารถทำอะไรได้บ้างกับเรื่องนี้

มากกว่าที่คิด เราไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหา ทั้งคอร์รัปชัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติคือส่วนหนึ่งของภาพของที่นี่ แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ เราต้องทำ ภาระหนี้สินอย่างที่ผมพูดไป การค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างที่ผมพูดไป การแบ่งปันความรู้และสิทธิบัตรทางปัญญาเพื่อผลิตยาที่ช่วยรักษาชีวิตในยามวิกฤต เราสามารถทำตรงนั้นได้ และเพราะเราทำได้ เราจึงต้องทำ เพราะว่าเราทำได้ เราต้องทำ เอเมน

นี่คือความจริงโดยตรง เป็นสัจธรรมของความดีงาม มันไม่ใช่ทฤษฎี มันคือข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงที่ว่าคนรุ่นนี้ รุ่นพวกท่าน และรุ่นผมสามารถมองเห็นความยากจน เราคือคนรุ่นแรกที่สามารถมองเห็นทั้งความยากจนและโรคร้าย มองข้ามมหาสมุทรไปยังแอฟริกา และพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า 

เราสามารถเป็นรุ่นแรกที่ยุติความยากจนสุดขีดอันงี่เง่านี้ ณ โลกที่เต็มไปด้วยทรัพยากรมากมาย เด็กคนหนึ่งสามารถตายได้เพราะไม่มีอาหารตกถึงท้อง

มันคือข้อเท็จจริง บรรดานักเศรษฐศาสตร์ยืนยันแล้ว มันเป็นข้อเท็จจริงราคาแพง แต่ถูกกว่าแผนการมาร์แชลที่ช่วยปกป้องยุโรปจากลัทธิคอมมิวนิสต์ และฟาสซิสต์ และถูกกว่าสิ่งที่ผมเห็นแย้งคือการต่อสู้กับการเกณฑ์สมาชิกใหม่เข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายคลื่นแล้วคลื่นเล่า นั่นคณะเศรษฐศาสตร์อยู่ตรงนั้น มันยอดเยี่ยมมาก

มันคือข้อเท็จจริง ดังนั้นทำไมเราจึงไม่ชูกำปั้นขึ้นฟ้าและร้องเชียร์มันกันล่ะ? บางทีอาจเป็นเพราะเมื่อเรายอมรับว่าเราสามารถทำบางสิ่งได้ เราเลยจำเป็นต้องทำสิ่งนั้น 

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีความรู้เชิงปฏิบัติการ เรามีเงินสด เรามียาที่ช่วยรักษาชีวิต แต่เรามีความตั้งใจจริงกันหรือไม่?

เมื่อวานนี้ ตรงนี้ในฟิลาเดลเฟีย ที่ระฆังเสรีภาพ ผมพบกับชาวอเมริกันจำนวนมากที่มีความตั้งใจจริง ไม่ว่าจะเป็นคนหัวอนุรักษนิยมเคร่งศาสนาสุดโต่ง ไปจนถึงวัยรุ่นฆราวาสหัวรุนแรง ผมแค่รู้สึกถึงสัมผัสแห่งชัยชนะอันน่าเหลือเชื่อที่บอกว่าสิ่งนี้เป็นไปได้ เรากำลังเรียกมันว่าแคมเปญ The One เพื่อยุติการระบาดของโรคเอดส์และความยากจนสุดขีดในแอฟริกา พวกเขาเชื่อว่าเราทำได้ และผมก็เชื่ออย่างนั้น

ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ผมแค่อยากรู้ ผมคิดว่าสิ่งนี้ชัดเจน แต่ผมไม่ได้ทำในสิ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเลื่อนลอย ผมไม่ใช่ฮิปปี้ ผมไม่มีดอกไม้ปักผม ผมมาจากดนตรีพังค์ร็อก The Clash สวมบูตทหารไม่ใช่รองเท้าเบอร์เคนสต๊อก ผมเชื่อว่าอเมริกาทำสิ่งนี้ได้ ผมเชื่อว่าคนรุ่นนี้ทำสิ่งนี้ได้ อันที่จริงผมอยากฟังเสียงโต้แย้งว่าทำไมเราจึงไม่ควรทำมากกว่

ผมรู้ว่าอุดมคตินิยมไม่ได้เปิดในวิทยุอยู่ตอนนี้ ท่านไม่เห็นมันในทีวี คำเสียดสีประชดประชันถูกเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรอบรู้ การยิ้มเย้ยหยัน มุกตลกเดิม ๆ ผมลองพวกนี้มาหมดแล้ว แต่ขอบอกอย่างนี้ว่า นอกรั้วมหาวิทยาลัยนี้ หรือแม้แต่ข้างใน อุดมคตินิยมถูกโจมตีอย่างหนักด้วยวัตถุนิยม ความหลงตัวเอง และลัทธิแห่งความเฉยเมยอื่น ๆ ทั้งหมด

ลัทธิแบ็กกิซึม แช็กกิซึม แรกกิซึม โนทิสซึม แกรดูเอชันนิซึม คิสมิซึม (ล้อเลียนบทเพลง Give Peace A Chance ของจอห์น เลนนอน) ผมไม่รู้ว่าจอห์น เลนนอน อยู่ที่ไหนเมื่อท่านต้องการเขา

แต่ผมไม่อยากทำให้ท่านต้องยอมรับอุดมคตินิยม ไม่ใช่ต่อหน้าผู้ปกครองหรือน้อง ๆ ของท่าน แล้วอเมริกันนิยมล่ะ? อย่างน้อยท่านจะยอมรับสิ่งนั้นหรือไม่? มันไม่ได้เป็นแฟชันอยู่ทุกหนแห่งในวันนี้ 

อเมริกันนิยมไม่ได้ยิ่งใหญ่มากในยุโรป ที่พูดกันนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ได้น้อยไปกว่าในแคมปัสมหาวิทยาลัยไอวีลีก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับว่าท่านให้คำจำกัดความของอเมริกันนิยมอย่างไร

สำหรับผมแล้ว ผมหลงรักประเทศนี้ที่เรียกว่าอเมริกา ผมคือแฟนตัวยงของอเมริกา ผมคือหนึ่งในแฟนที่น่ารำคาญเหล่านั้น ท่านรู้จักคนพวกนั้นที่อ่านข้อความบนแผ่นซีดี และติดตามท่านไปในห้องน้ำ และถามทุกคำถามอันน่ารำคาญเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมท่านถึงไม่ทำให้ได้ตามสิ่งนั้น

ผมเป็นแฟนประเภทนั้น ผมอ่านคำประกาศอิสรภาพ และก็อ่านรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา มันเหมือนข้อความบรรยายในปกเทปนะเพื่อน เหมือนที่ผมพูดเมื่อวานนี้ ผมได้เดินทางไปยังหออิสรภาพ ผมรักอเมริกา เพราะอเมริกาไม่ได้เป็นแค่ประเทศ มันคือไอเดีย

ท่านรู้จักประเทศของผม ไอร์แลนด์เป็นประเทศอันยิ่งใหญ่ แต่มันไม่ใช่ไอเดีย อเมริกาคือไอเดีย แต่เป็นไอเดียที่นำกระเป๋าสัมภาระมาด้วย คล้ายกับอำนาจที่มาพร้อมความรับผิดชอบ มันเป็นไอเดียที่มาพร้อมความเสมอภาค แต่ความเสมอภาคแม้จะมีเสียงเรียกร้องมากที่สุด แต่มันก็เอื้อมถึงได้ยากที่สุดเช่นกัน

ไอเดียที่ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ผมเป็นแฟนอเมริกา มันเหมือนบอกว่า เฮ้! มองไปที่ดวงจันทร์บนนั้นสิ ขึ้นไปเดินบนนั้นกัน และเก็บชิ้นส่วนของมันกลับมา นั่นคืออเมริกาในแบบที่ผมชื่นชอบ

ปี 1771 มิสเตอร์แฟรงคลิน ผู้ก่อตั้งประเทศของท่าน เคยเดินทางไปไอร์แลนด์และสกอตแลนด์นาน 3 เดือน เพื่อแสวงหาความสัมพันธ์ที่มีกับอังกฤษ เพื่อดูว่านี่สามารถเป็นแบบอย่างให้อเมริกาได้หรือไม่ อเมริกาควรทำตามตัวอย่างและยังคงเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษต่อไปหรือไม่

แฟรงคลินรู้สึกไม่สบายใจอย่างแรงต่อสิ่งที่เขาพบเห็นที่ไอร์แลนด์ เขาเห็นวิธีที่อังกฤษใช้อำนาจควบคุมการค้าของชาวไอริชแบบเบ็ดเสร็จ วิธีที่เจ้าของที่ดินชาวอังกฤษซึ่งไม่ได้อยู่ตรงนั้นหาประโยชน์จากชาวนาผู้เช่าที่ดินทำกินชาวไอริช และวิธีที่ชาวนาเหล่านั้น ตามคำพูดของแฟรงคลิน ‘อาศัยอยู่ในกระต๊อบอันน่าสะอิดสะเอียนที่ทำจากโคลนและฟาง นุ่งผ้าขี้ริ้ว และประทังชีวิตอยู่ได้ด้วยมันฝรั่งเป็นหลัก’ 

มันไม่ใช่ความใฝ่ฝันของชาวอเมริกันอย่างแน่นอน

ดังนั้นแทนที่จะใช้ไอร์แลนด์เป็นแม่แบบของอเมริกา อเมริกากลับกลายเป็นแม่แบบให้ไอร์แลนด์ ในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพวกเราเอง

เมื่อมันฝรั่งไม่มีเหลือ ทั้งชายหญิงและเด็กชาวไอริชหลายล้านคนพากันเก็บกระเป๋าขึ้นเรือ และมาปรากฏตัวกันอยู่ที่นี่ เรายังคงทำสิ่งนั้น แม้เราไม่ได้อดอยากอีกแล้ว มันฝรั่งมีมากมาย ความจริงแล้วหากมีชาวไอริชอยู่ข้างนอก ผมจะแจ้งข่าวด่วนจากกรุงดับลินว่า ภาวะอดอยากขาดแคลนมันฝรั่งได้จบลงแล้ว ท่านสามารถกลับบ้านได้แล้วตอนนี้ แต่ทำไมเรายังคงมาปรากฏตัวที่นี่กันน่ะเหรอ เป็นเพราะว่าเรารักไอเดียของอเมริกาไง

เรารักเสียงของที่แตกและความเร่งรีบ เรารักจิตวิญญาณที่ชูนิ้วด่าท้าทายโชคชะตา จิตวิญญาณที่บอกว่า ไม่มีอุปสรรคใดที่เราไม่สามารถกำจัดมันออกไปได้ และไม่มีปัญหาใดที่แก้ไขไม่ได้ (เสียงเฮลิคอปเตอร์ดังขึ้น) โอ้! พวกอังกฤษมาแล้ว ผมล้อเล่นนะครับ 

ไม่มีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ แล้วปัญหาอะไรล่ะที่เราต้องการใช้พลังงาน และสติปัญญาทั้งหมดนี้เพื่อแก้ไข?

ทุกยุคมีการต่อสู้ที่ให้ความหมาย และชะตากรรมของแอฟริกาคือหนึ่งในการต่อสู้ของเรา มันไม่ใช่แค่เรื่องเดียว แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์มันง่ายมากที่จะทำลิสต์ 5 อันดับแรกของสิ่งที่เราทำ หรือไม่ได้ทำ มันคือพื้นที่พิสูจน์ไอเดียของความเสมอภาค เหมือนที่ผมพูดไว้ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องนี้หรือเรื่องอื่น ผมหวังว่าท่านจะเลือกการต่อสู้และกระโจนเข้าไปในนั้น

จงทำรองเท้าบูตของท่านให้เปื้อน จงสมบุกสมบัน เสริมความแกร่งให้กับความกล้าหาญของท่านด้วยการดื่มครั้งสุดท้ายที่ Smoky Joe’s กรีดร้องอย่างสุดเสียงเป็นครั้งสุดท้ายและออกไปลุย

ร้องเพลงตามท่อนที่ผุดขึ้นมาในหัวของตัวเอง จงจำไว้ว่าท่านไม่ได้ติดค้างคำอธิบายใด ๆ กับใครทั้งนั้น ท่านไม่ได้ติดค้างคำอธิบายกับผู้ปกครอง ไม่ได้ติดค้างคำอธิบายกับอาจารย์

ผมเคยคิดว่าอนาคตคือความแน่นอนตายตัว บางสิ่งที่ท่านได้รับมรดกมาอย่างตึกเก่า ๆ ที่ท่านย้ายเข้าไปอยู่ตอนคนรุ่นก่อนหน้าย้ายออกไป หรือถูกขับไล่ไป

แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น อนาคตไม่ใช่เรื่องตายตัว มันลื่นไหล ท่านสามารถสร้างตึกของตัวเอง หรืออาจเป็นกระท่อม หรือคอนโดฯอะไรก็แล้วแต่ นี่คือช่วงอุปมาของสุนทรพจน์

ประเด็นของผมก็คือโลกนี้เปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ท่านคิด และมันกำลังรอให้ท่านลงค้อนเคาะให้เป็นรูปเป็นร่าง หากผมเป็นนักร้องเพลงโฟล์ค ผมจะเริ่มปล่อยเพลง If I Had a Hammer ตอนนี้ทันที ให้พวกท่านทุกคนร้องและโยกตาม

แต่อย่างที่ผมบอก ผมมาจากดนตรีพังค์ร็อก ผมจึงขอมีค้อนโหด ๆ อยู่ในกำปั้นตรงนี้มากกว่า

นั่นคือปริญญานี้ของพวกท่าน เป็นเครื่องมือที่ตรงไปตรงมา ดังนั้นจงออกไปและใช้มันสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา จงจำสิ่งที่จอห์น อดัมส์ พูดเกี่ยวกับเบน แฟรงคลิน ว่า ‘เขาไม่เคยลังเลกับมาตรวัดอันกล้าหาญที่สุดของเรา แต่ดูเหมือนจะคิดว่าเราไม่มีความแน่วแน่พอมากกว่า’

เอาละ นี่ก็ถึงเวลาของมาตรวัดอันกล้าหาญแล้ว นี่คือประเทศชาติ และท่านคือคนรุ่นนี้ ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง: 

https://almanac.upenn.edu/archive/between/2004/commence-b.html

 

 

 


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

The People Talk: ‘เทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นไม่ต่างจากเวทมนตร์’ สุนทรพจน์เบื้องหลังไอเดียของ อีลอน มัสก์

The People Talk: สุนทรพจน์ปลุกใจไม่ให้ยอมแพ้จาก ฮาร์วีย์ มิลค์ ตำนาน LGBTQ คนแรกที่ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ

The People Talk: บทเรียนชีวิตแด่เด็กจบใหม่ยุคโควิด-19 สุนทรพจน์ปลุกใจให้ก้าวไปข้างหน้าจากประสบการณ์ของ มิเชลล์ โอบามา

The People Talk : สุนทรพจน์อำลาตำแหน่งครั้งสุดท้ายของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

The People Talk: “นี่คือเวลาแห่งการเยียวยารักษาอเมริกา” สุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ของ ‘โจ ไบเดน’

The People Talk: เคล็ดลับสร้างโลกคนรุ่นใหม่จากใจบิดา Facebook มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก

The People Talk: ‘I have a dream’: ความฝันอันเท่าเทียมในสุนทรพจน์ยอดเยี่ยมตลอดกาลของ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์

The People Talk: ‘ความเป็นส่วนตัวต้องมาอันดับหนึ่ง’ สุนทรพจน์ที่ ‘ทิม คุก’ แห่งแอปเปิล ส่งสัญญาณรบกับ Facebook