Post on 21/05/2021

รอยร้าวจากรักต้องห้ามใน ‘Brokeback Mountain’

หากพูดถึงภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวความหลากหลายทางเพศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อแรก ๆ ที่นึกขึ้นได้คงเป็น Call Me By Your Name (2017)  Love, Simon (2018) Moonlight (2016) หรือ The Half of It (2020) 

แต่หากย้อนไปในช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain (2005) ที่สามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดของตัวละครออกมาได้อย่างตราตรึงหัวใจ จนคว้า 3 รางวัลออสการ์ทั้งบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งในตอนนี้ Netflix ได้นำ ‘Brokeback Mountain’ กลับมาคืนจออีกครั้งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2021 นับเป็นการต้อนรับ Pride Month ที่จะมาถึงในช่วงเดือนมิถุนายนนี้

‘Brokeback Mountain’ ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นโดย E. Annie Proulx บอกเล่าเรื่องราวของ ‘แจ็ค’ (รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล) และ ‘เอ็นนิส’ (รับบทโดย ฮีธ เลดเจอร์) สองหนุ่มคาวบอยที่รับจ็อบเลี้ยงแกะบนภูเขา Brokeback ในรัฐไวโอมิง ปี 1963 หลังจากที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันหลายวัน ความรักก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นหากซ่อนเร้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจ กระทั่งวันที่ความเปลี่ยวเหงาเคล้าแอลกอฮอล์ได้เผยความจริงออกมาผ่านสัมผัสทางร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ยังปฏิเสธและยืนยันต่อกันว่าเป็นชายแท้แน่นอน เรื่องราวอันแสนซับซ้อนจึงเริ่มต้นขึ้น…

 

รักต้องห้ามในรัฐไวโอมิง

การพบใครสักคนที่ถูกใจและคิดตรงกันนับว่าเป็นโชคดี เพราะท้ายที่สุดแล้ว คงลงเอยกันอย่างเป็นสุข แต่สำหรับแจ็คและเอ็นนิสกลับไม่เป็นเช่นนั้น เหตุผลแรก เพราะเอ็นนิสมีแฟนสาวที่กำลังจะแต่งงาน และอีกเหตุผลสำคัญ คือสังคมสมัยนั้นยังไม่ยอมรับความรักของเพศเดียวกันจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต อย่างที่เอ็นนิสกล่าวว่า

“เวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน แล้วเผลอตัวเผลอใจอีกครั้ง ถ้าเกิดผิดที่ ผิดเวลาขึ้นมา พวกเราตายสถานเดียว”

พวกเขาจึงตัดสินใจเก็บงำความรู้สึกไว้ และแสร้งว่าเหตุการณ์บนเขา Brokeback ไม่เคยเกิดขึ้นจริง 

คามิลลาร์ เทย์เลอร์ (Camilla Taylor) ผู้อำนวยการโครงการ Lambda Legal Marriage ให้สัมภาษณ์กับ MTV News ว่าไม่แปลกที่เอ็นนิสจะกลัวการเปิดเผยตัวตน เพราะรัฐไวโอมิงในปี 1963 นอกจากจะไม่ยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกันแล้ว ยังมีข้อห้ามและอันตรายถึงชีวิต

“เรื่องเพศไม่ได้ถูกลบออกจาก DSM (คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต) ซึ่งเป็นคู่มือพื้นฐานสำหรับแพทย์ จนกระทั่งปี 1973 โดยก่อนหน้านั้นวงการแพทย์คิดว่าคนที่เป็นเกย์มีอาการป่วยทางจิต” เทย์เลอร์กล่าวพร้อมเสริมว่า การรักษาความเจ็บป่วยทางจิตดังกล่าวอาจรวมถึงการใช้ไฟฟ้าช็อตไปจนถึงการตัดอวัยวะเพศ

นอกจากนี้ นายจ้างยังปฏิเสธงานของพวกเขาในฤดูร้อนถัดมา พร้อมกับกล่าวเชิงเสียดสีและเหยียดเพศ ทำให้ทั้งสองไม่ได้กลับมาพบกันบน Brokeback อีกครั้ง แต่ต่อให้พวกเขาได้พบ เอ็นนิสก็อาจจะไม่ได้เจอลูก ๆ ของตัวเองอีก เพราะนอกจากจะไม่มีการคุ้มครองระดับรัฐหรือรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติและการจ้างงานตามรสนิยมทางเพศแล้ว ความสัมพันธ์ของ LGBTQ+ ในรัฐไวโอมิงยุค 60s นับเป็นอาชญากรรมซึ่งคู่สมรสสามารถฟ้องศาลได้ว่า เขามีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เข้าข่ายอาชญากร และใช้เป็นเหตุผลป้องกันไม่ให้เอ็นนิสเจอลูกอีกต่อไป เขาจึงต้องแข็งใจและก้าวต่อไปกับชีวิตแบบเดิม

 

การเติบโตที่แตกต่างกัน

นอกจากข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายแล้ว สิ่งที่สร้างบาดแผลและความสัมพันธ์อันซับซ้อนให้กับสองตัวละคร คือลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างแตกต่างกัน เพราะเอ็นนิสค่อนข้างระมัดระวัง และพยายามทำตามกรอบของสังคม แต่แจ็คกลับชวนเอ็นนิสก้าวออกจากกรอบไปใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ใจต้องการ 

หากย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่คิดและตัดสินใจต่างกันสุดขั้ว อาจเป็นเพราะเอ็นนิสสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก หากความทรงจำที่เหลืออยู่กลับมีเพียงภาพของบิดาจูงมือไปดูร่างไร้ลมหายใจของชายผู้เป็นรักร่วมเพศ ซึ่งชายคนนั้นถูกทำร้ายอย่างสาหัสพร้อมตัดอวัยวะเพศ ภาพนั้นจึงยังติดตาและตามหลอกหลอนเอ็นนิสไปทุกหนทุกแห่ง อย่างตอนหนึ่งที่เอ็นนิสพูดว่า

“นายเคยรู้สึกแบบ…ไม่รู้สิ เวลานายเข้าเมือง แล้วมีคนจ้องนาย แววตาดูสงสัยเหมือนเขารู้ เวลาเดินตามถนนแล้วทุกคนมอง เหมือนพวกเขาก็รู้ด้วยน่ะ”

แม้แต่ตอนที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของแจ็ค เอ็นนิสก็ยังไม่อยากเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ ขณะที่ย้อนไปในวัยเด็กของแจ็ค เขากลับมีพ่อแม่ที่ยอมรับและรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งการเฝ้าฝันว่าจะได้มาตั้งต้นชีวิตใหม่กับเอ็นนิส เห็นได้จากตอนท้าย ๆ ที่พ่อแม่ของแจ็คต้อนรับเอ็นนิสอย่างเป็นมิตรและเล่าเรื่องราวที่ลูกเคยบอกไว้ว่า

“เอ็นนิส เดล มาร์ มันว่า สักวันผมจะพาเขามาที่นี่ เราจะปรับปรุงที่นี่ให้เป็นรูปเป็นร่าง มันฝันเฟื่องไม่สร่าง ว่าพวกแกสองคนจะย้ายมาที่นี่…”

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แจ็คและเอ็นนิสเลือกวิธีการแก้ปัญหาต่างกัน และไม่ลงรอยกันหลายคราว ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนสายเกินกว่าจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีก

 

เมื่อความรักไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน

เมื่อทั้งคู่เลือกการซ่อนความรู้สึกไว้แล้วเดินหน้าต่อไปตามขนบของสังคมด้วยการแต่งงานมีลูกกับหญิงสาวที่ตนเองไม่ได้รัก นั่นทำให้รอยร้าวค่อย ๆ ลามไปยังความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัวของพวกเขา ทั้งความสัมพันธ์อันแสนเฉยชาของแจ็คและภรรยา เด็ก ๆ ที่ต้องเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน และการหย่าร้างของเอ็นนิส ซึ่งทำให้เขาต้องรับภาระค่าเลี้ยงดูบุตรและตกที่นั่งลำบากมาอาศัยอยู่ในรถบ้าน

แม้ว่าสังคมจะตีกรอบให้ความรักของแจ็คและเอ็นนิสเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ท้ายที่สุดเอ็นนิสก็ค้นพบว่า วิธีแก้ปัญหาของเขาด้วยการแต่งงานกับหญิงสาวที่ไม่ได้รัก และการมีลูกนั้นสร้างความปวดร้าวมากเพียงไหน โดยเฉพาะฉากบีบหัวใจที่เขาพบเสื้อของตัวเองกับแจ็คในวันสุดท้ายบนเขา Brokeback แขวนซ้อนกันอยู่ในตู้ของแจ็คผู้ล่วงลับ ราวกับเป็นตัวแทนของความรักที่ถูกซ่อนไว้ในตู้อย่างเงียบเชียบ หรือฉากแสนตราตรึงใจอย่างตอนที่ลูกสาววัย 19 ปีมาแจ้งข่าวเอ็นนิสว่าจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่เอ็นนิสนิ่งไปพักหนึ่งคล้ายกำลังทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ก่อนจะถามด้วยสีหน้ากังวลว่า

“He loves you ?”

“เขารักลูกแน่ใช่ไหม ?”

เพราะเอ็นนิสได้รู้แล้วว่า รสชาติของความไม่รักนั้นทรมานเพียงใด เขาไม่อยากให้ลูกต้องเผชิญกับวังวนของการหย่าร้าง และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แตกสลายแบบที่เคยเป็นมา

แม้ปัจจุบันการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันจะได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องตามกฎหมายในรัฐไวโอมิง และอีกหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงคลาสสิกและกินใจผู้คนมานับสิบปี อาจเป็นเพราะ Brokeback Mountain ไม่ได้สะท้อนเพียงบาดแผลของ LGBTQ+  เท่านั้น แต่ยังสามารถสะท้อนถึงบาดแผลจากรักต้องห้ามรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้น นอกจากนี้ Brokeback Mountain ยังทิ้งคำถามหนึ่งไว้ในใจผู้เขียนด้วยว่า กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานทางสังคม เป็นสิ่งที่ต้อง ‘ทำตาม’ เท่านั้น หรือเป็นสิ่งที่สามารถตั้งคำถามและปรับเปลี่ยนได้ เมื่อส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อผู้คนในสังคม ?

 

ที่มา

https://www.netflix.com/th/title/70023965

http://www.mtv.com/news/2681223/brokeback-mountain-10-years-later/

https://www.imdb.com/title/tt0388795/awards

https://www.rogerebert.com/reviews/brokeback-mountain-2005

 

ที่มาภาพ https://www.imdb.com/title/tt0388795/mediaviewer/rm209033472/ 


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

The Cave นางนอน (2019): มีอะไรอีกนอกจากผู้ว่าฯ กับผู้กำกับฯ เถียงกัน

Move to Heaven – แด่คนที่จากไปแต่ยังอยู่ในความทรงจำ

รีวิวคอนเสิร์ต Alvvays ค่ำคืนแห่งความฝันของวงดนตรีอินดี้ป๊อป ที่ทั้งเท่ น่ารัก หวาน และมัน ครบ จบในคืนเดียว

รีวิวบัลเลต์เรื่อง “Notre-Dame de Paris” จากคณะเครมลิน บัลเลต์: ความปรารถนาไม่เคยปราณีใคร

The New Rijksmuseum (2013) : ‘วัฒนธรรม’ ประชาธิปไตย เกี่ยวข้องอะไรกับการจัดการพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก?

เซอร์ซี แลนนิสเตอร์ คุณแม่สูงศักดิ์สุดอื้อฉาว ทรราชผู้รักลูกไม่ถูกทาง              

The Lobster (2015): คนโสด คนมีคู่ คุณและผม ต่างมีโลกยูโทเปียไม่เหมือนกัน

ตูรันด็อต โอเปราชิ้นเอกที่แสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ คุณค่าของโลกที่หุ่นยนต์ไม่มีวันแทนที่