Post on 21/12/2018

ทำไม บัมเบิลบี ถึงครองใจเด็กทั่วโลก

“บัมเบิลบีมีพฤติกรรมเหมือนเด็ก เขามีความร่าเริง ขี้เล่นมากกว่าหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ตัวอื่น รถเต่าโฟล์กสวาเกนมีรูปทรงกลมสำหรับนักรบที่ดุดัน และเขาดูเหมือนหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ในเวอร์ชันน่ากอดที่สุดเลย”

มาร์ก วาห์ราเดียน ผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์แฟรนไชส์ Transformers ทุกภาคกล่าวถึงคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของ “บัมเบิลบี” ที่เปรียบเสมือนเด็ก และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ให้มันกลายเป็นตัวละครตัวเดียวในแฟรนไชส์ ที่ครองใจลูกเด็กเล็กแดงทั่วโลก

ตามประวัติทรานส์ฟอร์เมอร์เป็นสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงหนึ่งที่แสนไกลชื่อ “ไซเบอร์ทรอน” ประกอบด้วยฝ่ายดี “ออโตบ็อทส์” และฝ่ายร้าย “ดีเซปทิคอนส์” ที่ทำสงครามกันจนทรัพยากรบนดาวไม่เหลือ พวกเขาต้องการทรัพยากรเพิ่มจึงเดินทางมายังโลก แต่ยานกลับตกลงใต้ก้นภูเขาไฟทำให้พวกเขาต้องจำศีลนานสี่ล้านปี กระทั่งวันหนึ่งภูเขาไฟระเบิดปลุกทุกคนขึ้นมา เกิดเป็นสงครามครั้งใหม่บนโลกใบนี้

ทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่ จิม ชูตเตอร์ บรรณาธิการบริหารคิดขึ้นมาหลังได้รับโจทย์ให้สร้างหนังสือการ์ตูนแก่ชุดของเล่นหุ่นกระป๋องแปลงร่างได้จากบริษัทจัดจำหน่าย Hasbro ก่อนจะส่งต่อให้นักวาดการ์ตูน บ็อบ บูเดียนสกี เขียนประวัติของตัวละครทั้งหมด

“เขาเข้ามาห้องผมแล้วขอให้ผมเขียนประวัติ และคิดชื่อตัวละครยุคแรกทั้งหมด 26 ตัว และผมก็คิดเรื่องราวทั้งหมดเสร็จภายในระยะเวลาไม่กี่วัน”

ขณะในโลกแห่งความจริง ทรานส์ฟอร์เมอร์เป็นหุ่นยนต์ต่างดาวของเล่นยอดนิยมจากบริษัทญี่ปุ่น TAKARA TOMY เป็นส่วนผสมระหว่างไลน์การผลิตของ “ไมโครแมน” หุ่นยนต์ข้อต่อแม่เหล็ก และ “ไดอาโคลน” หุ่นยนต์แปลงร่างที่สามารถยิงหมัดปล่อยจรวดได้ ก่อนในปี 1983 จะได้แตกไลน์หุ่นยนต์ชุด “ไมโครเชนจ์” ที่จำลองข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แล้วกลายร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของทรานส์ฟอร์เมอร์อย่างแท้จริง

ทรานส์ฟอร์เมอร์ออกขายครั้งแรกทั่วสหรัฐฯ ในปี 1984 เพียงออกขายก็ประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทรานส์ฟอร์เมอร์กลายเป็นหนึ่งในของเล่นขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สร้างยอดขายสูงถึง 115 ล้านเหรียญฯ รวมไปถึงความสำเร็จของหนังสือการ์ตูนคอมิก และซีรีส์แอนิเมชันทางโทรทัศน์อีกด้วย

ปี 2007 ทรานส์ฟอร์เมอร์เข้าสู่ยุคใหม่จากวงการฮอลลีวูดที่นำมันมาสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดง โดยผู้กำกับเผาเมืองระเบิดโลก ไมเคิล เบย์ ครั้งนี้หุ่นยนต์ทั้งหมดถูกเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ให้มีลักษณะนิสัยใจคอ และการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์

ออพติมัส ไพรม์ เปรียบเสมือนพ่อที่มีความเป็นผู้นำ

เมกะทรอน คือความมั่นใจ

สตาร์สครีม เป็นคนเจ้าเล่ห์

และ บัมเบิลบี คือเด็กน่ารัก

ถึงแม้แฟนบางส่วนไม่ค่อยพอใจ แต่ตัวหนังก็ประสบความสำเร็จ จนออกภาคต่อตามมากว่า 5 ภาคภายในระยะเวลา 12 ปี สร้างรายได้รวมกว่า 4.3 พันล้านเหรียญฯ และในปี 2018 นี้ ถึงคราวบัมเบิลบีจะมีภาพยนตร์แยกเป็นของตัวเอง

บัมเบิลบี เป็นสมาชิกฝ่ายข้อมูลของกลุ่มออโตบ็อทส์ ด้วยขนาดกะทัดรัดเพียง 15 ฟุต จึงถูกวางตัวเป็นน้องเล็กของทีม และการมีสีเหลืองแถบดำจึงคล้ายคลึงกับ ผึ้งบัมเบิลบี (ซึ่งปัจจุบันถูกยกให้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว)

เขามีนิสัยสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น มักคอยก่อกวนและแหย่เพื่อนในทีมที่อายุมากกว่าเป็นประจำ จนมักถูกตักเตือนเรื่องพฤติกรรมของเขาอยู่บ่อยครั้ง ในภาค ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส ไพร์ม มีประวัติว่าเขาเคยถูกเมกะทรอนทำร้ายร่างกายอย่างหนักจนกล่องเสียงพังเสียหาย และยังหาทางซ่อมแซมไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน

ดิ โบนาเวนทูรา หนึ่งในทีมผู้อำนวยการสร้างกล่าวถึงสาเหตุที่หยิบบัมเบิลบีมาสร้างเป็นภาพยนตร์แยกก็เพราะ “บัมเบิลบีคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ เขาเป็นหุ่นตัวโปรดของแฟนๆ และอาจเป็นออโตบ็อทส์ที่เหมือนมนุษย์มากที่สุด บัมเบิลบีมีหัวจิตหัวใจ มีความร่าเริงแบบวัยรุ่น และเป็นตัวละครที่มีหลากหลายระดับในตัว”    

สอดคล้องกับนักเขียนบท คริสตินา ฮ็อดสัน ที่ต้องการนำเสนอมุมมองของเธอต่อบัมเบิลบีในรูปแบบภาพยนตร์ตระกูล Transformers ที่มีขนาดเล็กลง เป็นมิตรต่อครอบครัวมากขึ้น และมีเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เป็นหัวใจหลัก

“เราทำให้คนดูได้รู้จักหุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ตัวหนึ่งในแบบที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน” ดิ โบนาเวนทูรา ผู้อำนวยการสร้าง กล่าว

เรื่องย่อของ Bumblebee (2018) พาเราย้อนกลับไปในปี 1987 บัมเบิลบีพบที่หลบภัยในลานทิ้งซากรถในเมืองริมทะเลเล็กๆ แห่งหนึ่งของแคลิฟอร์เนีย “ชาร์ลี” (เฮลีย์ สไตน์เฟลด์) วัย 18 ปี เธอได้พบบัมเบิลบีซึ่งอยู่ในสภาพยับเยิน พัง และมีบาดแผลจากการทำศึก เมื่อชาร์ลีทำให้บัมเบิลบีฟื้นคืนชีพ เธอได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่แค่รถเต่าโฟล์กสวาเกนสีเหลืองธรรมดา

หนังวางเรื่องราวในภาพยนตร์เอาไว้ในยุค 1980s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ของเล่นทรานส์ฟอร์เมอร์, ซีรีส์แอนิเมชัน และหนังสือการ์ตูนออกจำหน่าย นับเป็นการแสดงความเคารพต่อเหล่าผู้สร้างตัวละครเหล่านี้ด้วย

ภาพยนตร์ Bumblebee กำกับโดย ทราวิส ไนต์ ประธานและซีอีโอของไลก้า บริษัทแอนิเมชันเจ้าของผลงานระดับเทพ Kubo and the Two Strings (2016) เขากล่าวถึงยุค 80s ช่วงเวลาหลักในหนังว่า “เหล่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ยุค 80s เข้าถึงบรรดาวัยรุ่นด้วยความอบอุ่นและอารมณ์ขันครับ มันคือการดิ้นรนที่เป็นสากลที่พวกเราทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพยายามทำตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ และค้นหาการยอมรับ หรือทำตัวโดดเด่นและสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา วินาทีเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งก็ขัดแย้งกัน หลอมรวมกันจนกลายเป็นความเป็นวัยรุ่น”

จะว่าไปในภาพยนตร์ภาคก่อนๆ เราเห็นบัมเบิลบีในภาพรถเชฟวีคาเมโรสีเหลือง ทว่ารถรุ่นดั้งเดิมของเขาจริงๆ แล้วเป็นรถโฟล์กสวาเกนบีเทิลสีเหลือง ซึ่งทางทีมผู้สร้างก็เลือกให้บัมเบิลบีกลับคืนสู่รากเหง้าที่ดูน่ารักกว่าในครั้งนี้ ซึ่งผู้กำกับเองก็ชื่นชอบรถโฟล์กสวาเกนเป็นพิเศษ ทำให้เขานึกถึงความทรงจำในวัยเด็กไม่ต่างจากคนอื่น

“มีบางอย่างในรถเต่า มันมีส่วนโค้งที่งดงาม แต่ไม่ถึงกับเพรียวลม มันไม่ใช่รถแรง ไม่ดุดัน แต่ดูเป็นมิตร ถ้ามีรถสักคันที่คุณอยากกอด มันคงจะเป็นบีเทิล โฟล์กสวาเกนนี่แหละครับ”

จะเห็นได้ว่า ทุกคนและทุกฝ่ายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบัมเบิลบีมีความน่ารัก หัวใจและอารมณ์ขันคล้ายเด็ก ทั้งจากขนาดตัว คาแรคเตอร์ และกายภาพรถโฟล์กสวาเกน “บัมเบิลบีคือความหวัง… เขาเป็นหุ่นยนต์ที่น่ารัก สุภาพ ที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่” ไบรอัน โกลด์เนอร์ ซีอีโอของบริษัท Hasbro กล่าว

ฉะนั้นแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่เด็กทั่วโลกจะไม่มีใครไม่รักบัมเบิลบี

 

ที่มา


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

บิลลี่ อายลิช นักร้องวัย 17 กับ มรสุมชีวิตอาการป่วยทางจิต ที่มาของเพลงดังและความสำเร็จ

“สแตน สมิธ” กับเรื่องราวของเทนนิสสู่รองเท้าระดับตำนานของอาดิดาส “บางคนคิดว่าผมเป็นรองเท้า”

คีอานู รีฟส์ ในจอฆ่าไม่เลือก นอกจอเดินตามพระพุทธเจ้า

ทารอน เอเจอร์ตัน ไม่ใช่แค่แสดง แต่กลายเป็น เอลตัน จอห์น จริง ๆ ใน Rocketman

วิคตอร์ อูโก กับคนค่อมที่เคยปกปักรักษามหาวิหารนอเทรอดาม

ทีโมน & พุมบ้า และปรัชญา “ฮาคูน่า มาทาท่า” อันไร้กังวล

นิโคไล คอสเตอร์-วัลดาอู ในนามอัศวินผู้หยิ่งยโส จนถึงเรียนรู้ที่จะมอบความรักอย่างถูกต้อง

#KuToo ขบวนการผู้หญิงญี่ปุ่นต้านการบังคับสวมส้นสูง