Post on 08/03/2021

CGM48 กับภาพยนตร์เรื่องแรกที่ไม่มีบท ไม่มีสคริปต์ แต่บอกเล่าชีวิตจริงของวงไอดอล

เส้นทางเส้นนี้ล้อมรายด้วยต้นยาง 106

พาฉันเข้าไปเจอเมืองที่งามท่ามกลางหมอกสีจาง ๆ

ผู้คน รอยยิ้ม มิตรไมตรีเต็มเปี่ยมในทุก ๆ วัน

กลุ่มเด็กสาวทั้ง 25 คน กำลังขับกล่อมเสียงสดใสในมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Chiang Mai 106’ พวกเธอสวมชุดเดรสผ้าซิ่นสีหวานที่ผสานกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นและวัฒนธรรมภาคเหนือได้อย่างลงตัว ส่วนฉากหลังกำลังฉายภาพสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เมื่อแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่สดใสแล้ว ยิ่งทำให้ผู้ชมอดยิ้มตามไม่ได้ และนึกอยากจะแพ็กกระเป๋าขึ้นไปแอ่วเหนือตามรอยพวกเธอบ้าง

เด็กสาวทั้ง 25 คนนี้ คือสมาชิกวง ‘CGM48’ วงไอดอลจากเชียงใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2562 และเป็นวงน้องสาวของ BNK48 ซึ่งล่าสุดพวกเธอกำลังจะมีภาพยนตร์เรื่องแรก ‘ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง’ ผลงานการกำกับของ เป้-นฤบดี  เวชกรรม ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตจริงของ CGM48 โดยไม่มีบท ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะพวกเธอไม่รู้ตัวว่ากำลังถ่ายทำตั้งแต่วันที่เธอลากกระเป๋าเข้ามาออดิชัน จนผ่านไป 1 ปี 3 เดือน 

The People จึงได้นัดหมายพูดคุยกับ 6 สาว ออม เจเจ ปิ๊ง สิตา แองเจิ้ล และปีโป้ ตัวแทนจาก CGM48 และเปิ้ล-นาคร ศิลาชัยถึงเบื้องหลังทั้งในฐานะวงไอดอลน้องใหม่ และภาพยนตร์ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง ที่กำลังจะเข้าฉาย 18 มีนาคมนี้

The People: สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ CGM48

สิตา : สิ่งที่คนจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับ CGM48 ก็คือ เราคือ BNK48 (หัวเราะ) เราคือเชียงใหม่ 48 นะคะ แล้วก็อ้างอิงจากหนังทุกคนมักจะคิดว่าเราจะต้องสดใสแล้วก็น่ารัก แต่แน่นอนว่าต้องมี behind the scene ของความเป็นไอดอล เพราะว่าเราเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา ก็เลยคิดว่าความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ CGM48 หลาย ๆ อย่างน่าจะมีมากมาย ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้อาจจะเข้าใจมากขึ้นจริง ๆ ว่า CGM48 คืออะไร

 

The People: CGM48 ต่างจาก BNK48 อย่างไร

ปิ๊ง : แค่ตำแหน่งที่ตั้งก็ต่างกันแล้ว พี่ ๆ BNK48 เขาจะประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนเราจะอยู่เชียงใหม่ เป็นภูมิภาคภาคเหนือ ดังนั้น เรื่องที่น่าจะแตกต่างที่สุดคือด้านวัฒนธรรม ซึ่งอันนี้หนูคิดว่ามันเป็นจุดเด่นแล้วก็เสน่ห์ที่ทำให้เราแตกต่างจากพี่ BNK48 ค่ะ 

 

The People: นิยามของไอดอลคืออะไร

เจเจ : นิยามคำว่าไอดอล จริง ๆ ถ้าเปรียบของ CGM48 มันจะเหมือนเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงที่จะค่อย ๆ แสดงการเติบโตและพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนเป็นเสน่ห์ของไอดอลเลย ก็คืออยากจะให้ทุกคนติดตามการพัฒนาของพวกเราไปเรื่อย ๆ แล้วด้วยตัว CGM48 เองที่เป็นวงเชียงใหม่ เราจะมีการ  represent ความเป็นล้านนา เพลงของเราบางทีเราก็จะร้องเป็นเพลงเหนือ มีแทรกดนตรีเข้าไปด้วย 

The People: คิดว่าไอดอลต่างจากวงเกิร์ลกรุ๊ปอย่างไร

ออม : สำหรับออม ออมคิดว่ามีความแตกต่างกัน เพราะว่าวงเกิร์ลกรุ๊ปส่วนใหญ่การที่จะเป็นเกิร์ลกรุ๊ปคือคนที่จะต้องมีความพร้อมทางด้านของการร้องและการเต้นมาอยู่แล้ว แต่การเป็นไอดอลคือเขาจะเห็นพัฒนาการของเราไปเรื่อย ๆ ทั้งการร้องและการเต้น เราอาจจะมายังไม่เก่งอะไรเลยสักอย่าง แล้วเราค่อยมาพัฒนาไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางให้เขาเห็นว่าน้องเก่งขึ้น เต้นเก่งขึ้น พัฒนาไปเรื่อย ๆ ตลอด นี่คือไอดอลค่ะ 

 

The People: คนแบบไหนที่จะได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นไอดอล

ออม : อาจจะต้องเป็นตัวของตัวเองก่อน แต่ละคนแตกต่างกันอยู่แล้ว เราจะต้องเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง อันนี้ก็เป็นเสน่ห์ของเราที่กรรมการเขาจะเลือก แล้วก็ความตั้งใจของเรา แววตาของเราที่เราสื่อออกมา การเป็นไอดอลไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ ด้วย ต้องมาฝึกหนักทั้งร้องทั้งเต้น เราไม่ได้เก่งมาเลยตั้งแต่แรก เราต้องมีความตั้งใจ มันต้องเห็นอยู่ตรงนั้นก่อน เราจึงจะเป็นไอดอลได้ 

 

The People: ตอนแรกกับตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะมากไหม

สิตา : สิตาคิดว่าตอนก่อนที่จะมาเป็นไอดอลกับหลังเป็นไอดอลแล้ว ต้องฝึกการพูดขึ้นเยอะมาก ๆ เพราะว่าเราจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น แล้วก็ไหนจะเรื่องบุคลิกภาพแบบนั่งหลังตรง ต้องนั่งให้เรียบร้อย แล้วก็เรื่องของการจัดเวลาตารางชีวิตก็จะต้องจัดให้รอบคอบมากขึ้น เพราะว่าเรามีเวลาที่ต้องออกไปซ้อมแล้วต้องเรียนด้วย อันนี้ก็ต้องปรับกันเยอะขึ้น 

 

The People: ภาพที่คิดไว้ตอนแรกกับภาพที่เห็นระหว่างหลังฝึกต่างกันไหม

ปีโป้ : รู้สึกว่าการเป็นไอดอลไม่ได้สวยหรูอย่างที่ทุกคนคิด เขาก็จะคิดว่าเป็นไอดอลก็เต้นก็ร้อง แสดงความสดใส แจกความสุขให้แฟนคลับ แต่ว่าพอตั้งแต่เป็นมา เราเดบิวต์มาได้ 1 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่ามันมีอุปสรรคหลาย ๆ อย่างมากมายที่มันเข้ามาเยอะมาก ไม่ใช่แค่การร้อง การเต้น การแสดง มันมีเรื่องการทำงาน การอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วย การที่เราจะต้องปรับตัว ก็รู้สึกว่าเราต้องสู้อีกเยอะค่ะ 

ปิ๊ง : อันนี้คือจากมุมมองของที่เป็นคนนอก แล้วก็ไม่รู้จักกับระบบของ 48 Group คำว่าไอดอลของเรา เรารู้จักกับเขาแค่ผิวเผินมาก ๆ อย่างเช่นพี่ BNK48 เราจะเห็นเขาว่า อ๋อ! เขาสวย เขาน่ารัก เขาออกอีเวนต์ เขาออกมาเต้นแล้วแฟนคลับก็มีความสุข อันนี้คือจบแล้วก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! มันง่ายจังเลยนะ อันนี้คือความคิดแรกที่เราเข้ามา แต่พอได้ลองเข้ามาจริง ๆ คือมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดค่ะ ก่อนจะมาเป็นแบบนี้ การหล่อหลอมให้มันกลายเป็นแบบนี้คือมันต้องใช้อะไรที่เยอะกว่านี้มาก ๆ ต้องพิถีพิถันมาก แล้วก็ระยะเวลาด้วย เรื่องความคิดของเราที่มีต่อไอดอลมันเปลี่ยนไปมากเลยค่ะ

 

The People: เรื่องไหนที่รู้สึกว่ายากที่สุด

ปิ๊ง : สำหรับปิ๊งนะคะ หนูคิดว่าการเป็นไอดอลมันคือการหารครึ่งช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตไปเลย เพราะว่าตอนแรกเราเป็นเด็กธรรมดา ชีวิตของเราก็จะมีแต่ไปโรงเรียน กลับบ้าน นอน แล้วก็ชีวิตวนลูปไปเรื่อย ๆ แต่การเป็นไอดอลเหมือนกับต้องมีอีกตัวตนขึ้นมาที่เราจะต้องใช้การฝึกซ้อม ในการทำงาน ให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้น ระยะเวลา 24 ชั่วโมง มันจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องเอาความเป็นไอดอลจัดการให้มันยัดเข้ามาอยู่ในตารางเดิมของเราได้ มันคือสิ่งที่หนูคิดว่ามันยาก แล้วก็น่าจะปรับตัวได้นาน 

เจเจ : สำหรับเจเจ สิ่งที่คิดว่ายากอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความกลัวของใครบางคนเวลาที่ต้องเข้ามาทำในฐานะไอดอล มันอาจจะมีเรื่องที่ปกติเราไม่ได้ทำ อย่างเช่น บางคนปกติเขาอาจจะไม่ได้ชอบร้องเพลงหรือชอบเต้น แต่เขาชอบการจะเป็นไอดอล เขาอาจจะต้องก้าวข้ามความกลัวของเขาในการที่กล้าที่จะร้องเพลงมากขึ้น กล้าที่จะแสดงออกต่อหน้าผู้คนมากขึ้น หรือว่าการฝึกเป็น MC ต่าง ๆ เราก็ต้องกล้าที่จะพูดต่อหน้าผู้คนเยอะ ๆ บางคนเขาก็มีความกลัวในที่นี้ แต่ว่าการเป็นไอดอลมันก็เหมือนฝึกทำให้เรามีความกล้ามากขึ้น และเปิดโอกาสหลาย ๆ อย่างให้เรา 

ปีโป้ : ความยากของหนูในการเป็นไอดอล คือจะต้องมีทัศนคติที่ดี หนูรู้สึกว่าการมาเป็นไอดอลประมาณ 1 ปีนิด ๆ รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมาก ด้านความคิดหรืออะไรต่าง ๆ เราไม่สามารถมานั่งคิดว่าไปเรียนเสร็จมากลับบ้านเราจะมากินอะไรดี เราจะไปเล่นที่ไหนดี ไปเที่ยวที่ไหนดี แต่ว่าเราต้องคิดหลาย ๆ อย่าง มีหลาย ๆ เรื่องที่เราต้องจัดการอยู่ในหัว ก็เลยรู้สึกว่าเมื่อก่อนหนูเป็นคนที่คิดไม่ได้เยอะขนาดนี้ แต่พอได้เข้ามาก็รู้สึกว่าเราต้องใช้อะไรหลายอย่าง ก็ทำให้เราโตขึ้น 

สิตา : สิตาคิดว่าการเป็นไอดอลมันเหมือนกับว่า บางครั้งเราต้องมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เราจะใช้อารมณ์กับทุกอย่างไม่ได้ หรือบางทีเราอาจจะไม่สามารถเป็นตัวเองได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน เราต้องดูดีเสมอ ทั้งที่ในความจริงเราก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่เรารักในเส้นทางนี้ อันนั้นเป็นความยากของสิตามาก ๆ ที่จะต้องบาลานซ์ในส่วนของสิ่งที่สามารถเผยแพร่ได้กับสิ่งที่เป็นตัวของเรา 

แองเจิ้ล : ของหนูจะเป็นเกี่ยวกับว่าพวกเราต้องมีสติในการตอบคำถามมากเพิ่มขึ้น (หัวเราะ) อย่างเช่น ก่อนหน้านี้เวลาที่เรามาทำงานคือเหมือนเราต้องออกต่อหน้าสื่อ ต้องมีสติในการทำหลาย ๆ อย่างมากขึ้น อย่างเช่นตัวหนูก็ต้องพูดช้าลง ให้ชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น 

ออม : ของออมก็ยากที่เราต้องพัฒนามากกว่า คืออย่างที่บอก ไอดอลมันต้องพัฒนาเรื่อย ๆ เราห้ามย่ำกับที่ เราไม่ลดลงก็ได้ แต่เราย่ำกับที่มันก็ไม่ใช่ คือเราก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เพราะว่ามีคนที่คอยมองเราอยู่ ให้กำลังใจเราอยู่ แล้วก็เราเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา ถ้าเกิดเราอยู่เฉย ๆ เราหยุดแล้ว เรายอมแพ้ แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนคนนั้นได้ เพราะฉะนั้น เราต้องพิสูจน์ว่าอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาเราก็สามารถที่จะก้าวข้ามผ่านไปได้ สามารถพัฒนาตัวเอง ทักษะต่าง ๆ ที่เราไม่ถนัดให้มันผ่านไปได้ ก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่ว ๆ ไปได้ คือมันมีคนพร้อมที่จะทำหน้าที่ของเรามากมาย พอเราได้รับโอกาสแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ 

 

The People: ภาพยนตร์เรื่อง ‘ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง’ ทำไมเปิ้ล นาคร ถึงเลือกแกง CGM48

เปิ้ล: จุดเริ่มต้นคือทีแรกอยากจะแกง BNK48 ก่อน อยากจะทำหนังกับ BNK48 ก่อน แต่ตอนหลังพอไปปรึกษามา เฮ้ย! เขากำลังจะมีน้องใหม่เว้ยชื่อว่า CGM48 น่าสนใจ ประเด็นก็เลยเปลี่ยนไปที่กลุ่มนี้

 

The People: การทำงานร่วมกับ CGM48 

เปิ้ล: CGM48 บอกตรง ๆ เลยว่าเราจะไปแกงเขา เราก็ต้องขลุกอยู่กับเขาเป็นปี นี่น่าจะใช้เวลา 1 ปีกับอีก 3 เดือนนะในการอยู่กับเขา ในการศึกษาแต่ละคนว่า แต่ละคนมีพื้นฐานเป็นยังไง มีนิสัยยังไง บางคนกลัวกล้วย บางคนทำก๋วยเตี๋ยวผัดไทยเก่ง บางคนสื่อสารกับผีได้ บางคนมีนิสัยแบบแปลก ๆ  จินตนาการสูงอะไรอย่างนี้ มันต้องศึกษาให้เยอะ ใช้เวลาศึกษานาน กลุ่มนี้ 

 

The People: เห็นความเปลี่ยนแปลงของน้อง ๆ CGM48 ยังไงบ้าง 

เปิ้ล: ตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เวลา 1 ปีกับอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันแรกที่เราเห็นเขา เหมือนเสื่อผืนหมอนใบ อุ้มตุ๊กตาหมีเน่า ๆ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเด็กขี้มูกกรัง เข้ามาอยู่หอร่วมกันวันแรกผมกระเซอะกระเซิง มันโคตรจะเรียล เราถึงเรียกหนังเรื่องนี้ว่าออแกนิกฟิล์ม (Organic Film) มันเป็นธรรมชาติมาก ทุกอย่างมันจะโตแบบธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่ง จนกระทั่งเวลาผ่านมาจนครบ 1 ปี 3 เดือนที่เราปิดกล้องวันที่เราเฉลย ทุกคนเปลี่ยนไป จากเด็กกะโปโลไปดูตอนนี้ดิทุกคนสวย ทุกคนมีแววของความเป็นไอดอล ทุกคนมีแววเป็นซูเปอร์สตาร์ ทุกคนผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี การวางตัว อารมณ์ พื้นฐาน ทักษะต่าง ๆ ของเขาคนละเรื่องเลย สถาบันนี้เขาแน่จริง ๆ ที่ทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ ต้องไปดูในหนัง 

The People: การดึง 4 รุ่นพี่ตัวท็อป (แจ็ค แฟนฉัน, น้าเน็ก, กันต์ กันตถาวร, ยังโอม) มาช่วยเทรนน้อง ๆ จะแตกต่างจากการเทรนไอดอลทั่วไปไหม

เปิ้ล: หนังเรื่องนี้เดิมทีพี่เปิ้ลได้รับโจทย์ ได้รับการชวนมาจากผู้กำกับ เป้-นฤบดี (เวชกรรม) ผู้กำกับคนนี้ก็คือหนึ่งในตำนานที่ร่วมสร้างสาระแนขึ้นมาตั้งแต่วันแรก เพราะผู้กำกับคนนี้จะเป็นเพื่อนที่ศิลปกรรม จุฬาฯ เหมือนกัน เขาก็จะมองเห็น มาวันนี้ก็กลับมาปลุกไฟกันอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วพอเขามาจุดประกายว่า เฮ้ย! เราน่าจะกลับมาทำหนังกันอีกครั้งหนึ่งนะ สไตล์ของเรา พอเจอเป้าหมายแล้ว CGM48 ก็กลับมา ผู้กำกับก็ให้โจทย์ว่าเด็กพวกนี้ได้รับการฝึกฝน เก็บตัวอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วก็ฝึกร้องเล่นเต้นทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่อง movement เรื่องการเป็นไอดอล การเป็นนักแสดงที่ดี การเป็นนักร้องที่ดี เขาก็ได้รับตรงนั้นอยู่แล้ว แต่ช่วยเติมประสบการณ์นอกเหนือจากบทเรียนที่เขาได้รับในสไตล์ของเราได้ไหม เราก็เลยไปเอาคนที่ประสบความสำเร็จในแต่ละศาสตร์สาขา ในแต่ละแขนงมา

 

The People: สำหรับ CGM48 ตอนเจอพี่ ๆ 4 คน (แจ็ค แฟนฉัน, น้าเน็ก, กันต์ กันตถาวร, ยังโอม) รู้สึกเอะใจไหมว่ากำลังถ่ายภาพยนตร์อยู่

พร้อมกัน : เขาเนียนมาก เหมือนแค่ทำงานถ่ายคอนเทนต์ปกติ 

 

The People: ตอนที่ได้รู้ว่าถูกตามถ่ายหนังมาตลอดรู้สึกอย่างไรบ้าง

ปีโป้ : ตอนแรกรู้สึกตกใจมาก เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราเดินเข้ามาในห้องแห่งนี้เรายังไม่มีอะไรเลย เรายังเริ่มต้นจากศูนย์ ยังเป็นใครก็ไม่รู้ ยังร้องยังฝึกเต้นอยู่เลย ตอนนั้นแทบจะไม่ได้เดบิวต์ด้วยซ้ำ ก็เลยแบบว่าห้ะ? ตั้งนานแล้วเหรอ ที่เราเพิ่งก้าวเข้ามา ก็เลยรู้สึกว่าตกใจมาก ๆ ค่ะ 

 

The People: พี่ ๆ ทั้ง 4 คนสอนอะไรบ้าง

ปิ๊ง : ของปิ๊งนะคะ ปิ๊งจะได้ไปร่วมงานกับพี่กันต์ (กันตถาวร) ค่ะ ที่นับได้ว่าเป็นพิธีกรอันดับหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้ เขาจะสอนในด้านของการพูด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็ทักษะ MC ต่าง ๆ 

ปีโป้ : น้าเน็ก ตอนแรกเขาก็สอนเราหลาย ๆ เรื่อง ด้านความกลัวอะไรต่าง ๆ ด้วยความที่น้าเน็กเขาอยู่ในวงการมานาน แล้วก็มีประสบการณ์ชีวิตมาเยอะมาก ๆ น้าเน็กก็สอนเราหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องที่เราจัดการปัญหาชีวิตตอนนั้นไม่ได้ ก็ได้เปิดใจคุยกันในครั้งหนึ่ง ก็น่าจะอยู่ในหนังด้วยค่ะ (หัวเราะ) 

ออม : ของเราจะได้เจอกับกลุ่มรุ่นพี่ Youngohm กลุ่มแร็ปเปอร์ เราก็ได้ประสบการณ์จากเขา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันกับเพลง ‘ไปต่อ’ ก็คือเป็นครั้งแรกเลยที่เราได้ไป collab กับศิลปินชื่อดังข้างนอก ก็ได้ประสบการณ์ทำงานแบบมืออาชีพกับเขาด้วย แล้วก็ระหว่างการถ่ายทำเราก็ได้รับบทเรียนมากมายจากพี่ ๆ ซึ่งมันฝึกให้เราอดทนมากขึ้น แล้วก็เวลาเราไปทำงานอย่างอื่นที่มีอุปสรรคเยอะ ๆ ก็จะเหมือนกับว่าเรามีภูมิคุ้มกัน เราเคยมีอุปสรรคเข้ามาแล้ว อาจจะทำงานอื่นได้ราบรื่นมากขึ้น

แองเจิ้ล : ใช่ค่ะ แล้วก็สุดท้ายก็จะเป็นพี่แจ็ค แฟนฉัน (เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์) ก็คือพี่แจ็ค แฟนฉัน เขาเข้ามาในวงการตั้งแต่เด็ก ๆ เลย ก็คือเปรียบเหมือนกับพวกเราที่เพิ่งเข้ามา แล้วพี่เขายังมีชื่อเสียงตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เราได้มีโอกาสได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของพี่เขา ได้แชร์ได้คุยกัน 

 

The People: ความประทับใจที่ได้จากการร่วมงานกับพี่ ๆ ทั้ง 4 คน

ปีโป้ : ปีโป้คิดว่าการที่ในตลอดระยะเวลา 1 ปี 3 เดือนที่ผ่านมา เราได้ร่วมงานกับพี่ ๆ รู้สึกว่าเขามีความ professional มาก ๆ ทุก ๆ งานที่ได้รับมา ไม่ว่าจะเจออุปสรรคแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาพยายามจะใส่เข้ามาให้พวกเราเจอ หรือว่าเจอจากทางฟ้าฝน คืองานมันจำเป็นที่จะต้องเสร็จแล้ว เราไม่เคยเห็นพี่เขาบ่นหน้าเซ็ตเลย คือเขาไม่ร้องไห้ ไม่ท้อถอย เขาสู้มาก หนูรู้สึกว่าได้เรียนรู้ ถึงแม้ตอนนั้นอาจจะมีคนที่โกรธ มีคนไม่พอใจเหมือนกัน แต่บางคนปรับตัวเข้าหาสถานการณ์ได้ดีมาก ๆ แล้วก็พยายามผ่านมันให้เสร็จสิ้นไปได้ที่สุด แล้วก็ไปต่อ เป็นอะไรที่ดีมากค่ะ 

The People: เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คืออะไร

ปิ๊ง : 1 ปีทุกอย่างมันจะแสดงออกแบบธรรมชาติหมดเลย จะออกงานที่ไหน ชีวิตของเขาเป็นยังไง แต่อันนี้คือแบบนั้นมันจะธรรมดาเกินไป เราแตกต่างกันตรงที่เขายัดอะไรที่เป็นภัยพิบัติเข้ามา (หัวเราะ) เป็นบททดสอบด้วยให้มันท้าทายและตื่นเต้นยิ่งขึ้น อันนี้มันคือส่วนที่กระตุ้นความสนุกแล้วก็เป็นเสน่ห์ของเรื่อง 

ปีโป้ : สำหรับปีโป้นะคะคิดว่ามันคือความธรรมชาติ คือหนังต่าง ๆ มันก็จะมีบทเขียน มีการเตรียมนู่นนี่นั่น แต่นี่คือเราไม่รู้อะไรมาก่อนเลย อะไรที่แสดงออกไปหรือว่าเกิดขึ้นระหว่าง 1 ปี 3 เดือนที่เขาเก็บมามันคือความจริงทั้งหมด มันคือตัวเราจริง ๆ ที่เจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ค่ะ ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่ธรรมชาติมาก ๆ 

สิตา : สิตาคิดว่าสิ่งที่คนดูน่าจะได้กลับไปให้ความรู้สึก touch จริง ๆ แน่นอนว่าเรามีหนังที่สะท้อนสังคมและคอยให้แรงบันดาลใจแต่ละคนมาเยอะแล้ว แต่อันนี้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปรุงแต่งและเหตุการณ์ที่มาจากคนจริง ๆ เลยคิดว่าน่าจะค่อนข้าง touch ใจคนดู ไม่ว่าจะทำงานสายอะไร แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับไอดอลวงไหน แต่ถ้ามีความสงสัยในไอดอลว่าไอดอลคืออะไร เขาทำอะไรกัน ไอดอลมันมีอะไรกัน ไม่ว่าจะมุมไหน ถ้ามาดู CGM48 มาดูห้าวเป้งฯ ตอบคำถามได้แน่นอนว่ากระบวนการในการเป็นไอดอลมันเป็นยังไง มันเหมือนเป็นบทสรุปของคำถามที่เราตอบมาตั้งแต่ข้อที่ 1 คือได้รู้คำตอบในหนังเรื่องนี้

 


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

สัมภาษณ์ กรุณา บัวคำศรี คนข่าวตัวจริงกับมุมมอง รู้เท่าทัน “สื่อ” หรือจะตกเป็น “ทาสสื่อ”

การเมืองของนักเขียน และเรื่องเล่าการเมืองในโลกวรรณกรรมของอุทิศ เหมะมูล

สัมภาษณ์ วีรยา จาง สาวน้อยผู้อยากเป็นนักกีฬา eSports และอยากพัฒนาตัวเองใน BNK48

จักร กาญจนากาศ นักสู้ที่ล้มแล้วลุก ผู้ปลุกปั้น “จตุจักรเพลย์กราวด์” และ “กรีนวินเทจ” ศูนย์รวมของเก่าและของวินเทจใหญ่สุดในไทยและอาเซียน

สัมภาษณ์ สุธาวัชร์ ปานเงิน นักศึกษาพระอภิธรรม แอดมินเพจ เสถียร โพธินันทะ

จาก “ซุป’ตาร์” สู่ “ซุปเนื้อ” สัมภาษณ์ วีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ โต ซิลลี่ฟูลส์ กับชีวิตที่เขา “ถูกใจสิ่งนี้”

ผุสดี คีตวรนาฏ บก. ซิงจงเอี๋ยน หนังสือพิมพ์จีนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

แทน โฆษิตพิพัฒน์ ลูกไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อ ‘เฉลิมชัย’ ผู้ขอสร้างนิยามศิลปินในแบบตัวเอง