Post on 02/03/2020

ชญานิน หาญการสุจริต ความสุขที่ได้ให้โอกาส เพื่อส่งต่อความสุขและความฝัน

“ผมอยากเห็นสังคมที่ดีกว่านี้”

อาจเหมือนคนรุ่นใหม่อีกกว่า 1,000 คน ที่มาเป็นครูอาสาของ Saturday School Foundation เหตุผลง่าย ๆ ที่ดึงดูดให้ ปั้น-ชญานิน หาญการสุจริต ชายหนุ่มอายุ 25 คนนี้เข้ามาเป็นครูอาสาคืออยากมีส่วนช่วยส่งเสริมศักยภาพเด็ก ๆ ขับเคลื่อนการศึกษาไทยไปในเส้นทางที่คนรุ่นใหม่อย่างพวกเขาอยากจะเห็นในวันพรุ่งนี้ เพื่อผลักดันให้สังคมเราดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้

“ผมแค่รู้สึกว่าหลายประเทศมีหลายอย่างที่ดี แต่ประเทศเรายังไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่างที่ญี่ปุ่น เขาห้ามขับรถเร็ว ทุกคนก็ยอมทำตาม ที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งมาจากคน ถ้าคนมีคุณภาพ มีการศึกษาที่ดี ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ความมักง่าย การไม่เคารพกฎ ก็อาจไม่เกิดขึ้น จริง ๆ ทุกคนไม่ได้เป็นคนเลวร้าย แต่ทำเพราะอาจยังไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมา การเป็นอาสาสมัคร เราไม่ได้สอนเด็กแค่ให้เรียนเลข ท่องฟิสิกส์ เราต้องให้ทั้งความรู้ และปลูกฝังทัศนคติไปพร้อมกัน อย่างเรื่องการตรงเวลา เราจะบอกน้องที่มาสายว่าเพื่อนรอนะ ให้เขาได้คิดด้วยตัวเอง ไม่พยายามบอกว่าสิ่งที่เราคิดมันถูกหรือผิด”

จุดเริ่มในชีวิตการเป็นอาสาสมัครของปั้น มาจากวันหนึ่งเขาอยากลองทำอะไรที่มากไปกว่าสิ่งที่ทำปกติทุกวัน เลยลองมองงานด้านอาสาสมัครด้านการศึกษา พอดีกับที่ Student Support กำลังประกาศรับอาสาสมัคร แล้วเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนได้ทำอยู่ก่อนแล้ว เขาเลยได้ลองเข้ามาเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ภายใต้ Saturday School Foundation พื้นที่รวมตัวของเหล่าครูอาสาคนรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพจำนวนนับ 1,000 คน มาช่วยกันเป็นแรงสำคัญในการช่วยสนับสนุนและสร้างโอกาสให้กับเด็กไทย ปั้นมองว่าข้อดีของโครงการนี้คือ เป็นโครงการอาสาสมัครแบบไม่เต็มเวลา และมีคนจากหลากอาชีพหลายทักษะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และใช้ทักษะที่แต่ละคนถนัดเพื่อมาเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น 

“วันแรกที่เข้ามาทำการจัดเก็บข้อมูลยังไม่ค่อยเป็นระบบ เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่ค่อยได้เก็บข้อมูลละเอียดว่าน้องแต่ละคนเป็นใครบ้าง เราอาศัยความคุ้นเคย จำหน้ากันเองได้ บางคนมาแล้วก็หายไปเลยก็มี พอไม่กลับมาเราก็ทำอะไรต่อไม่ได้ แม้อาจจะไม่มีทางที่จะเก็บข้อมูลเด็กที่ผ่านมาในโครงการได้ทั้งหมด แต่เราก็อยากจะเพิ่มโอกาสที่จะช่วยเหลือน้องให้ได้มากที่สุด”

ด้วยอาชีพหลักของปั้นคือ การเป็นวิศวกรภูมิศาสตร์สารสนเทศ ประจำอยู่ที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ทำให้มีความถนัดในเรื่องเทคโนโลยี โจทย์แรกที่วิศวกรหนุ่มคนนี้ได้รับตอนเข้ามาทำโครงการปีที่ 1 เลยเป็นการเข้ามาช่วยในดูเรื่องการจัดเก็บข้อมูลของน้อง ๆ ร่วมกับทีมอาสาสมัคร เพื่อสร้างกลไกที่จะช่วยสนับสนุนเด็ก ๆ และติดตามความสำเร็จของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากใช้โปรแกรม Spreadsheet ทั่วไป ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งในโครงการปีที่ 2 เขาได้มีแนวคิดจะทำเป็นเว็บไซต์เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่เป็นระบบ เพื่อให้อาสาสมัครใช้ส่งต่องานไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละส่วน ไม่ให้ข้อมูลทุกอย่างต้องมากระจุกรวมที่ผู้จัดการโครงการแค่เพียงคนเดียว

การที่มีเว็บไซต์ และฐานข้อมูลที่เป็นระบบ นอกจากจะช่วยกระจายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์ได้ว่า เด็กกลุ่มไหนอยู่บริเวณใกล้กันบ้าง เผื่อจะมีโอกาสได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน หรือแบ่งกลุ่มตามความสนใจเพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มีสังคมที่กว้างขึ้น

“ผมเป็นคนชอบเด็กนะ แต่ตอนแรกจะเข้ามาทำเว็บไซต์ดูเรื่องข้อมูลอย่างเดียว ยังไม่ได้คิดว่าจะมาสอน พออาสาสมัครขาดเราเลยได้มาช่วยด้วย จากแค่นั่งดูยังไม่ได้สอนอะไรก็มีน้องสนใจอยากเขียนโปรแกรมเลยได้ไปช่วยดู กลายเป็นพี่ดูแลอีกคนหนึ่งไปเลย”


ไม่ชอบการเรียนไม่ได้เป็นสิ่งผิด

ระหว่างที่ปั้นกำลังสนุกกับงานอาสาสมัคร พอดีทาง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่เขาทำงานอยู่นั้น ได้มีโครงการ Happy to Give ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเชฟรอนได้รวมกลุ่มกันและนำเสนอไอเดียโครงการเพื่อสังคมที่อยากลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น เขาไม่รอช้าที่จะนำโครงการ Student Support เข้าไปเสนอ แล้วโชคดีเป็นหนึ่งในโครงการที่ผ่านคัดเลือกได้รับงบประมาณสนับสนุนครั้งนี้

ทำให้ในปีนี้โครงการ Student Support ซีซัน 2 นี้มีเด็กอายุระหว่าง 13-18 ปี จาก 10 พื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ มาเข้าร่วม เพื่อรับการพัฒนาศักยภาพและทัศนคติ ทุกวันอาทิตย์ ตลอด 10 สัปดาห์ของโครงการ โดยให้น้องแต่ละคนตั้งเป้าหมายที่จะทำเมื่อจบโครงการ แล้วให้พี่ ๆ ครูอาสาคอยเป็นที่ปรึกษาช่วยทำความฝันนั้นให้สำเร็จไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้หลังจากได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการ Happy to Give เว็บไซต์ของปั้นก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง โดยเขาบอกว่าจะใช้งานได้จริงในเดือนเมษายนนี้

“โครงการในปีแรกเราจะโฟกัสที่ให้น้องเลือกอาชีพที่อยากทำ พอซีซันนี้ได้ทุนสนับสนุน เราก็ลองปรับให้น้องทำมิชชันที่สนใจไปด้วยกัน ตอนเด็ก ๆ ผมไม่ชอบเรียนหนังสือเลย ร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียนจนถึง ป.5 เลยเข้าใจน้องบางคนที่ไม่ชอบการเรียน ซึ่งก็เป็นความคิดของ Student Support ที่ไม่ไปตัดสินว่าการไม่เรียนเป็นสิ่งที่ผิด เราให้เขาเลือกทำในสิ่งที่ชอบไม่จำกัดว่าเขาต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเหมือนพี่น้อง คอยฟังเขา ไม่ไปว่าเขา ค่อย ๆ ให้แนวคิดเขา เพราะตอนที่อายุเท่า ๆ เขา เราก็ไม่ได้ทำถูกไปหมดทุกเรื่อง หรือว่าตั้งใจเรียนตลอดเวลา”

ตัวอย่างสิ่งที่เด็ก ๆ ในโครงการ Student Support ในซีซันนี้สนใจมีทั้ง การรื้อฟื้นละครชาตรีให้คนสมัยนี้ได้รู้จัก ด้วยการไปถ่ายวีดิโอคนที่เกี่ยวข้องกับละครชาตรีมาถ่ายทอด รวมทั้งพยายามหัดรำละครชาตรีด้วยตัวเอง หรืออย่าง น้องอารี่ นักเรียนชั้น ม.2 ที่ปั้นรับเป็นที่ปรึกษา เขามีความฝันอยากสร้างเกมของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นได้เล่นสนุกสนานและมีความสุข ปั้นเลยได้แนะนำให้น้องอารี่เริ่มต้นจากการลองคิดออกมาเป็นบอร์ดเกม ที่จะช่วยสร้างพื้นฐานในเรื่องตรรกะการคิดอย่างเป็นระบบก่อน โดยเขาคอยเป็นพี่เลี้ยงช่วยแก้ไขปรับปรุง หาอุปกรณ์บางอย่างมาให้เพิ่มเติม จากส่วนที่น้องอารี่กลับไปพัฒนาเองที่บ้านในอีก 6 วันที่เหลือ

“อารี่อยากใช้บอร์ดเกม ทำให้คนได้มารู้จักกัน เราช่วยเขาอาทิตย์ละวัน ที่เหลือเขากลับไปพัฒนาเอง เราคอยให้ความเชื่อมั่นกระตุ้นให้เขามีกำลังใจว่า สิ่งที่ทำขึ้นมันดี และไม่ใช่เด็ก ม.2 ทุกคนที่ทำได้แบบนี้ สุดท้ายเขาก็ทำจนเสร็จแล้ว ได้เอาไปให้คนได้เล่นกันจริง ๆ ในงาน Big Day ของ Saturday School Season 8.5 ที่ผ่านมา”

เป้าหมายหลักของโครงการ Student Support คือการสร้างโอกาสและสนับสนุนเด็ก หรือ long life support เพื่อให้พวกเขาไปถึงยังเป้าหมายที่ตั้งไว้ของแต่ละคน ซึ่งก้าวแรกที่สำคัญคือ การเปิดโลกให้เด็ก ๆ ได้รู้จักกับสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย อย่างอาชีพวิศวกรภูมิศาสตร์สารสนเทศ ที่ปั้นกำลังทำอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกอาชีพที่น่าสนใจสำหรับน้อง ๆ ในโครงการนี้

“มีเด็กที่ฝันอยากเป็นพนักงานส่งอาหารตามบ้าน เพราะเห็นพี่ในชุมชนทำอาชีพสุจริตนี้แล้วหาเลี้ยงครอบครัวได้ เลยเหมือนไอดอลของพวกเขา ผมไม่ได้ว่าอาชีพนี้ไม่ดี เพียงแต่จะดีกว่าถ้าเราให้โอกาสน้อง ๆ ได้รู้จักอาชีพที่หลากหลายกว่านี้ แล้วสุดท้ายเปิดกว้างให้เลือกในสิ่งที่ชอบจริง ๆ พวกเรามีคนที่ทำงานด้านโฆษณา ภาพยนตร์ แอร์โฮสเตส วิศวกร และอาชีพอื่น ๆ อีกเยอะแยะ อาจเป็นความหลากหลายให้กับเขา แต่ไม่ใช่แค่พาน้อง ๆ ไปดูงานอาชีพต่าง ๆ แล้วเขาอยากจะทำเพราะมันเท่ เราต้องใช้เวลาเปลี่ยนความเชื่อ จากที่คิดว่ายากไกลตัว ให้เชื่อว่าเป็นไปได้ อย่างสมมติว่าเราสนับสนุนให้น้องคนหนึ่งได้เป็นคุณหมอ เขาจะได้กลับไปเป็นตัวอย่างว่า คนที่มีพื้นหลังชีวิต โตมาในสภาพแวดล้อมคล้ายกันแบบนี้ยังทำได้ น้องคนอื่นก็ควรจะทำได้เหมือนกัน”

พลังของโอกาสและความเชื่อมั่น

สิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้เด็กคนหนึ่งทำความฝันให้เป็นจริงได้นั้น อาจจะเป็นโอกาสและความเชื่อมั่น ในตอนแรกปั้นเองเคยมองข้ามความสำคัญของคำว่าโอกาส เพราะการที่เป็นลูกคนเล็ก ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างพร้อมสนับสนุนในทุกเรื่อง ทำให้เขาไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้

แต่เมื่อได้เห็นเด็ก ๆ ในโครงการที่หลายคนต่างที่มา บางคนไม่เคยได้รับโอกาสจนกระทั่งได้เข้าร่วมโครงการนี้ ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขารู้ว่ามันเป็นสิ่งพิเศษหนึ่งในชีวิต ช่วยปั้นให้ได้เข้าใจความหมายของคำนี้มากขึ้น ที่สำคัญทำให้เขารู้ถึงความสุขที่ได้ให้โอกาสกับคนที่กำลังต้องการมันมากที่สุด

นอกจากนี้การได้มาเป็นครูอาสาคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็ก ๆ ยังช่วยให้เขาหวนกลับไปนึกถึงเรื่องพลังของความเชื่อมั่น ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับมาจากอาจารย์ ผู้ที่ได้ส่งผ่านความเชื่อมั่นมาให้ในตอนที่เขาเข้าไปปรึกษาเรื่องการศึกษาต่อ

“ตอนนั้นมหาวิทยาลัยที่จะไปเรียนต่อเข้ายากมาก เลยกังวลอยู่นานจนได้เจอกับอาจารย์ที่จบมาจากมหาวิทยาลัยนั้น มาบอกว่าถึงเกรดอาจจะไม่ได้ดีมาก แต่อย่างน้อยถ้ากล้าลองก็มีโอกาสจะเข้าได้ แล้วอาจารย์คนนั้นก็เชื่อมั่นจริง ๆ ว่าเราทำได้ เขาเขียนใบ recommendation ช่วยเป็นที่ปรึกษาทุกอย่างจนเราจบปี 4 เขาเหมือนคนที่คอยเชื่อมั่นในตัวเรา ทำให้ตอนนี้เราได้มาเป็นคนที่เชื่อในตัวน้อง ๆ ว่าพวกเขาทำได้สามารถเป็นอะไรก็ได้ที่อยากจะเป็น หลายคนอายุยังน้อยเพิ่งเรียนมัธยมต้น แต่พอมีศักยภาพทำหลายอย่างด้วยตัวเองได้แล้ว เราต้องช่วยให้เขามั่นใจว่าทำได้จริง ๆ โอกาสที่ให้แม้ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปมากมาย แต่ถ้าเกิดมีสักคนรู้สึกเหมือนกับที่ผมเคยได้รับโอกาสและความเชื่อมั่นจากอาจารย์ตอนไปปรึกษาเรื่องเรียนต่อ แล้วส่งต่อโอกาสนั้นต่อไป ผมก็รู้สึกดีมากแล้ว”

สิ่งที่ปั้นและอาสาสมัครของโครงการ Student Support พยายามทำคือ การช่วยให้เด็ก ๆ ได้เข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกัน โดยพวกเขาพยายามทำให้ตัวเองเป็นโอกาส ด้วยการเดินเข้าไปหาเด็ก ๆ และหวังอยู่ลึก ๆ ว่าน้องกลุ่มนี้จะใช้โอกาสที่ได้รับนี้จนสามารถเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ หรืออย่างน้อยก็ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางที่พวกเขาได้หวังเอาไว้

การสนับสนุนโอกาส และความเชื่อมั่นในพลังคน มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กในวันนี้ เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า แล้วพร้อมจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นในวันต่อไป ซึ่งปั้นเชื่อว่าถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น เราไม่ต้องรอให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนเริ่ม แต่เราจะต้องเป็นคนเริ่มต้นก่อน เหมือนกับที่เขาตัดสินใจมาเป็นอาสาสมัคร แล้วส่งพลังสนับสนุนโอกาส และความเชื่อมั่นให้น้อง ๆ ผ่านโครงการ Student Support นี้

“ผมเชื่อว่าทุกคนไม่อยากเห็นเศษขยะ แต่ต้องมีคนที่หนึ่งเริ่มต้นเก็บขยะขึ้นมาก่อน เราอาจจะเป็นคนที่หนึ่งนั้นที่ช่วยส่งแรงบันดาลใจกับคนต่อไปให้ช่วยกันเก็บชิ้นอื่น ๆ ถ้าเราอยากให้สังคมดีขึ้นเราก็ต้องเริ่มทำก่อน เริ่มจากการทำสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าทุกคนอยากทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเราก็ต้องลงมือทำ ถ้าแค่บ่นแต่ไม่ทำก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ผมมองว่าปัญหาหลาย ๆ อย่าง ต้องทำให้คนมีคุณภาพ โดยเริ่มที่การศึกษา แต่การศึกษาไม่ได้มีแค่การเรียน ต้องมีการปลูกฝังปัญญา ให้รูัจักความเข้าอกเข้าใจนึกถึงคนอื่นด้วย เราอยากให้เกิดสิ่งดีขึ้นในชุมชนหนึ่ง แล้วส่งสิ่งดี ๆ นั้นต่อไปเรื่อย ๆ ขยายออกไปจนกระทั่งวันหนึ่งสังคมที่เราอยู่เปลี่ยนเป็นสังคมที่ดีขึ้นกว่าวันนี้”


The People

กองบรรณาธิการ

Related

สือ เจิ้งลี่ นักวิจัยอู่ฮั่น ผู้ทำนายการระบาดโคโรนาไวรัสจากค้างคาว

ชายผู้ทำสงครามกับภูเขา ‘ทัศรัฐ มานจี’ ใช้มือเปล่าสร้างถนนมาตลอด 22 ปีด้วยตัวคนเดียว

ลามะ: น้องถูก disrupt! จากเดินป่า มาส่งอาหารช่วงโควิด

แบร์ จากหมาหัวเน่าสู่ฮีโร่ของเหล่าโคอาลา ในวิกฤตไฟป่าออสเตรเลีย

พัสกร กมลสุวรรณ ชายที่พยายามทำให้การเลือกใช้ถ้วยกระดาษ เป็นทางเลือกในการรักษ์โลกแบบง่าย ๆ

แคร์รี เกรซี อดีต บก.บีบีซี ต่อสู้เพื่อค่าจ้างที่เท่าเทียมทางเพศในองค์กร

โลกนี้ไม่ได้มีแต่ “พี่ตูน” ที่วิ่งเพื่อคนอื่น ก่อนหน้านี้มีคน “ไม่สำคัญ” คนไหนบ้างที่วิ่งเปลี่ยนโลก

ปทิตตา ไตรเวทย์: เจ้าของปางที่อยากให้ช้างได้กินอิ่ม แม้ในช่วงโควิด-19