Post on 21/05/2021

คริส เรดฟิลด์: คนเดือดแห่ง Resident Evil นักต่อยหิน หรือ นักสู้ผู้เหนื่อยล้า?

** บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องสำคัญในเกม  Resident Evil Village**

คริส เรดฟิลด์ (Chris Redfield) จากแฟรนไชส์ Resident Evil  เป็นตัวละครที่เรียกว่าฮีโร่มาตรฐาน (Typical Hero) โดยฮิเดกิ คามิยะ ผู้ทำหน้าที่เป็น Sytem Planner ของเกมภาคแรกเผยว่า ออกแบบมาให้คริสเป็นตัวละครประเภท “เลือดร้อน หัวแข็ง” ซึ่งเป็นรูปแบบตัวละครที่เขาชอบ ทำให้คริสเป็นฮีโร่แบบสมัยนิยมในตอนนั้นที่เป็นผู้ชายแข็งแกร่ง และตัวละครของเขาก็จะแตกต่างจากจิล วาเลนไทน์ ตรงที่เขาสามารถวิ่งได้ไวกว่าและสามารถรับความเสียหายได้มากกว่า

ทว่าจากตัวละครธรรมดา ๆ ทั่วไป การเติบโตของคริสตลอด 25 ปี ของแฟรนไชส์นี้ก็ได้รับการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ จากตัวละครที่ดูพระเอ๊กพระเอกเหลือเกิน เขาก็ได้รับการพัฒนาจากหนุ่มหล่อใส กลายเป็นแด๊ดดี้หุ่นหมี หล่อล่ำกล้ามโต และได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวละครเอกที่แข็งแกร่งที่สุดในแฟรนไชส์ Resident Evil แต่คริส เรดฟิลด์มีอะไรดีถึงขั้นครองใจแฟน ๆ มาอย่างยาวนาน เขาเป็นแค่มนุษย์กล้ามเนื้อแค่นั้นหรือ เปล่าหรือคริส เรดฟิลด์เป็นคนที่มีแง่มุมที่น่าสนใจกว่านั้น

คู่พี่น้องกู้โลก

แม้ภายนอกจะดูเป็นคนกล้าม ๆ แต่ก็มีความรักให้กับน้องสาวเต็มที่ คริส เรดฟิลด์ เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นอเมริกันที่ต้องเผชิญกับความลำบากก่อนวัย พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตหมดแล้ว เหลือเพียงเขากับ แคลร์ น้องสาวที่อายุน้อยกว่า 6 ปี คริสตัดสินใจสมัครเป็นทหารอากาศของกองทัพสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ อายุ 17 ปี  เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและส่งเสียน้อง ความสามารถของเขาโดดเด่นเกินเพื่อนร่วมรุ่น เขามีทักษะทั้งด้านการต่อสู้แบบประชิดตัวโดยเฉพาะการใช้มีด สามารถขับยานพาหนะได้หลายประเภททั้งเฮลิคอปเตอร์ และ เครื่องบิน แม้จะเป็นคนเก่งแต่คริสทะเลาะกับผู้บังคับบัญชาอยู่บ่อยครั้งจนตัดสินใจลาออกตอนอายุ 23 ปี โชคยังดีที่แบร์รี่ เบอร์ตัน เพื่อนรุ่นพี่ทหารอากาศหน่วยเดียวกันชวนเขามาสมัครเป็นตำรวจสมาชิกหน่วย  S.T.A.R.S. ที่เมือง Raccoon City

คริส สนิทกับ แคลร์มาก ๆ ด้วยความที่เหลือกันแค่สองคนพี่น้องเขาจึงเลี้ยงน้องสาวให้มีความแข็งแกร่งไปด้วย เขาฝึกแคลร์ให้ต่อสู้ และใช้อาวุธปืน เพื่อเธอจะได้ดูและตัวเองได้หากเขาไม่ได้มีเขาอยู่ข้าง ๆ แคลร์จึงกลายเป็นผู้หญิงบุคลิกทอมบอยห้าว ๆ เป็นสาวไบเกอร์ขี่มอเตอร์ไซค์คันโต ตอนที่ทั้งสองเจอกันครั้งสุดท้ายก่อนเหตุการณ์สยองในเมืองแร็คคูน คริสได้ให้ของขวัญแคลร์เป็นไฟแช็กสีทองอันโปรดที่เขาใช้ประจำกับมีดของหน่วย  S.T.A.R.S. ราวกับจะรู้ว่าในอนาคตทั้งตัวเขาและน้องสาวจะต้องเจอเผชิญวิบากกรรมฝ่าวิกฤตไวรัสต่อสู้กับสัตว์ประหลาดไม่รู้จบ จนสุดท้ายคริสได้มาอยู่หน่วย BSAA องค์กรต่อต้านการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ และเป็นหัวหน้าหน่วย Hound Wolf Squad หน่วยงานปฏิบัติการลับที่อยู่นอกการควบคุมของ BSAA ส่วนแคลร์อยู่กับองค์กร TerraSave ที่คอยช่วยเหลือผู้ประสบภัย แม้จะทั้งคู่จะเดินไปในเส้นทางที่ต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือความสงบสุขของประชาชน

ขวัญใจของทุกเพศ

คริส เป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนเกมรักมากที่สุด แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งแต่ก็มีแง่มุมในความอ่อนโยนกับคู่หูอย่างจิล วาเลนไทน์ รวมถึงการเป็นผู้นำที่ดีและใส่ใจกับลูกทีมอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับเพียร์ส นีแวนส์ ลูกน้องจากหน่วย BSAA ที่รักและเคารพเขาจากใจจริง ทำให้เขามีคู่จิ้นทั้ง Valenfield (คู่จิ้นกับจิล) และ Nivanfield (คู่จิ้นกับเพียร์ส) ไปจนถึงความสัมพันธ์แบบคู่อาฆาตกับอัลเบิร์ต เวสเกอร์ จนเกิดคู่ Chrisker อีกด้วย 

การที่คริสไม่ได้รับการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความรักเลยทำให้เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้ตีความและลุ้นว่าคริสจะลงเอยกับใครกันแน่ แต่หลังจาก Resident Evil 6 วางจำหน่าย กระแสอยากให้คริสมีเพศสภาพที่ลื่นไหลก็มากขึ้นเรื่อย ๆ แฟนๆ ถึงกับสร้างสรรค์ผลงาน Fan Ficiton, Fan Art และ Fan Video สไตล์ Nivanfield ที่สร้างเรื่องราวที่เขาอยู่กับเพียร์ส อย่างมีความสุขจนได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แม้กระทั่งความสัมพันธ์กับตัวละครคุณพ่อลูกอ่อนอย่างอีธาน วินเทอร์ส ก็ได้รับการจับเป็นคู่จิ้น Winterfield 

คริสเป็นตัวละครในแฟรนไชส์ Resident Evil ที่แฟน ๆ อยากให้เป็นตัวแทนของชาว LGBTQ มากที่สุดและถึงกับมีการสร้างแคมเปญใน Change.org ให้มีการเพิ่มบทให้คริสเปิดเผยตัวว่าเป็นชาว LGBTQ แม้ว่าจะรู้ดีว่าอาจจะเป็นไปได้ยากที่จู่ ๆ ตัวละครชายที่แบกรับภาพลักษณ์แบบผู้ชาย Macho สุดขั้วอย่างเขาจะเปลี่ยนมารักเพศเดียวกันหรือมีเพศภาพลื่นไหลอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีข่าวลือก่อนที่ภาค Village จะออกมาให้เล่นกันว่าคริส จะเปิดเผยตัวเรื่องเพศสภาพของเขา แม้ว่าสุดท้ายตอนนี้จะเป็นเรื่องที่ต้องฝันไปก่อนก็ตาม แต่การที่ทาง Capcom ไม่ได้ออกมาตอบรับหรือปฏิเสธอย่างใดก็ถือว่าเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ยังมีพื้นที่เอาไว้จิ้นกันต่อ  

ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา แต่ว่าหัวใจแทบรับไม่ไหว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คริส เรดฟิลด์เป็นที่จดจำสำหรับแฟน ๆ คือพละกำลังมหาศาลของเขาในการโชว์พลังต่อยก้อนหินยักษ์ใน Resident Evil 5 ซึ่งเป็นภาคที่หลายคนตะลึงกับรูปร่างที่ดูเปลี่ยนไปของคริส เพราะแต่เดิมเขาไม่ได้กล้ามโตโชว์พลังขนาดนี้ แต่พลังต่อยหินของเขานั้นมีที่มาที่ไป โดย ยาสุฮิโระ อันโป production director ของภาคนี้เผยว่าคริสพยายามฝึกฝนอย่างหนักให้เขาต่อสู้กับเวสเกอร์ผู้มีพลังเหนือมนุษย์ได้ เพราะที่ผ่านมาเขาเพลี่ยงพล้ำให้กับการต่อสู้ตัวต่อตัวกับเวสเกอร์มาโดยตลอด แม้ว่าเขาจะทำสำเร็จปราบเวสเกอร์จนได้แต่พละกำลังที่แข็งแกร่งของเขาไม่ได้ช่วยปกป้องจากบาดแผลในจิตใจจากเหตุการณ์สยองต่าง ๆ ที่เขาได้พบเจอมาตั้งแต่เหตุการณ์ที่เมืองแร็คคูน การที่ต้องเผชิญต่อการสูญเสียของเพื่อนร่วมทีมส่งผลต่อคริสมาตั้งแต่ครั้งนั้น ทำให้เขายังต้องเผชิญฝันร้ายนี้ไม่รู้จบ แม้ว่าเขาจะได้จิลคืนกลับมา แต่สภาพจิตใจของเขากับเริ่มพังทลายลงเรื่อย ๆ คริสเริ่มมีอาการทางจิตจากภาวะ Posttraumatic stress disorder (PTSD) ซึ่งเป็นสภาวะจิตใจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ที่เลวร้าย ทำให้เขาเริ่มสูญเสียความทรงจำชนิดที่เรียกว่า post-traumatic amnesia

อาการนี้ได้รับการขยายและถ่ายทอดออกมาใน Resident Evil 5 Viral Campaign ซึ่งเป็นคลิปหนังสั้นโปรโมทเกม จำนวน 5 ตอน ที่เล่าเรื่องราวหลังจากจบเหตุการณ์ใน Kijuju ผลงานกำกับของ มาร์คัส  นิสเปล (Marcus Nispel) ที่ได้ วิล ลูพาร์ดัส (Will Lupardus) มารับบทเป็นคริส ภายใต้คอนเซ็ปต์  “A fear you can’t forget” (ความกลัวที่ไม่สามารถลืม) ที่เล่าเรื่องราวของคริส ที่เริ่มมีอาการทางจิต แม้เขาจะได้รับการเชิดชูเกียรติ หรือพยายามใช้ชีวิตตามปกติแค่ไหน เขาก็ไม่อาจลบล้างเหตุการณ์ต่อสู้สุดสยองและการสูญเสียได้ เขาถึงขั้นเคยพยายามฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ ก่อนจะฮึดสู้อีกครั้งเพื่อเขาจะได้ตัวตนและความทรงจำของเขากลับคืนมา แต่ฝันร้ายนี้ก็ไม่เคยจบสิ้น และมันส่งผลกระทบต่อเขาอย่างรุนแรงขึ้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ในภาคที่ 6 ที่ลูกทีมของเขาถูกสังหารเกือบหมดภายใต้การนำทีมของเขา เขาสูญเสียความทรงจำและสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวตนไปโดยสิ้นเชิงจนมีอาการติดเหล้า ต้องได้เพียร์ส นีแวนส์ไปลากตัวกลับมาทำภารกิจ และแต่วิบากกรรมก็ไม่จบเมื่อเพียร์สสละชีวิตเพื่อให้เขาอยู่รอด 

สิ่งที่เขาเจอมันหนักหนาสาหัสมากกับการที่ต้องพยายามครองสติกลับมาให้ได้แม้ว่าต้องเผชิญกับทุกข์ของผู้รอดชีวิต (survivor guilt) ที่เหมือนกับเป็นคำสาปของเขา เนื่องจากความแข็งแกร่งของเขาที่ทำให้รอดชีวิตได้ แต่คนรอบข้างของเขามักไม่โชคดีเช่นนั้น

คริสกลับมาสู้ต่อในภาคที่ 7 (ในรูปลักษณ์ที่โดนติเตียนมากที่สุดเพราะเปลี่ยนหน้าตาไปโดยสิ้นเชิง) ในภารกิจช่วยเหลืออีธาน วินเทอร์ส ชายหนุ่มที่ต้องเผชิญกับครอบครัวสุดสยองในหลุยส์เซียนา ที่ได้รับ Mold เชื้อรามรณะ จนสติวิปลาสและกลายพันธุ์เป็นคนไม่ใช่คน และเป็นอีกครั้งที่เขาต้องสังเวยชีวิตของลูกน้องร่วมทีมอย่างสยดสยองอีกครั้ง เพื่อแลกกับชีวิตของอีธาน และมีอา วินเทอร์ส  

รอยยิ้มที่แสนเศร้า

ภารกิจของคริส เรดฟิลด์ยังไม่จบลง แม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์ในภาค 7 มาถึง 3 ปี แต่เขาก็ต้องกลับมาช่วยเหลืออีธานอีกครั้งในภาค Village เมื่อโรส ลูกสาวของอีธานถูกลักพาตัวไปโดย Mother Miranda เจ้าลัทธิเชื้อรามรณะ

แอนดี้ เคลลี แห่ง PC Gamer เขียนบทความยกย่องความดีงามของคริส เรดฟิลด์ ในภาค Village ว่าเป็นภาคที่ทำให้คริส ฉีกจากความที่เป็นตัวละครสุดแกร่งที่มีแต่คนจำได้แต่เขาต่อยหิน แล้วหวนกลับมาคำนึงถึงสภาพจิตใจของเพื่อนยากคนนี้ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เขาจะได้เกษียณจากการต่อสู้อันยาวนานเสียที โดยตั้งข้อสังเกตว่า รอยยิ้มที่คริส เรดฟิลด์ มอบให้กับอีธาน วินเทอร์ส ในภาค Village ในตอนที่ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปช่วยโรส ลูกสาวของอีธานกลับมา นั้นไม่ใช่แค่รอยยิ้มธรรมดา แต่มันมีความเศร้าเจืออยู่ในแววตาของเขา 

“มองแค่แวบแรกมันก็เหมือนรอยยิ้มธรรมดานะ แต่มันมีประกายแห่งความโศกเศร้าอยู่ในดวงตาของเขา ถ้าคุณเคยรู้สึกซึมเศร้าและถูกบังคับให้ต้องร่วมงานสังสรรค์ที่คุณต้องฝืนยิ้มและเจอคนอื่น ๆ นั่นแหละสีหน้าของเขา ผมอาจจะคิดมากเกิดไปในการพยายามอ่านสีหน้าของเขานะ แต่ผมว่าเทคโนโลยี performance capture ของ Capcom นั้นยอดเยี่ยมจนผมเชื่อว่านักแสดงได้รับการกำกับให้แสดงออกมาแบบนี้”

รอยยิ้มที่คริสมอบให้กลายเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาให้กับอีธาน เมื่อภารกิจของพวกเขาไม่ได้ดำเนินไปอย่างที่คาดคิด คริสบ่นอย่างอัดอั้นว่าเขาเหนื่อยแล้วกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับการต่อสู้ที่เหมือนว่าจะไม่มีวันจบ เขาเคยมีคมคำเท่ ๆ เอาไว้ปิดฉากตอนท้ายการต่อสู้ของเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากการต่อสู้กับอัลเบิร์ต เวสเกอร์ คู่แค้นอมตะในภาคที่ 5 ซึ่งเขาพูดหลังได้รับชัยชนะว่า  “ผมตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่ทุ่มเทไปทั้งหมดนี้มันคุ้มค่ากับการต่อสู้ให้ได้มาหรือเปล่า ถ้ามันเป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตที่ไม่มีความกลัวอีกต่อไป ใช่… มันคุ้มค่า”  

หรือแม้กระทั่งหลังจากที่เขาสูญเสียเพียร์ส นีแวนส์ผู้กู้วิกฤตศรัทธาในตัวเองให้เขาได้กลับมาฮึดสู้อีกครั้งในภาคที่ 6 เขาก็พูดว่า “ผมเอาแต่หนีต่อไปไม่ได้ ผมต้องเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับความรับผิดชอบ มันเป็นหนทางเดียวที่ผมจะจดจำได้ มันคือหนทางเดียวที่ผมจะได้ชีวิตของผมกลับคืนมา”

แต่ครั้งนี้ เขาไม่มีคำพูดเท่ ๆ เอาไว้ปิดท้าย การจากไปของอีธาน วินเทอร์ส กระทบกระเทือนจิตใจของเขาอย่างหนัก  เขาช่วยเหลือคนสำคัญเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว และถูกมีอา ภรรยาของอีธานต่อว่าในภารกิจช่วยเหลือที่เขาทำไม่สำเร็จ ว่าเขาทำอะไรลงไป เขาได้แต่ตอบว่า “ ผมพยายามแล้ว”

หากอีธาน วินเทอร์สคือตัวละครที่ได้รับการขนานนามว่าตัวละครที่ถูกทรมานทางร่างกายมากที่สุดในแฟรนไชส์ คริส ก็คือตัวละครที่ถูกทรมานที่สุดทางด้านจิตใจ เขาติดอยู่ในวงเวียนความบอบช้ำทางใจ ลุกขึ้นสู้ใหม่ แล้วพบกับการสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า การที่ต้องแบกรับตำแหน่งหัวหน้าผู้แข็งแกร่งแต่คนที่เขาให้ความสนิทด้วยนั้นตกอยู่ในอันตรายและจากไปอยู่เสมอนั้น มันสร้างบาดแผลลึกที่ไม่มีวันหายให้จิตใจของเขา จนไม่แน่ว่าวันหนึ่งมันก็อาจจะแตกสลาย

ถึงอนาคตของแฟรนไชส์ Resident Evil จะยังไม่ชัดเจนว่าวีรบุรุษของเราจะเป็นอย่างไร แต่ในฉากท้ายเครดิตของเกมก็ทำให้เราได้เห็นว่าแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าแค่ไหนแต่ คริส เรดฟิลด์ก็ได้ดูแลโรสลูกสาวของอีธานให้ปลอดภัย และแข็งแกร่งอย่างที่ได้รับการฝากฝังเอาไว้  

เขาจะยังกลับมาเป็นคริส เรดฟิลด์ผู้แข็งแกร่งอีกหรือไม่ หรือจะส่งต่อตำนานของเขาให้กับคนรุ่นใหม่ คงต้องติดตามกันต่อไป แต่เชื่อว่าแฟน ๆ จำนวนไม่น้อยคงจะยินดีหากเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว คริส เรดฟิลด์จะได้พักผ่อนจากการต่อสู้ที่แสนยาวนานและได้รับการเยียวยาแผลในใจของเขาเสียที

อ้างอิง

https://www.change.org/p/capcom-chris-redfield-to-be-officially-part-of-the-lgbt-community?signed=true

https://www.pcgamer.com/in-resident-evil-village-chris-redfield-is-finally-a-person/

https://residentevil.fandom.com/wiki/Resident_Evil_5_Viral_Campaign

เรื่อง: จากเพจ ผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ