Post on 13/12/2018

คริสเตียน บาร์นาร์ด หมอผู้ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจมนุษย์คนแรกของโลก

การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์อย่างเช่นตับอ่อน หรือไตไม่ใช่ของใหม่ในยุคทศวรรษที่ 1960  แต่การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมนุษย์ยังเป็นเพียงทฤษฎีและจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์

ในขณะนั้นหมอหลายคนพยายามเปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นการรักษาที่สามารถทำได้จริงในมนุษย์ มีการทดลองปลูกถ่ายหัวใจในสัตว์ประสบความสำเร็จหลายต่อหลายครั้ง จนหมอเริ่มมั่นใจว่า การปลูกถ่ายหัวใจในคนก็สามารถทำได้ไม่ต่างกัน ซึ่งศัลยแพทย์ที่มีความโดดเด่นและขับเคี่ยวกันเพื่อให้ถึงเป้าหมายนี้มีอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นแพทย์จากแอฟริกาใต้ คริสเตียน บาร์นาร์ด (Christiaan Barnard) และแพทย์จากสหรัฐฯ นอร์แมน ชุมเวย์ (Norman Shumway)  

ชุมเวย์และทีมของเขาประสบความสำเร็จในการกระตุ้นหัวใจสุนัขให้กลับมาเต้นได้อีกครั้งหลังจากที่มันหยุดเต้นและถูกแช่ในสารละลายน้ำเกลือนานหนึ่งชั่วโมง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจสุนัขได้สำเร็จ

และเมื่อมีการพบยาตัวใหม่ซึ่งช่วยแก้ปัญหาปฏิเสธอวัยวะใหม่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ชุมเวย์ก็ออกมาประกาศในเดือนกันยายน 1967 ว่าเขาพร้อมแล้วที่จะผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจมนุษย์ทันทีที่เขาพบผู้บริจาคที่่เหมาะสม

ด้านบาร์นาร์ดหลังจบหมอแล้วก็ออกมาเป็นหมอรักษาโรคทั่วไปนับสิบปีจนกระทั่งเขาเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ จึงหันมาสนใจเรื่องการผ่าตัดหัวใจและมีโอกาสได้พบกับชุมเวย์ที่มหาวิทยาลัยมิเนโซนา หลังเรียนจบเขาเดินทางกลับไปแอฟริกาใต้และได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมทดลองประจำโรงพยาบาล Groote Schuur และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคปทาวน์

บาร์นาร์ดติดตามความเคลื่อนไหวของชุมเวย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งในด้านประสบการณ์บาร์นาร์ดถือว่าด้อยกว่าชุมเวย์มาก หลังชุมเวย์ประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายหัวใจสุนัขครั้งแรกในปี 1959 เมื่อถึงปี 1967 เขาก็ได้ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจสุนัขมาแล้วกว่า 300 ตัว และกว่าสองในสามสามารถมีชีวิตรอดได้เกินกว่าหนึ่งปี ขณะที่บาร์นาร์ดพึ่งจะได้ทำการผ่าตัดลักษณะเดียวกันได้ราว 50 กรณีเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็มีชีวิตรอดได้ไม่เกิน 10 วัน

แต่สิ่งที่เป็นใจให้กับบาร์นาร์ดมากกว่าก็คือเรื่องของกฎหมาย เพราะในสมัยนั้นที่สหรัฐฯ การผ่าตัดเอาอวัยวะของผู้ป่วยสมองตายไปปลูกถ่ายจะทำได้ก็ต่อเมื่อหัวใจของผู้ป่วยหยุดเต้นโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่อย่างนั้นหมอผู้ทำการผ่าตัดก็อาจถูกเอาผิดฐานฆ่าคนตายได้ ด้วยเหตุนี้แม้ชุมเวย์จะมีความพร้อมมากกว่า แต่เมื่อกฎหมายไม่เอื้ออำนวยเขาก็ยังไม่อาจทำการผ่าตัดได้สักที

ในทางกลับกันที่แอฟริกาใต้มีกฎหมายที่เปิดกว้างมากกว่า โดยเปิดช่องให้ประสาทศัลยแพทย์เป็นผู้ยืนยันการตายของผู้ป่วยได้เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อแสงและความเจ็บปวด และทันทีที่ญาติผู้ป่วยให้ความยินยอม หมอก็สามารถผ่าตัดเอาอวัยวะของผู้ตายไปปลูกถ่ายได้ทันที

ในวันที่ 14 กันยายน 1967 หลุยส์ วาชางก์ซี (Louis Washanksy) วัย 55 ปี ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล Groote Schuur ด้วยปัญหาโรคเบาหวานและอาการหัวใจผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาได้ และไม่อาจอยู่รอดได้หากไม่มีเครื่องช่วยหัวใจเต้น แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ตลอดไป การปลูกถ่ายหัวใจคือทางเลือกเดียวสำหรับเขา ทำให้บาร์นาร์ดพบตัวผู้ป่วยที่ที่เหมาะสมในเดือนเดียวกันกับที่ชุมเวย์ประกาศความพร้อม

และในวันที่ 2 ธันวาคม ปีเดียวกัน เดนิส แอน ดาร์วอล (Denise Ann Darvall) หญิงวัย 25 ปี ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาล Groote Shuur ก่อนถูกประการว่าสมองตาย เมื่อมีการตรวจว่ากรุ๊ปเลือดของเธอเข้ากันได้กับวาชางก์ซี พ่อของเธอก็อนุญาตให้ทางโรงพยาบาลผ่าตัดนำหัวใจของเธอไปปลูกถ่ายได้

“เมื่อสักก่อนเที่ยงคืนไม่เท่าไหร่ ผมอนุญาตให้หมอสามารถนำหัวใจและไตของลูกสาวไปปลูกถ่ายให้คนไข้อื่นได้ หลังได้รับแจ้งว่าเธอใกล้เสียชีวิตแล้ว” เอ็ดเวิร์ด จอร์จ ดาร์วอล (Edward George Darvall) พ่อของผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกล่าวกับผู้สื่อข่าว (New York Times)

บาร์นาร์ดใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงในการปลูกถ่ายหัวใจก่อนกระตุ้นให้หัวใจเต้นอีกครั้งด้วยไฟฟ้า ช่วงวันแรกๆ ของการผ่าตัดทางโรงพยาบาลกล่าวว่าอาการของคนไข้เป็นที่น่าพอใจและไม่พบอาการแทรกซ้อน 30 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดวาชางก์ซีสามารถพูดได้อีกครั้งแต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต และการใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับการปฏิเสธอวัยวะก็ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวของวาชางก์ซ์ลดลงมาก จนมีอาการปอดติดเชื้อทั้งสองข้าง ในวันที่ 17 หลังการผ่าตัด คณะแพทย์ตัดสินใจให้เลือดกับเขาด้วยหวังว่าจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเขาได้ แต่สุดท้ายวาชางก์ซีก็เสียชีวิตลงในวันถัดมา

ศาสตราจารย์ เจ. จี. ธอมป์สัน ผู้ทำการชันสูตรศพของวาชางก์ซียืนยันว่า วาชางก์ซีเสียชีวิตลงด้วยอาการปอดบวมอย่างรุนแรง และไม่พบสัญญาณของอาการหัวใจล้มเหลว

“สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการผ่าตัดคราวนี้ก็คือความสามารถในการหมุนเวียนกระแสเลือดของหัวใจที่ถูกปลูกถ่าย หัวใจดวงนี้สามารถทำงานได้เป็นอย่างดีตลอดจนถึงช่วงที่ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย” ธอมป์สันกล่าว

ด้านบาร์นาร์ดกล่าวว่า “มีหลักฐานทางการรักษาเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ชี้ว่าการปฏิเสธอวัยวะคือสาเหตุที่ทำให้คุณวาชางก์ซีต้องเสียชีวิต” ก่อนเสริมว่าเขาจะเดินหน้ารักษาโรคหัวใจร้ายแรงด้วยวิธีการนี้ต่อไป

ความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้บาร์นาร์ดได้ทั้งการยกย่องในความก้าวหน้าทางการแพทย์ ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงด้านจริยธรรมว่าการกระทำของเขาเข้าข่ายเป็นการฆาตกรรมหรือไม่ เนื่องจากสมัยนั้นยังมีคนเชื่อว่า “หัวใจ” คือสาระสำคัญที่สุดในการขี้วัดการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์

การทนต่อแรงกดดันทางสังคมของเขาและเพื่อนร่วมวิชาชีพมีส่วนทำให้ทัศนคติต่อความตายของคนค่อยๆ เปลี่ยนไป สังคมยอมรับการปลูกถ่ายหัวใจกันมากขั้นช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมากที่หมดทางรักษา สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยผู้ป่วยคนหนึ่งของเขาสามารถมีชีวิตอยู่กับหัวใจดวงใหม่ได้นานถึง 23 ปี

ในด้านชีวิตส่วนตัว บาร์นาร์ดผ่านการแต่งงานมาสามครั้ง โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายหัวใจครั้งแรกได้ราวสองปี เขาก็หย่ากับภรรยาอยู่กันมากว่า 20 ปี ก่อนไปแต่งกับสาวรุ่นวัย 19 (ขณะนั้นเขาอายุได้ 48 ปีแล้ว) เขาอยู่กับภรรยาคนที่สองได้สิบสองปีก็หย่า ทิ้งช่วงไประยะเวลาหนึ่งเขาก็ไปแต่งงานกับนางแบบสาวและก็จบด้วยการหย่าร้างเช่นกัน โดยเขามีลูกกับภรรยาทุกคนรวมกันทั้งหมดหกคน

บาร์นาร์ดเป็นคนหนึ่งที่แสวงหาหนทางที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว และเชื่อว่า ความชราคือ “ความผิดปกติ” เขาเคยฉีดเซลล์จากตัวอ่อนของสัตว์ให้ตัวเองโดยบอกว่า “มันคุ้มที่จะเสี่ยง” และปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เขาเชื่อว่าจะช่วยรักษาความเยาว์วัยเอาไว้ได้ก็คือการมีเซ็กซ์ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขามีคู่รักหลายคน ก่อนที่จะเสียชีวิตในฐานะพ่อม่ายเมื่ออายุได้ 78 ปี


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

ฆวน ปูโยล การ์เซีย จากสายลับฟรีแลนซ์ สู่สายลับเบอร์ 1 ของ MI5

อัน จุง-กึน นักสู้ปลดปล่อยเกาหลี มือสังหารนายกฯ คนแรกของญี่ปุ่น

เอเตียน เดอ ลา โบเอตี เผด็จการมีอำนาจเพราะคนยอมเป็นทาสโดยสมัครใจ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ชายผมฟู ไม่ใส่ถุงเท้า และพยศจนวงการวิทยาศาสตร์ต้องสะเทือน

วินเชนโซ เปรูจา นักชาตินิยม ผู้ลักพาตัว โมนา ลิซา 

แดน คานารี จากเด็กส่งเอกสาร สู่นักยกล้อคนแรกในตำนาน

โยชิโกะ โอคาดะ นักแสดงญี่ปุ่นหนีเผด็จการทหารไปถูกทรมานในโซเวียต

มามี ทิล ม็อบลีย์ แม่ที่สู้เพื่อลูกผู้ถูกฆ่าอย่างทารุณเพียงเพราะ “ผิวปาก”