Post on 22/08/2019

คลินต์ อีสต์วูด ตำนานไอดอลรุ่นปู่ หัวขบถที่ทุกคนหลงรัก

ฉันรู้ว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ เขายิงไปหกนัดหรือว่าแค่ห้า บอกตามตรงนะ ฉันก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน ฉันจำไม่ได้เหมือนกันว่ะ แต่ว่าปืนนี้คือแมกนั่ม .44 ปืนพกที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันสามารถเป่าหัวนายให้กระจุย นายต้องถามตัวเองแล้วล่ะ ว่านายรู้สึกโชคดีไหม ไอ้พังก์?”

ประโยคสุดเท่ของมือปราบปืนโหด Dirty Harry (1971) จากแฟรนไชส์ Dirty Harry ที่นำเสนอเรื่องราวของมือปราบ แฮร์รี คัลลาแฮน นายตำรวจนอกกรอบที่รับแต่งานสกปรก เป็นหนึ่งในคำพูดที่คนจดจำมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ เพราะไม่ว่าใครในยุค 70s ก็ต้องชื่นชอบไปกับความเท่สไตล์ Anti-Hero ของเขา ทำให้ คลินต์ อีสต์วูด (Clint Eastwood) รับบทนี้ต่อมาอีก 4 ภาคคือ Magnum Force (1973) The Enforcer (1976) Sudden Impact (1983) The Dead Pool (1988)

ย้อนเวลาขึ้นไปอีกหน่อย อีกหนึ่งภาพจำของ คลินต์ อีสต์วูด คือ การรับบท Man with No Name บุรุษไร้นามแห่ง Dollars Trilogy ที่ประกอบด้วย A Fistful of Dollars (1964), For a Few Dollars More (1965), and The Good, the Bad and the Ugly (1966) ตัวละครคาวบอยไอคอนระดับตำนานที่เท่บาดขาดใจ สไตล์พูดน้อยต่อยหนัก เรียกได้ว่าในยุครุ่นพ่อ (หรือสำหรับเด็กสมัยนี้อาจต้องเรียกว่ารุ่นปู่) บอกชื่อ คลินต์ อีสต์วูด ไปทุกคนก็ต้องรู้จัก

จากนั้นในยุค 90s เขาก็ทำให้ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ต้องเสียน้ำตามาแล้วกับบทบาท โรเบิร์ต คินเคด ชายชู้ (ทางใจ) หนุ่มใหญ่มากเสน่ห์ในเรื่อง The Bridges of Madison County (1995) ที่ฉากสี่แยกวัดใจยังคงเป็นฉากที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นฉากในตำนานจนถึงทุกวันนี้

คลินต์ อีสต์วูด ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับฝีมือเยี่ยม เป็นนักดนตรีและยังเป็นผู้นำความคิดทางด้านการเมือง ทำให้เขาเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องในหมู่ชาวฮอลลีวูดในฐานะปูชนียบุคคล แต่นอกเหนือไปกว่านั้นแล้วเขายังเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น Style Icon อีกด้วย

 

Rawhide (1958)

 

ความเป็นชายสไตล์อเมริกัน

ทำไม คลินต์ อีสต์วูด ถึงเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ที่ผู้ชายด้วยกันชื่นชอบ จนถูกยกให้เป็น Cultural Icon of Masculinity และไม่สามารถหาคนมาแทนที่ได้ แม้ในวันนี้เขาจะเป็นคุณปู่วัย 89 ปีแล้วก็ตาม

สื่อดังอย่าง Esquire นิตยสารไลฟ์สไตล์ของท่านชายเคยทำแบบสอบถามเหล่าผู้อ่านวัย 20-50 ปี ว่าใครคือผู้ชายที่คิดว่าเท่ที่สุดในประเทศอเมริกา ผลปรากฏว่าชื่อของปู่คลินต์นำโด่งมาอันดับหนึ่ง แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ชายที่ถูกยกให้เป็นไอคอนจะเปลี่ยนแปลงแนวทางไปในแต่ละยุคสมัย ทั้งแนวมาโชกล้ามโต, แนวหนุ่มเนิร์ด, หนุ่มตลก ไปจนถึงหนุ่มฮิปสเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้  Esquire ได้วิเคราะห์เอาไว้อย่างน่าสนใจคือ คลินต์ อีสต์วูด เป็นตัวแทนความเป็นลูกผู้ชาย ที่ผู้ชายอยากเป็นแต่เป็นไม่ได้ เขาเริ่มต้นชีวิตวัยหนุ่มของเขาด้วยการทำงานหลากหลายอาชีพ สู้ชีวิตมาหมดทุกรูปแบบ ทั้งเป็นไลฟ์การ์ด, คนส่งของ, นักผจญเพลิงป่า ไปจนถึงแคดดี้ประจำสนามกอล์ฟ และเคยเป็นทหารรับใช้ชาติประจำการอยู่ที่ Fort Ord ในช่วงสมัยสงครามเกาหลี และเคยมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเคยรอดชีวิตจากเครื่องบินตกลงไปในทะเล จนต้องเกาะแพยางว่ายน้ำเข้าฝั่งไกลกว่า 3 กิโลเมตร

ชีวิตที่โลดโผนอย่างกับเป็นพระเอกหนังอย่างนี้ ทำให้มีผู้แนะนำให้เขาเข้าวงการจนได้ไปออดิชันที่ Universal Studio ด้วยความสูงถึง 193 เซนติเมตร ใบหน้าที่หล่อเหลา พูดเสียงลอดไรฟันอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้โดดเด่นเกินกว่าจะรับบทเป็นตัวประกอบ และโอกาสทองของชีวิตก็มาถึงเมื่อเขาได้รับบทเด่นในซีรีส์แนวคอยบอยเรื่อง Rawhide ในปี 1958 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และทำให้เขากลายเป็นพระเอกหนังแนวคาวบอยอีกหลายสิบเรื่อง

ในยุคนั้นหนุ่ม ๆ มอง คลินต์ อีสต์วูด เป็นไอดอลที่อยากเอาเยี่ยงอย่าง เพราะเขาทำให้ทุกคนเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ เสื้อผ้าการแต่งกายของเขาเป็นแบบอเมริกันแท้ ๆ สวมกางเกงยีนส์ ใส่หมวก เสื้อเดนิม รองเท้าบูต สไตล์ของเขาทำให้หนุ่ม ๆ ทุกคนดูดีได้แบบไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องเนี้ยบ ไม่ต้องหรู แต่มีความติดดินลูกทุ่งและดูขบถ นอกจากนี้เขายังใส่เสื้อโปโลกางเกงสแล็คสีดำอยู่นานหลายปี จนทำให้แฟชั่นที่ทุกคนเคยมองว่าดูไม่โก้เก๋ กลายเป็นเสื้อที่ผู้ชายต้องมีติดตู้ทุกบ้าน

 ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ทำให้หนุ่ม ๆ อยากเป็น คลินต์ อีสต์วูด เท่านั้น แม้เขาไม่ใช่คนที่ดีพร้อมในแง่มุมหนึ่งเขาเป็นคนเจ้าชู้ที่มีผู้หญิงมากมายในชีวิต เคยนอกใจมีชู้ มีแฟนสาวและแต่งงานหลายรอบ รวมไปถึงเคยทำผู้หญิงท้องจนต้องยกลูกให้ผู้อื่นเลี้ยง แต่สิ่งเหล่านี้ในยุคสมัยของเขาเป็นสิ่งที่ได้รับการมองว่าเป็นชายสมชายและใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า และในตอนนี้เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ได้ทำในสิ่งเขาควรทำมานานก็คือการรับผิดชอบลูก ๆ ทุกคนอย่างเปิดเผย

 

 

Dirty Harry (1971)

 

ถ้ามัวแต่ PC ก็หมดสนุก

เสน่ห์อย่างหนึ่งของ คลินต์ อีสต์วูด คือผลงานและตัวละครของเขามีความเสียดสีสังคมอย่างตรงไปตรงมา  ซึ่งถ้าเป็นในยุคนี้ตัวละครอย่าง Dirty Harry คงโดนด่าว่าเชิดชูความเป็นชาย เกลียดเกย์ เกลียดคนดำ เกลียดชาวต่างด้าว แต่ต้องอย่าลืมว่า Dirty Harry เกลียดทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และสิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุดคือคนที่ทำตัวผิดกฎหมายและไร้ศีลธรรม ความเสียดสีแบบ No PC แบบ คลินต์ อีสต์วูด เป็นเพราะเขาโด่งดังในยุค 60s -70s ในยุคที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดยังเป็นยุคของคนผิวขาว ไม่มีการเรียกร้องความหลากหลายบนจอภาพยนตร์ และไม่มีใครมานั่งจับผิดว่าห้ามพูดจาเหยียดเชื้อชาติอื่น พวกเขายังสามารถล้อเลียน และยังคงเรียกคนผิวสีว่านิโกร โดยที่ไม่มีกระแส PC (Political Correctness ความถูกต้องทางการเมือง) หรือการพยายามไม่สร้างความเหยียดหยามในสื่อต่าง ๆ มาเป็นกรอบห้ามในการนำเสนอผลงาน 

จนปัจจุบันนี้ ปู่คลินต์ยังมีความเชื่อว่าการ PC มากเกินไปจะทำลายวงการบันเทิง เพราะมันจะน่าเบื่อมากถ้ามัวแต่เซ็นสิทีฟ กลัวว่าจะเป็นการเหยียดไปซะทุกอย่าง คลินต์ อีสต์วูด ให้สัมภาษณ์ในปี 2018 ว่า

มันน่าเบื่อนะถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครสนุกหรอกถ้ามัวแต่ PC ผมเติบโตมาในย่านที่เต็มไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ ผมเกิดมาในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำ (ช่วงยุค 30s) แล้วต้องย้ายบ้านบ่อยมาก ผมได้รู้จักคนเยอะแยะมากมายและผมมีความสุขในความแตกต่าง และผมคิดว่าถ้าทุกคนมีความสุขในความแตกต่างของกันและกัน ทุกคนก็ควรจะสามารถเล่นสนุกกับมันได้ เราเคยล้อเลียนกันได้ เราด่ากันได้ แล้วเราหัวเราะ เราเจ็บแสบไปกับมัน มันไม่ใช่สิ่งที่แย่ไปซะทุกอย่างหรอกนะ ถ้าเราไม่เก็บมาคิดให้ซีเรียสจนเกินไป ในยุคนั้น ผมคิดว่าเรามีเรื่องเครียดพอแล้วทั้งเศรษฐกิจและกำลังจะมีสงครามโลกครั้งที่สอง มันเลยทำให้ผู้คนไม่ได้เก็บมาเป็นอารมณ์แล้วเล่นมุกตลกเสียดสีไปกับมัน”

 

The Bridges of Madison County (1995)

 

ไหลตามน้ำ” เคล็ดลับการอยู่ในวงการ

หลายคนอาจจะมองเขาว่าคือตัวพ่อในการแสดง เป็นอเมริกันฮีโร เป็นพระเอกที่อยู่มาแล้วทุกยุคทุกสมัย ส่วนผลงานกำกับของเขาก็มักมีที่จะนำเสนอและเชิดชูความเป็นวีรบุรุษในแง่มุมต่าง ๆ และวัยที่มากขึ้นก็ไม่ทำให้เขาหยุดทำงาน ล่าสุดเขาเพิ่งมีผลงานกำกับหนังใหม่ Richard Jewell ที่เล่าเรื่องราวจากชีวิตจริงของ ริชาร์ด จีเวลล์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พัวพันกับคดีวางระเบิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่แอตแลนต้าในปี 1996 ที่เพิ่งเปิดกล้องไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เคล็ดลับที่เขาอยู่ได้นานขนาดนี้ก็เพราะเขา “ไหลตามน้ำ” คลินต์ อีสต์วูด เผยว่าที่เขายังอยู่ในวงการ ยังสร้างสรรค์ผลงานอยู่ เพราะว่าโลกนี้ยังมีเรื่องราวใหม่ ๆ อีกมากมายที่อยากเล่า และตราบใดที่ผู้ชมยังอยากให้เขาเล่าเรื่องอยู่ เขาก็จะทำ

ผมไม่มีแพลนอะไร ผมอาจจะโม้ก็ได้นะว่าผมมีวิสัยทัศน์อะไรแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วมันก็มักจะเกิดขึ้นง่าย ๆ อย่างเช่นมีคนโทรมาบอกว่ามีเรื่อง American Sniper (2014) นะ หรือมีเรื่อง Sully (2016) นะ ส่วนใหญ่แล้วมันจะมาก็มาเองเหมือนว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา ผมเป็นพวกไหลไปตามน้ำมากกว่า คือก็มีแผนบ้างนะ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วผมจะเปิดโอกาสแล้วแต่ว่าจะมีอะไรเข้ามามากกว่า”

  

สก็อต อีสต์วูด และ คลินต์ อีสต์วูด

 

มรดกตกทอด

นอกเหนือจากผลงานทั้งการแสดงและการกำกับแล้ว สิ่งที่เป็นมรดกให้กับวงการฮอลลีวูดของปู่คลินต์ ก็คือเหล่าลูก ๆ ที่มีชื่อเสียงในวงการ 4 คนจากทั้งหมด 8 คน ได้แก่ ไคล์ อีสต์วูด (Kyle Eastwood – ศิลปินเพลงแจ๊ส) อลิสัน อีสต์วูด (Alison Eastwood  – นักแสดงที่เพิ่งมีผลงานกับพ่อขอเธอในเรื่อง The Mule) สก็อต อีสต์วูด (Scott Eastwood) และ ฟรานเชสกา อีสต์วูด (Francesca Eastwood) ซึ่งต่างก็เป็นนักแสดงที่มีผลงานในวงการ โดยเฉพาะสก็อตที่เข้าวงการเป็นนักแสดงดำเนินตามรอยเท้าพ่อ และรับช่วงต่อความหล่อมาอย่างลูกไม้ไม่ไกลต้น จนมีการเทียบว่าสก็อตหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก อีสต์วูดผู้พ่อได้ตอบคำถามว่าเขารู้สึกอย่างไรกับชีวิตที่ผ่านมาและการทำงานของสก็อตที่หลายคนมองว่ากำลังเติบโตในวงการเช่นเดียวกันว่า

ผมไม่ได้มองย้อนกลับไปมองอดีตของตัวเองหรอก เขาเป็นคนอื่นไปแล้ว ผมเป็นพวกมองไปข้างหน้ามากกว่าจะมองไปข้างหลัง ส่วนลูกชายของผม เขากำลังไปได้ดี เขามีผลงานหลายเรื่องและผมก็ได้แต่หวังว่าเขาจะมีโชคและได้สนุกกับการทำงานเหมือนอย่างที่ผมเคยได้รับตอนที่ผมอายุเท่าเขา และยังคงได้รับโอกาสต่อไปเหมือนอย่างที่ผมได้รับในตอนนี้”

 

เรื่องโดย: เพจผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้

 

อ้างอิง

บทสัมภาษณ์จาก Kjersti Flaa

youtube

esquire


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ