Post on 13/06/2021

ไบรอัน อาร์มสตรอง: ก่อตั้ง ‘Coinbase’ แพลตฟอร์มเทรดเงินดิจิทัลใหญ่สุดในสหรัฐฯ ฝันเชื่อมโลกด้วยคริปโตฯ

“ผมไม่คิดว่าการมาของคริปโตฯ จะแก้ไขได้ทุกปัญหาในโลก แต่มันมาเพื่อแก้ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นอภิมหาความท้าทายที่สำคัญมาก นั่นคือ อิสรภาพทางเศรษฐกิจ”

ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้ง ‘คอยน์เบส’ (Coinbase) บริษัทให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงเป้าหมายในการผลักดันคริปโตฯ ให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นตัวกลางในการเชื่อมระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ

วิสัยทัศน์ของอาร์มสตรอง ทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ผู้ทรงอิทธิพลของโลก และกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ตั้งแต่อายุยังน้อย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ซีอีโอ ‘คอยน์เบส’ แตกต่างจากเหล่าผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพทั่วไป คือ บุคลิกนิสัย ตลอดจนมุมมองและวิธีการบริหารองค์กรไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเรื่องราวทั้งหลายมาจากประสบการณ์ของชายผู้นี้ที่ชื่อ ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong)

 

โตมากับคอมพิวเตอร์

อาร์มสตรอง เกิดที่เมืองซานโฮเซ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ.1983 เขาคลุกคลีกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากมารดาทำงานอยู่ที่บริษัท IBM ในซิลิคอน แวลลีย์ 

“ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยไฮสกูล ผมเป็นเด็กเนิร์ดที่อ่านหนังสือการเขียนโปรแกรมภาษา Java” อาร์มสตรองเล่าเรื่องสมัยเป็นนักเรียน ซึ่งเริ่มหารายได้พิเศษด้วยการรับเขียนโปรแกรมเว็บไซต์แบบ HTML ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังบูมช่วงปลายทศวรรษ 1990s

ความสนใจในคอมพิวเตอร์ยังทำให้เขาเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) ในเมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส และจบปริญญาตรี 2 ใบในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโทอีกใบในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่สถาบันเดียวกัน

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย อาร์มสตรองและเพื่อนร่วมหอพัก ยังได้ร่วมกันก่อตั้งเว็บไซต์ University Tutors เพื่อจับคู่ผู้ปกครองที่มองหาอาจารย์พิเศษมาสอนบุตรหลานกับนักศึกษาที่ต้องการหารายได้พิเศษด้วยการเป็นติวเตอร์ โดยเว็บไซต์นี้มีผู้เข้าใช้บริการมากมาย ก่อนขายไปในปี 2014 ได้กำไรมา 21 เท่าของรายได้

 

บทเรียนจากอาร์เจนตินา Airbnb

หลังเรียนจบในปี 2006 อาร์มสตรองสมัครเข้าร่วมงานกับบริษัทการศึกษาแห่งหนึ่ง และเดินทางไปทำงานที่อาร์เจนตินา ดินแดนซึ่งจุดประกายแรงบันดาลใจในการสร้างคริปโตฯ ให้กับเขาในเวลาต่อมา

ประสบการณ์ 1 ปีในอาร์เจนตินา ระหว่างที่ดินแดนในทวีปอเมริกาใต้แห่งนี้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้อาร์มสตรองได้สัมผัสกับความทุกข์ยากของผู้คนโดยตรง โดยเฉพาะความยากจนซึ่งเกิดจากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง (hyperinflation) ซึ่งทำให้มูลค่าของเงินลดลงอย่างรวดเร็ว

“ภาวะเงินเฟ้อร้ายกาจมาก เพราะมันทำลายทรัพย์สินของคนยากจน ซึ่งสมบัติของพวกเขาคือเงินสด การพบเห็นสิ่งนั้นมันน่าเศร้าจริง ๆ แต่มันก็นำผมไปสู่ความเข้าใจและพึงพอใจต่อศักยภาพของคริปโตเคอร์เรนซีในมุมที่กว้างมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม หลังเดินทางกลับบ้านเกิด เขายังไม่ได้เริ่มเข้าวงการคริปโตฯ ทันที แต่ไปสมัครงานเป็นลูกจ้างเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม หนึ่งในบริษัทที่สังกัด และเป็นอีกแรงบันดาลใจให้หันมาสนใจคริปโตฯ คือ Airbnb

อาร์มสตรอง ทำงานเป็นวิศวกรซอฟแวร์ที่ Airbnb แอปพลิเคชั่นบ้านเช่าออนไลน์ที่ให้บริการกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยมีหน้าที่ดูแลแพลตฟอร์มการจ่ายเงิน และระบบตรวจสอบป้องกันการโกง

ผู้ก่อตั้งคอยน์เบส บอกว่า แม้จะทำงานที่ Airbnb อยู่แค่ปีเศษ เขาได้เห็นความยุ่งยากของกฎระเบียบการเงิน ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ดังนั้นจึงเกิดวิสัยทัศน์ และแรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการทำให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อมากขึ้น

 

กำเนิดคอยน์เบส

ชายผิวขาวโกนหัวหน้าตาเกลี้ยงเกลา และมักแต่งตัวเรียบง่ายในชุดสีดำผู้นี้ เริ่มรู้จักคริปโตฯ ครั้งแรกในปี 2010 ระหว่างก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านการเรียนออนไลน์ (e-learning) โดยเริ่มจากการอ่านเอกสารการทำงาน (white paper) ของบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก่อนหลงใหลเทคโนโลยีนี้และเกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า เขาต้องทำให้บิตคอยน์ กลายเป็นเงินกระแสหลักของโลกให้ได้ และเป็นที่มาของการลาออกจาก Airbnb เพื่อสานตาความฝันนี้

อาร์มสตรองจับมือกับ เฟรด เออห์แซม (Fred Ehrsam) เทรดเดอร์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศของบริษัทโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ในวอลล์ สตรีท ก่อตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ‘คอยน์เบส’ ครั้งแรกในปี 2012 โดยอาร์มสตรองรับหน้าที่ซีอีโอ ส่วนเออห์แซม นั่งเก้าอี้ประธานบริษัท

อาร์มสตรองให้คำจำกัดความของ ‘คอยน์เบส’ ว่าเป็น ‘บัญชีการเงินพื้นฐานของเศรษฐกิจคริปโต’ (Primary financial account for crypto economy) โดยมุ่งหวังทำให้การใช้งานคริปโตฯ มีความง่ายและแพร่หลายมากที่สุด ไม่ต่างจากเทคโนโลยีอีเมล (e-mail)

บริการของคอยน์เบส นอกจากจะเป็นตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลสำหรับนักลงทุนสถาบันและคนทั่วไป ซึ่งมีรายได้หลักมาจากค่าธรรมเนียมซื้อขายแล้ว บริษัทยังมีบริการ ‘กระเป๋าเงิน’ (wallet) เพื่อใช้เก็บบิตคอยน์ และเงินดิจิทัลสกุลอื่น ๆ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย และง่ายต่อการใช้งาน จนกลายเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

นับถึงปลายเดือนมีนาคม 2021 คอยน์เบสมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 56 ล้านคน และมีสินทรัพย์ของผู้ใช้งานรวมกันประมาณ 223,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้ไตรมาสแรกของปี 2021 ประมาณการไว้ที่ 1,800 ล้านเหรียญ

 

เดินสายกลาง

แม้คอยน์เบส จะเป็นเทคโนโลยีธุรกรรมการเงินแบบกระจายศูนย์กลาง หรือ Decentralized Finance (DeFi) ที่สร้างมาเพื่อท้าทายระบบซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบเดิมที่ควบคุมโดยรัฐบาล แต่บริษัทก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับผู้กำกับดูแล (regulator) ซะทีเดียว คอยน์เบสมีการจ้างนักกฎหมายมากพอ ๆ กับวิศวกร เพื่อคอยประสานกับผู้คุมกฎในการทำความเข้าใจ และปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกันได้

ผลของการเดินสายกลางนี้สะท้อนได้ดีจากการที่ คอยน์เบส กลายเป็นบริษัทคริปโตฯ เจ้าแรกของโลกที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ และมีการซื้อขายแบบ Direct Trading ไม่ผ่านการทำไอพีโอครั้งแรกที่ตลาดหุ้นแนสแดก (Nasdaq) เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2021 โดยหลังจากปิดตลาดวันแรก มูลค่าของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยมูลค่าดังกล่าว ทำให้อาร์มสตรอง ซีอีโอวัย 38 ปี ที่ถือหุ้นบริษัทอยู่ 20% กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านทันที โดยทรัพย์สินของเขาคิดเป็นมูลค่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้จะร่ำรวยเพียงใด ผู้ที่เคยร่วมงานกับเขาหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อาร์มสตรองเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง และเขาจะยังคงเดินหน้าทำตามความฝันในการสร้างโลกใหม่ที่ใช้คริปโตฯ เป็นเงินกระแสหลักในอนาคตต่อไป

 

พูดน้อย เก็บตัว

นิสัยส่วนตัวของอาร์มสตรอง ไม่ใช่คนโผงผาง ดุดัน หรือชอบออกงานทำตัวเด่นเหมือนผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพทั่วไปในซิลิคอน แวลลีย์ ในทางตรงกันข้าม เขาเป็นคนพูดน้อย เก็บตัว และไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อกระแสหลัก

ในช่วงเริ่มก่อตั้ง เออห์แซมซึ่งพูดเก่งกว่าจะทำหน้าที่หลักในการออกงานสังคม และพูดต่อที่ประชุม ส่วนอาร์มสตรองจะนั่งฟังเงียบ ๆ และมีหน้าที่ส่วนใหญ่ในการคัดเลือกพนักงานเข้าร่วมงานกับบริษัท

อย่างไรก็ตาม หลังจากเออห์แซม ลาออกจากผู้บริหาร เหลือแค่ตำแหน่งกรรมการบริษัท ทำให้อาร์มสตรอง ต้องออกมารับบทบาทนำเบื้องหน้ามากขึ้น เขาสามารถทำหน้าที่ได้ดี แม้จะมีดราม่าเรื่องวัฒนธรรมองค์กรตามมา จากการสั่งห้ามพนักงานแสดงออกทางการเมือง หรือเคลื่อนไหวในประเด็นสังคมอันร้อนแรงที่นอกเหนือจากเป้าหมายขององค์กร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาเรียกร้องสิทธิคนผิวดำ Black Lives Matter และการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในปี 2020 โดยอาร์มสตรองโดนโจมตีว่าไม่ใยดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเขาออกแถลงการณ์ยืนยันให้คอยน์เบสเป็นองค์กรไร้การเมือง เนื่องจากไม่อยากให้พนักงานแตกแยก และเบี่ยงเบนความสนใจไปจากพันธกิจหลักขององค์กร

“พันธกิจของคอยน์เบส คือการสร้างระบบการเงินแบบเปิด (open financial system) ให้กับโลก นั่นหมายถึงเราต้องการใช้คริปโตเคอร์เรนซี เพื่อสร้างอิสรภาพทางเศรษฐกิจให้กับคนทั่วโลก”

อาร์มสตรองกล่าวถึงเหตุผลที่อยากให้องค์กรปราศจากการพูดคุยและเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมเสนอเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ไม่เห็นด้วยและต้องการลาออกเท่ากับอัตราค่าจ้าง 4 – 6 เดือน โดยมีพนักงานลาออกไปประมาณ 60 คน

 

มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

ซีอีโอคอยน์เบส เผยว่า เป้าหมายขององค์กรคือการเปลี่ยนโลกในทางเศรษฐกิจด้วยคริปโตฯ ซึ่งหากทำสำเร็จจะนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเสมอภาค และนำไปสู่สิทธิอันเท่าเทียมกัน นั่นคือจุดหมายร่วมกันของทุกคนในองค์กร

“เราจะยังคงสร้างผลิตภัณฑ์การเงินที่ใช้งานได้ง่ายที่สุดและน่าเชื่อถือมากที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าถึงเศรษฐกิจคริปโต (cryptoeconomy) ทำให้ทุกคนสามารถได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ และเราสามารถสร้างอิสรภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดบนโลกนี้ได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ อาร์มสตรองยังมองว่า ปลายทศวรรษ 1990s เป็นยุคที่สตาร์ทอัพดอตคอมแห่งโลกอินเทอร์เน็ตเติบโตสูงสุด ซึ่งนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร (information) กันทั่วโลก ส่วนทศวรรษ 2020s จะเป็นช่วงเวลาของสตาร์ทอัพคริปโตฯ ซึ่งนวัตกรรมที่นำไปสู่การแบ่งปันมูลค่า (value) ร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับคุณสมบัติของสตาร์ทอัพที่ดี

“ผมคิดว่านิสัยแบบผู้สร้างก็มีความสำคัญมากเช่นกัน ผู้ที่เห็นได้ชัดว่ามุ่งมั่น (determined) และไม่ยอมแพ้ (resilient) คนประเภทล้มแล้วล้มอีกแต่ยังบอกว่า ฉันจะยังเดินหน้าต่อไป เพราะสตาร์ทอัพมันเป็นแบบนั้น

“ผมพยายามสร้างสตาร์ทอัพที่ต่างกันมาแล้วน่าจะ 10 ครั้งในชีวิต คอยน์เบสคือสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่ 8 ใน 9 ครั้งล้มเหลว ส่วนอีกครั้งทำจนกลายเป็นศูนย์ แต่ก็ไม่ถือว่าล้มเหลวซะทีเดียว 

“ดังนั้น จงลองทำอะไรสักอย่าง ลองอะไรก็ได้ แม้ส่วนใหญ่จะไม่สำเร็จ แต่คุณจะได้เรียนรู้ แล้วก็ลองทำอย่างอื่นอีก ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ลองใหม่”

คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนออกมาจากตัวตนของ ไบรอัน อาร์มสตรอง เด็กหนุ่มจากซิลิคอน แวลลีย์ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ ที่เขาตั้งใจใช้เปลี่ยนโลก และสร้างอนาคตใหม่ให้กับโลกของเศรษฐกิจและการเงิน

“ความเชื่อของผมเกี่ยวกับโลกนี้ก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองมาจากการมีนวัตกรรม และนวัตกรรมโดยพื้นฐานแล้วมาจากโลกที่มีเสรีภาพมากขึ้นในการลองทำสิ่งใหม่ ๆ ทั้งในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

 

ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.wsj.com/articles/coinbase-ceo-to-take-crypto-exchange-public-after-bringing-bitcoin-to-masses-11618392602

https://www.ft.com/content/1077a75f-947f-4aab-ab28-46b6c3b5b52d

https://edition.cnn.com/2021/04/14/business/brian-armstrong-coinbase-ceo-billionaire/index.html

https://www.bbc.com/news/business-56750102

https://www.nytimes.com/2021/04/14/business/how-did-coinbase-stock-do.html

www.youtube.com/watch?v=UpbGbKQsTjc

https://medium.com/conversations-with-tyler/tyler-cowen-brian-armstrong-coinbase-crypto-7fedc56c9910

https://blog.coinbase.com/coinbase-is-a-mission-focused-company-af882df8804

 

ภาพ:Matt Winkelmeyer/Getty Images for Vanity Fair


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

นที ศรีรัศมี TMRW อนาคตใหม่ของ GEN Y กับธุรกรรมทางธนาคารที่ต้องง่าย + สนุก

แสงสุข พิทยานุกุล สร้าง “สมูทอี-เดนทิสเต้” สวนกระแสจนได้ดี

ฟรานซิส โฮลเดอร์: ผู้นวดและอบแบรนด์ PAUL จนเป็นขนมปัง ‘คราฟต์’ ที่หอมอร่อยไปทั่วโลก

สมศักดิ์ ตีระพัฒนกุล ปั้นตำนาน “ฟู้ดแลนด์” แดนอาหาร 24 ชั่วโมง

แจ็ค ดอร์ซีย์: ทวิตเตอร์ กว่าจะมาเป็นทวีตแรกในประวัติศาสตร์ที่มีราคา 90 ล้านบาท

มิเชล ฟาน : ถูกปฏิเสธงานขายเครื่องสำอาง เลยมาเปิดบริษัทด้านความงามมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ 

‘Hyakushokuya’ ร้านอาหารที่ขายเพียง 100 ชุดต่อวัน เพราะตั้งใจลดอาหารเหลือทิ้งและเพื่อให้พนักงานได้พัก

อีลอน มัสก์: ไปให้สุดแล้วหยุดที่ดาวอังคาร ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วย “ความบ้า”