Post on 10/02/2021

Comrades: Almost a Love Story…’เถียน มีมี่’ ภาษาจีนและความรักของ ‘สหาย’

คืนวันตรุษจีน ปี 1987 ที่ฮ่องกง

หลี่เฉียว และหลี่เสี่ยวจิน สองหนุ่มสาวเปิดร้านขายเทปคาสเซ็ตเพลงของเติ้ง ลี่จวิน (ศิลปินชาวไต้หวันผู้มีผลงานดังอย่าง Tian Mi Mi (เถียน มี มี่) หรือ The Moon Represents My Heart)

ท่ามกลางคนฮ่องกงและคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ออกมาเดินเที่ยวอย่างคับคั่ง แม้ว่าฝนจะตก แต่ร้านขายเทปของทั้งสองคนกลับเงียบเหงา ไม่มีคนเข้าร้าน…และสุดท้ายขายเทปไม่ได้เลย

หลี่เฉียว ซึ่งหลอกลวงหลี่เสี่ยวจินอยู่นานว่าเป็นคนฮ่องกง (แท้จริงเธอมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาจากทางจีนฝั่งใต้อย่างกวางโจว จึงพูดจีนกวางตุ้งแบบคนฮ่องกงได้) ต่อมาหญิงสาวได้สารภาพว่า ที่ตัดสินใจมาขายเทปเพลงของเติ้ง ลี่จวิน นั่นเพราะว่าเมื่อตรุษจีนปีที่แล้วที่กวางโจว เธอขายเทปเติ้ง ลี่จวินได้ตั้งสี่พันกว่าม้วน

แต่ทำไมที่ฮ่องกงเพลงของเติ้ง ลี่จวิน ทำไมถึงขายไม่ออก? ทั้งที่นางเอกเล่าว่า คนจีนแผ่นดินใหญ่ทำมาหากินอยู่ที่ฮ่องกงเป็นจำนวนมาก “คุณรู้ไหมในฮ่องกงมีคนจีนแผ่นดินใหญ่กี่คน หนังสือพิมพ์ลงว่าเศษหนึ่งส่วนห้าของฮ่องกงนะ เป็นคนจากเมืองจีนแทบเดินชนกันตาย …นี่คุณดูสิ ระหว่างเราก็มีคนหนึ่ง ครึ่งหนึ่งแล้วนะ” (ตอนแรกหลี่เฉียวยังปิดบังสถานะว่ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่)

หลี่เสี่ยวจิน ซึ่งมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ฝั่งทางเหนืออย่างเทียนจิน เขาพูดภาษาจีนกลาง (จีนแมนดาริน) ตั้งใจข้ามมาที่ฮ่องกง (ซึ่งในตอนนั้น ก่อนปี 1997 ฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร) เพื่อมาสร้างเนื้อสร้างตัว เพราะในช่วงเวลานั้นฮ่องกงเจริญกว่าที่จีนแผ่นดินใหญ่ เขาอธิบายเหตุผลที่เทปขายไม่ออกว่า

“คุณป้าบอกว่า ถ้าใครรู้ว่าคุณชอบเติ้ง ลี่จวิน เขาก็รู้ว่าคุณมาจากแผ่นดินใหญ่ ดังนั้น เขาชอบ เขาก็ไม่ยอมมาซื้อหรอก” 

คำถามที่น่าสนใจกว่าเทปเติ้ง ลี่จวินขายไม่ออกในตอนนี้ก็คือ สถานะของคนจีนแผ่นดินใหญ่ ในฮ่องกงยุคปลายทศวรรษ 1980 นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

คำตอบน่าจะอยู่ที่นัยการใช้ภาษาจีนกลางและจีนกวางตุ้งของหลี่เฉียว และหลี่เสี่ยวจิน ในภาพยนตร์เรื่อง Comrades: Almost a Love Story

ภาพยนตร์ Comrades: Almost a Love Story หรือเรียกแบบไทย ๆ แบบคุ้นหูในชื่อ ‘เถียน มี มี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว’ เป็นภาพยนตร์ฮ่องกงที่กำกับโดยปีเตอร์ ชาน ออกฉายเมื่อปี 1996

‘เถียน มี มี่ฯ’ ตั้งชื่อลำลองของภาพยนตร์ตามชื่อเพลงของเติ้ง ลี่จวิน ในวันนี้มีอายุประมาณ 25 ปีแล้ว แต่ความคลาสสิกของภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องนี้ข้ามยุคข้ามสมัย เทียบเคียงกันกับความสัมพันธ์ของตัวละครหลักทั้งสอง นั่นคือ ‘หลี่เสี่ยวจิน’ (หลี่ หมิง) และ ‘หลี่เฉียว’ (จาง ม่านอวี้) ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากจีนแผ่นดินใหญ่สู่เกาะฮ่องกงสู่นิวยอร์ก ข้ามกาลเวลาจากวันแรกสู่การรู้จักกันครบรอบสิบปี แต่ความรู้สึกความรักที่มีตั้งแต่แรกเจอยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ห่างหายไปไหน

นอกเหนือจากเรื่องราว ‘ความรัก’ ของคนทั้งสอง หลายองค์ประกอบในหนังมันคือการบอกเล่าถึง ‘ภาวะทันสมัย’ ที่ฮ่องกงมี กับ ‘ภาวะล้าหลัง’ แบบที่จีนแผ่นดินใหญ่ถูกมอง ณ ขณะนั้น

จีนแผ่นดินใหญ่เพิ่งผ่านพ้นห้วงเวลาการปฏิวัติวัฒนธรรมช่วงปี 1966-1976 และก้าวสู่ ‘นโยบาย 4 ทันสมัย’ ในปี ค.ศ. 1978 สมัยเติ้ง เสี่ยวผิง กับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ 4 เรื่อง ได้แก่ การเกษตร การอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการป้องกันประเทศ

ในช่วงเวลายุคกลางทศวรรษ 1980 ในระบบเศรษฐกิจ จีนเริ่มเลี้ยวจากคอมมิวนิสต์สู่แนวทางทุนนิยม แต่การวางระบบอุตสาหกรรมของประเทศยังเพิ่งเริ่มตั้งไข่ โดยเริ่มต้นวางแผนเขตเศรษฐกิจที่กวางโจว เมืองที่หลี่เฉียวจากมานั่นเอง (ก่อนที่จะวางระบบอุตสาหกรรมเต็มกำลังบนพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศในช่วงเวลาต่อมา)

เนื้อหาของ Comrades: Almost a Love Story เริ่มต้นที่ช่วงเวลานั้น

1 มีนาคม 1986 คือวันที่หลี่เสี่ยวจินเหยียบย่างมาที่เกาะฮ่องกง พร้อมด้วยคำบรรยายในจดหมายถึงแฟนสาวที่จีนแผ่นดินใหญ่ (เขามีคนรักอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่จะมาพบกับหลี่เฉียวที่ฮ่องกง)

ถึงเสี่ยวถิงที่รัก “ความจริงฮ่องกงก็ไกลนะ ที่นี่ผิดกับเทียนจินมาก ผู้คนเยอะ รถแยะ มีตึกสูงมากมาย หัวขโมยเยอะด้วย” นี่คือคำบรรยายเป็นภาษาจีนกลางในจดหมายเพื่อสื่อว่าฮ่องกงเจริญกว่าจีนมาก ๆ การค้าขายคึกคักกว่าที่จีนแผ่นดินใหญ่

ภาพลักษณ์ฮ่องกงที่นำเสนอผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงแรก จึงเหมือนการสร้างภาพของ ‘ความทันสมัย’ ผ่านองค์ประกอบรอบข้างในฮ่องกง อย่างเช่น ถนน ตึกรามบ้านช่อง แมคโดนัลด์ สถาบันสอนภาษาอังกฤษ การเล่นหุ้น ไปจนถึงเครื่องดื่มไวตาซอย (หลี่เฉียวเคยบอกว่า เธอเป็นคนฮ่องกงเพราะ ‘ดูทีวีฮ่องกง ดื่มไวตาซอย’-ไวตาซอย เป็นนมถั่วเหลืองแบรนด์ฮ่องกง) ซึ่งผลักให้ภาพของจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเวลานั้น กลายเป็นภาพที่ ‘เชย’ ‘ล้าหลัง’ และ ‘ไม่ทันสมัย’ เท่าฮ่องกง

แม้ว่าหลี่เสี่ยวจินจะมาอยู่ที่ฮ่องกงที่ดูเจริญแล้วเพื่อมาสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ในภาพยนตร์ก็ได้เสนอความเป็นอยู่ของคนทำงานแรงงานที่ย้ายถิ่นฐานว่าไปอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมได้อย่างน่าสนใจและที่ดูขัดแย้งกับความทันสมัยของฮ่องกง ดังคำรำพึงของเขาในช่วงที่เริ่มตั้งตัวได้แล้วว่า เมื่อก่อนลำบาก ทำงานหนักมาก กินข้าววันละสามชามใหญ่ (เพื่อให้มีแรงทำงาน)

ความเขินอายในอัตลักษณ์ความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่นี้ ถูกนำเสนอผ่านฉากสำคัญฉากหนึ่งในเรื่อง นั่นคือตอนที่ขายเทปเติ้ง ลี่จวินไม่ออกในช่วงตรุษจีน แม้ว่าเติ้ง ลี่จวินจะดังในแผ่นดินใหญ่ แต่คนทางนั้นที่มาทำงานที่ฮ่องกงอายที่จะซื้อมาฟัง เพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นคนที่อื่นมาหางานที่ฮ่องกง ไม่ต่างอะไรกับหลี่เฉียวที่ตอนแรกเนียนหลอกพระเอกได้อย่างสนิทใจว่าเธอเป็นคนฮ่องกง เพราะว่าเธอพูดภาษาจีนกวางตุ้งแบบคนฮ่องกงได้ (เธอมาจากกวางโจวที่พูดภาษาจีนกวางตุ้งอยู่แล้ว)

ในแง่นี้ ภาษาจีนรูปแบบที่ต่างกันที่ตัวละครใช้ จึงบอกเล่าถึงภาวะความทันสมัยและความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกได้อย่างน่าสนใจ

 

ในเรื่องภาวะความทันสมัย

ภาษาจีนกวางตุ้ง คือ ความทันสมัย

ภาษาจีนกลาง คือ ความไม่ทันสมัย

 

ในเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร

ภาษาจีนกลาง คือ ที่มา

ภาษาจีนกวางตุ้ง คือ ที่ไป

 

โดยฉากสำคัญที่พูดถึงนัยของภาษาจีนที่แตกต่างกันนี้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ ฉากแรกสุดที่หลี่เสี่ยวจินพบกับหลี่เฉียวในร้านแมคโดนัลด์ ฝ่ายชายเข้าคิวสั่งแมคโดนัลด์ หลี่เฉียวเป็นพนักงานขายในร้าน 

ความเคอะเขินในการสั่งอาหาร และการพูดจีนกวางตุ้งไม่คล่อง ทำให้หลี่เฉียวจับได้ว่า หลี่เสี่ยวจิน คือ ‘สหาย’ มาจากแผ่นดินใหญ่ เธอจึงพยายามใช้ภาษาจีนกลางและจีนกวางตุ้งสลับกันเพื่อสื่อสารกับพระเอก 

“อยู่ฮ่องกงต้องหัดพูดกวางตุ้ง แต่หลังจากพูดเป็นแล้ว ยังมีอีกหลายภาษาที่เราไม่เข้าใจ” 

หลังจากนั้นหลี่เฉียวแนะนำให้หลี่เสี่ยวจินคุยกับผู้จัดการร้าน หลังจากที่อ่านความต้องการของฝ่ายชายได้ว่ากำลังมาหางานทำ ผู้จัดการร้านถามหลี่เสี่ยวจิน “พูดกวางตุ้งได้ไหม?” “พูดได้นิดหน่อยครับ” “แล้วภาษาอังกฤษล่ะ?” “ไม่ได้เลยครับ”

บทสนทนาเล็ก ๆ นี้น่าสนใจมาก หากหลี่เสี่ยวจินอยากมีอนาคตที่ฮ่องกง เขาต้องฝึกพูดภาษากวางตุ้งให้คล่อง และนอกเหนือจากนั้นคือการฝึกพูดภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางของโลก และเป็นภาษาของประเทศที่กำกับดูแลฮ่องกงในช่วงเวลานั้น เขาจึงต้องแปรเปลี่ยนตัวเองให้ทันสมัยขึ้น

ในการแปรเปลี่ยนตัวตนด้วยภาษา นอกจากจะทำให้หลี่เสี่ยวจินดูทันสมัยในนิยามแบบฮ่องกงแล้ว ภาษาจีนมีนัยของการกำหนดความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องอย่างชัดเจน

การสื่อสารด้วยภาษาจีนกลางของพระเอก คือเสียงบรรยายในตอนที่หลี่เสี่ยวจินเขียนจดหมายถึงคนรักที่จีนแผ่นดินใหญ่ รักเก่าที่บ้านเกิด และกับการสนทนาบางช่วงบางตอนกับหลี่เฉียว เพื่อบ่งบอกว่า นี่คือคนบ้านเดียวกันที่ลาจาก ‘ราก’ ของตัวเองมาเพื่อตามหาความฝันใหม่ ๆ ภาษาจีนกลางจึงสื่อถึง ‘ที่มา’ ของตัวละครหลี่เสี่ยวจิน ในขณะที่ภาษาจีนกวางตุ้งสื่อถึง ‘ที่ไป’ ของตัวละครทั้งหลี่เสี่ยวจินและหลี่เฉียว ที่พวกเขาเปลี่ยนตัวตนใหม่เพื่อการทำมาหากินที่ฮ่องกง และรวมถึงความสัมพันธ์ที่แสนซับซ้อนของคนทั้งคู่ต่างถูกนำเสนอผ่านภาษาจีนกวางตุ้ง

อย่างไรก็ดี ช่วงท้ายของภาพยนตร์ ‘เถียน มี มี่ฯ’ โชคชะตานำพาให้ตัวละครหลักทั้งสองเดินทางไกลอีกครั้ง จากฮ่องกง สู่นิวยอร์ก อเมริกา หลี่เสี่ยวจินไปเป็นพ่อครัว หลี่เฉียวไปเป็นไกด์ ทั้งคู่คลาดกันไปมาจนในปี 1995 (2 ปีก่อนที่ฮ่องกงจะเปลี่ยนมือจากสหราชอาณาจักรกลับสู่จีน) หลังจากจากกันไปนาน ทั้งคู่ก็กลับมาพบกันในที่สุด

ในช่วงเวลานั้น อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนไป หลังจากที่ประเทศจีนเข้าสู่ทุนระบบเต็มตัว เดินเครื่องการผลิตจนกลายเป็นโรงงานของโลก จากปี 1990 เศรษฐกิจของจีน (GDP) โต 3.9% หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 1991-1995 ตามท้องเรื่อง เศรษฐกิจของจีนโตแบบก้าวกระโดด เติบโต 9-14% ต่อปี

หลายครั้งบทสนทนาในเรื่องนี้จะพูดถึง ‘อุดมการณ์’ ของพระเอก แต่หลี่เสี่ยวจินเคยออกตัวว่า “ผมไม่มีอุดมการณ์นี่หน่า” แต่ตัวตนของพระเอกนำเสนอความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างชัดเจนมาก เขาเปลี่ยนตัวเองจากสหายในระบอบคอมมิวนิสต์ มาเป็นทุนนิยมที่ทำงานเพื่อความมั่งคั่งอย่างเต็มตัว ผ่านการตั้งใจทำมาหากินจนตั้งตัว มีชีวิตใหม่ได้

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ภาพลักษณ์ที่คนทั่วโลกมีต่อจีนเปลี่ยนไป ฉากท้าย ๆ ที่ลูกทัวร์ชาวจีนมาคุยกับหลี่เฉียวซึ่งทำงานเป็นไกด์ ตอนลูกทัวร์บ่นว่า เมื่อไหร่จะเปลี่ยนจากเที่ยวที่เทพีเสรีภาพไปช้อปปิ้งเสียที เธออยากไปซื้อกระเป๋ากุชชี ซึ่งเหมือนกับการบอกอ้อม ๆ ว่า ตอนนี้คนจีนมีเงินมีทอง ร่ำรวยกว่าเดิมแล้วนะ ภาษาจีนกลางที่ไกด์และลูกทัวร์คุยกันมันไม่ ‘เชย’ เหมือนเดิมแล้ว ก่อนที่ลูกทัวร์จะคุยกับหลี่เฉียวว่า 

“เมื่อก่อนใครก็ออกมาหางาน แต่ตอนนี้แห่กลับกันแล้วแหละ คนฮ่องกงไปทำงานบ้านเรากันเยอะแยะเลย คนที่ออกมาก่อนเสียใจนะ โอกาสทำเงินในประเทศมีมากกว่า”

ฉากจบของเรื่อง ซึ่งเป็นฉากที่คลาสสิกมาก ร้านขายโทรทัศน์ที่นิวยอร์กเปิดข่าวการเสียชีวิตของเติ้ง ลี่จวินทิ้งไว้ จากเทปคาสเซ็ตที่ขายไม่ออกที่ฮ่องกงเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันนี้ เธอคือนักร้องที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก เพลงของเธอถูกเปิดเสมอในทุกประเทศที่มีย่านไชนาทาวน์ ยิ่งตอกย้ำว่าจีนเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลย แม้ว่าสังคมรอบข้างจะแปรเปลี่ยนแค่ไหน คือความรู้สึกที่มีต่อกันตลอดสิบปีที่ผ่านมาของคนทั้งสองคน สหายหลี่เสี่ยวจิน และหลี่เฉียว

หลังจากพลัดพรากจากกันมาหลายปี ทั้งคู่ต่างบังเอิญยืนที่หน้าร้านขายโทรทัศน์ร้านเดียวกัน เพื่อหยุดดูข่าวการเสียชีวิตของเติ้ง ลี่จวิน

ทั้งสองคนต่างหันมาสบตากัน…นี่คือฉากจบที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮ่องกง

“หากมีวาสนา แม้ห่างกันพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้วาสนา แม้อยู่ตรงข้ามก็ไม่พบเจอ” (有缘千里来相会,无缘对面不相逢 ) (สำนวนแปลจากเพจ เก้ากระบี่เดียวดาย)


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล