Post on 16/10/2021

Conjuring 3: เปิดแฟ้มคดีคู่รักนักปราบผี กับเรื่องจริงของชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรม เพราะถูกปีศาจเข้าสิง

/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง The Conjuring: The Devil Made Me Do It (2021) /

‘เจมส์ วาน’ (James Wan) ชื่อของชายคนนี้ไม่เคยทำให้คนดูผู้คลั่งไคล้โลกพิศวงต้องผิดหวัง ยิ่งในฐานะผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในวงการผี วานคือผู้นำภาพยนตร์ชั้นยอดมากมายออกสู่สายตาคนดูทั้งเรื่อง ‘Saw’ (2004) ‘Dead Silence’ (2007) ‘Insidious’ (2010) และมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของจักรวาล ‘Conjuring’ ซึ่งเป็นเรื่องราวของคู่รักนักปีศาจวิทยา – มือปราบผีที่มีชีวิตอยู่จริงอย่าง ‘เอ็ด และลอร์เรน วอร์เรน’ (Ed and Lorraine Warren) กับการเดินทางช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ทรมานจากสิ่งที่ลี้ลับกว่า 10,000 เคส

เจมส์ วาน เปิดจักรวาลผีด้วย ‘The Conjuring’ (2013) บอกเล่าความสยองในบ้านของครอบครัว ‘เพอร์รอน’ (Perron) ที่แฮร์ริสวิลล์ รัฐโรดไอส์แลนด์ ซึ่งถูกรบกวนโดยวิญญาณของหญิงสาวที่ชื่อว่า ‘แบทชีบา เชอร์แมน’ (Bathsheba Sherman) ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด และสังหารลูกของตนเองเพื่อบูชาซาตาน แต่นอกจากความน่ากลัวที่ทำให้หัวใจเต้นรัวแล้ว ในภาคนี้เรายังได้พบกับ ‘แอนนาเบลล์’ (Annabelle) ตุ๊กตาสยองที่ผู้คนต่างอยากรู้จักจนมีภาคแยกของตัวเองไม่ว่าจะเป็น ‘Annabelle’ (2014) ‘Annabelle: Creation’ (2017) และ ‘Annabelle Comes Home’ (2019) 

ส่วนในภาคที่สอง ‘The Conjuring 2’ (2016) เอ็ด และลอร์เรน วอร์เรนเปิดแฟ้มคดีของพวกเขาไปสู่เรื่องราวชวนขนหัวลุกที่ถูกเรียกว่า ‘Enfield poltergeist’ ในบ้านของครอบครัว ‘ฮอดจ์สัน’ (Hodgson) ที่เอ็นฟิลด์ (Enfield) ประเทศอังกฤษ ซึ่งในภาคนี้เองเราจะได้พบกับการปรากฏตัวของปีศาจในคราบแม่ชีเป็นครั้งแรก ก่อนจะมีภาคแยกเป็นของตัวเองในชื่อ ‘The Nun’ (2018)

ในภาพยนตร์สองภาคแรกของ The Conjuring วานได้นั่งเก้าอี้ผู้กำกับด้วยตนเอง แต่ในภาคที่ 3 นี้เขาได้ส่งไม้ต่อให้กับ ‘ไมเคิล ชาเวส’ (Michael Chaves) เด็กปั้นของวานผู้เคยฝากผลงานไว้ในเรื่อง ‘The Curse of La Llorona’ (2019) ส่วนตนเองได้ย้ายไปนั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์อีกเช่นเคย

The Conjuring: The Devil Made Me Do It (2021) ว่าด้วยเรื่องจริงจากแฟ้มคดีของสองสามีภรรยาวอร์เรนเกี่ยวกับชายที่ชื่อว่า ‘อาร์นี ไชแอนด์ จอห์นสัน’ (Arne Cheyenne Johnson) วัยรุ่นวัย 19 ปีผู้มีชีวิตเป็นปกติก่อนจะก่อเหตุแทงเจ้าของบ้านชื่อว่า ‘อลัน โบโน’ (Alan Bono) ไปกว่า 20 ครั้ง แต่เมื่อถึงคราวขึ้นศาล อาร์นีได้ให้การว่าเป็นเพราะเขาถูก ‘ปีศาจสิง’

เรื่องจริงอันโด่งดังของชายผู้ถูกผีสิงให้ฆ่าคน

อาร์นีเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาวัย 19 ปี เขามีคู่หมั้นแสนน่ารักที่ชื่อว่า ‘เด็บบี้ แกรทเซล’ (Debbie Glatzel) ซึ่งในปี 1980 อาร์นีได้ย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวแกรทเซลที่บรูคไลน์ (Brookline) ก่อนที่หนึ่งเดือนให้หลัง น้องชายของเด็บบี้ที่ชื่อว่า ‘เดวิด แกรทเซล’ (David Glatzel) จะถูกผีเข้าสิง จนครอบครัวต้องขอให้บาทหลวงมาช่วยทำพิธี รวมถึงเชิญสามีภรรยานักปราบผี เอ็ด และลอร์เรน วอร์เรน มาช่วยพวกเขา

เดวิด แกรทเซล ในฉบับภาพยนตร์

เอ็ด และลอร์เรนทำพิธีไล่ผีถึง 4 ครั้ง ก่อนที่อาร์นีจะทนเห็นเดวิดทุกข์ทรมานไม่ไหว เขาเอ่ยท้าทายปีศาจให้ใช้ร่างกายของเขาเป็นที่สิงสู่แทน

และปีศาจก็ตอบรับคำขอของเขา

หลังจากนั้น เดวิดไม่มีอาการถูกผีเข้าอีกเลย กระทั่งวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 1981 เรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่ออาร์นีลงมือแทงอลัน โบโนไปถึง 20 แผลด้วยมีดพก จนเขาเสียชีวิต ซึ่งนับเป็นคดีสะเทือนขวัญในรอบร้อยกว่าปีของย่านนี้ โดยตำรวจสรุปว่าเป็นคดีฆาตกรรมที่เกิดจากการมีปากเสียงกัน

อาร์นี ไชแอนด์ จอห์นสัน ในฉบับภาพยนตร์
อาร์นี ไชแอนด์ จอห์นสัน ตัวจริงขณะเดินทางถึงศาล

ภายในศาล ‘มาร์ติน มินเนลลา’ (Martin Minnella) ทนายความของอาร์นีให้การต่อศาลว่า อาร์นีถูกผีเข้าสิงทำให้เขาก่อเหตุฆาตกรรมโบโน แต่ศาลไม่เชื่อในการมีอยู่ของปีศาจ เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ทนายมินเนลลาต้องเปลี่ยนคำให้การว่า อาร์นีเพียงแค่ป้องกันตนเองแทน

อาร์นี จอห์นสัน ตัวจริงถูกตัดสินจำคุก 10-20 ปี แต่ติดจริงแค่ 5 ปี และเขาได้แต่งงานกับคู่หมั้นระหว่างอยู่ในเรือนจำ ส่วนฉบับภาพยนตร์นั้นมีตอนจบที่แตกต่างไป

อาร์นี ไชแอนด์ จอห์นสัน ในฉบับภาพยนตร์
อาร์นี ไชแอนด์ จอห์นสัน ตัวจริงขณะเดินทางถึงศาล

มีฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่เอ็ด วอร์เรน ต้องเกลี้ยกล่อมทนายของอาร์นีให้เชื่อว่า อาร์นีถูกปีศาจเข้าสิงจริง ซึ่งแน่นอนว่าทนายย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เอ็ดก็ได้แย้งว่า ‘The courts have dealt with the existence of God’ ศาลเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า แต่ศาลกลับไม่เชื่อว่าปีศาจมีอยู่จริง สองสามีภรรยาจึงขอรับหน้าที่พิสูจน์สิ่งนี้

“เย็นนี้ผมอยากชวนคุณมาที่บ้าน เราจะพิสูจน์ให้คุณเห็น และแนะนำคุณให้รู้จักกับแอนนาเบล”

เมื่อถึงเวลาขึ้นศาล ทนายคนเดิมว่าความด้วยสีหน้าที่ยังไม่หายตื่นตระหนกจาก ‘อะไรบางอย่าง’ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็น ‘แอนนาเบล’ หรือ ‘ของที่ระลึก’ สักชิ้นในห้องสะสมวัตถุทางวิญญาณของเอ็ดและลอร์เรนที่ปัจจุบันยังคงจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ออคคัลท์ (Occult Museum) ของพวกเขา

เรื่องราวในภาพยนตร์ภาค 3 ของ The Conjuring ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความหลอนของจักรวาลผีอันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับสาวกบางคนอาจจะรู้สึกว่าภาพยนตร์ยังไปไม่สุด หรือน่ากลัวไม่พอ ด้วยความที่ในครั้งนี้แฟ้มคดีของวอร์เรนไม่ได้เกิดจากฝีมือของปีศาจที่มาจากขุมนรกด้วยตนเองเหมือนเช่นเคย แต่พวกมันถูก ‘เชิญมา’ ด้วยฝีมือของผู้ใช้ศาสตร์มืด (ที่ไม่เกี่ยวกับแฮร์รี พอตเตอร์) ประกอบกับผู้กำกับชาเวสได้ใส่อุปสรรคแนวใหม่เข้าไป ทำให้เรื่องตื่นเต้น แต่ก็ลดทอนความน่ากลัวไปพอสมควร

เอ็ด และลอร์เรน วอร์เรน ในฉบับภาพยนตร์

ยิ่งใหญ่เกือบเท่าเดิม เพิ่มเติมคือลุ้นไปอีกแบบ

อย่างที่ทราบกันดีว่าเอ็ด (รับบทโดย แพทริก วิลสัน – Patrick Wilson) และ ลอร์เรน วอร์เรน (รับบทโดย เวรา ฟาร์มิกา – Vera Farmiga) มีความสามารถในการปราบปีศาจกันอยู่แล้ว ทั้งลอร์เรนยังมีสัมผัสพิเศษที่ช่วยให้งานของพวกเขาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ประกอบกับผู้ชมรู้สึกผูกพันกับตัวละครทั้งสองที่เจมส์ วานสร้างขึ้นมาได้อย่างมีมิติ ทำให้ผู้กำกับคนใหม่อย่างชาเวสเลือกจะจับ ‘ความผูกพัน’ ของทั้งคู่ขึ้นมาบีบคั้นสถานการณ์ และอัดความรักอันลึกซึ้งของสองสามีภรรยาลงไปในเนื้อเรื่อง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการทำให้เอ็ดเป็นโรคหัวใจ เพื่อที่ทั้งสองจะได้สืบคดียากขึ้นไปอีก เรียกได้ว่า นอกจากคนดูจะต้องลุ้นกับการผลุบ ๆ โผล่ ๆ ของปีศาจและผู้ใช้คุณไสยแล้ว ยังต้องลุ้นอีกว่าเอ็ดจะหัวใจวายตอนไหน

เรื่องลี้ลับคือเสน่ห์ของจักรวาล Conjuring แต่สำหรับภาคนี้ความลี้ลับนั้นถูกสร้างขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ทำให้เราเห็น ‘ผี’ หรือ ‘ปีศาจ’ แบบเป็นตัวเป็นตนน้อยกว่าสองภาคแรก แถมคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องยังมาไวไปง่าย จนสิ่งที่คนดูน่าจะลุ้นที่สุดคือกลัวว่าเอ็ดจะตาย เพราะลืมเอายาโรคหัวใจไปมากกว่า

ด้วยความที่ The Conjuring ภาค 2 และภาค 3 ห่างกันถึง 5 ปี ทำให้ผู้ชมหลายคน ‘คิดถึง’ บรรยากาศความน่ากลัวที่รายล้อมสองสามีภรรยาคู่นี้อยู่ตลอด และภาพยนตร์ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังมากนักในการนำ ‘ของเก่า’ กลับมาให้พอได้เห็นหน้าค่าตา ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ‘วาลัค’ ปีศาจที่สวมอาภรณ์ของนักบุญ หรือฉากในห้องเก็บวัตถุทางวิญญาณในบ้านของวอร์เรนที่เห็นแล้วแอบคิดถึงเบา ๆ ยังไม่นับการเรียกชื่อ ‘แอนนาเบล’ ในตอนต้นที่แค่ได้ยินชื่อก็อยากจะย้อนกลับไปดูวีรกรรมของวิญญาณตนนี้อีกครั้ง แต่การไม่นำของเดิมกลับมาก็เป็นความตั้งใจของผู้กำกับเช่นกัน ชาเวสบอกว่าทุกอย่างจะเป็นสิ่งใหม่หมด แม้กระทั่งตัวร้ายของเรื่องก็มาในแบบที่แตกต่างไปจากเดิมเช่นกัน

เมื่อชาเวสหาแนวทางทำให้หนังของเขาไม่เหมือนเดิม เรื่องราวความรัก ความผูกพัน และความสัมพันธ์ จึงถูกยกขึ้นมาเล่ามากขึ้น แต่การเน้นหนักเรื่องเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่ง คนดูสามารถรับรู้ความรู้สึกและเอาใจช่วยเอ็ดและลอร์เรนได้มากขึ้น เพราะคงไม่มีใครอยากให้ตัวละครที่ตนเองรักต้องจากไป โดยเฉพาะการจากไปด้วยโรคไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับงานของทั้งสอง (อย่างตอนที่เอ็ดเกือบตกจากหน้าต่างและถูกไม้เสียบใน The Conjuring 2 ดูจะลุ้นได้สนุกกว่าเยอะ)

ส่วนอีกแง่หนึ่ง การเล่นเรื่องความสัมพันธ์กลับกลายเป็นตัวขัดความหลอน และทำให้เรื่องของปีศาจที่คนดูคาดหวังไม่ได้ออกโรงเต็มที่ อย่างไรก็ตาม Conjuring ที่เจมส์ วานเชื่อมโลกวิญญาณเข้ากับโลกของคนเป็นก็ยังคงเสน่ห์ของมันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความลี้ลับ ความลุ้นระทึก และความจริงที่ถูกสอดแทรกในภาพยนตร์ทั้งแฟ้มคดี เหตุการณ์ ผู้คน รวมถึงความรักอันบริสุทธิ์ใจของเอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน ซึ่งอนุสรณ์ความรักและความเคารพที่ทีมผู้สร้างมอบให้แก่ลอร์เรนผู้จากไปในปี 2016 ก็ได้ปรากฏอยู่ในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เช่นกัน

สิ้นสุดตำนานมือปราบผี

เอ็ดและลอร์เรนนิยามตัวเองว่าเป็นนักปีศาจวิทยา แต่เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติ และมีผู้คนต้องเดือดร้อนจากสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านั้น สองสามีภรรยาก็พร้อมจะรับหน้าที่นักปราบผีเพื่อคืนความสุขและความสบายใจให้แก่ประชาชน

เอ็ดและลอร์เรน ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์หรือในชีวิตจริงก็มักจะมาคู่กันอยู่เสมอ พวกเขาพบกันที่โรงละคร เดอะ โคโลเนียล ในเมืองบริดจ์พอร์ต เมืองเกิดของทั้งคู่ ก่อนจะแต่งงานกันในปี 1945 และมีลูกสาวชื่อว่า ‘จูดี วอร์เรน’ (Judy Warren) ในปี 1951 (ใช่แล้ว เธอคือเด็กสาวที่เกือบถูกแอนนาเบลฆ่าในภาพยนตร์ และต้องเผชิญกับความหลอนในบ้านของตนเองอยู่ตลอด)

เอ็ด และลอร์เรน วอร์เรน ตัวจริง

หลังจากสองสามีภรรยาเดินทางช่วยเหลือผู้คนกว่า 10,000 เคส แฟ้มคดีของพวกเขาก็ได้ถูกผู้กำกับหลายคน รวมถึงเจมส์ วานหยิบยกขึ้นมาทำเป็นภาพยนตร์ชื่อก้องโลก แต่นอกจากความมุ่งมั่นในสายงานและการช่วยผู้คนของทั้งสองจะมั่นคงผ่านกาลเวลามากว่า 60 ปี เรื่องราวความรักของพวกเขาก็ถือเป็นตำนานอันน่าจดจำที่จะเปล่งประกายอยู่ท่ามกลางความดำมืดของโลกพิศวงเช่นกัน

เอ็ด (ตัวจริง) จากโลกไปตั้งแต่ปี 2006 ด้วยวัย 79 ปี แต่ลอร์เรนยังคงเดินทางให้ความรู้ผ่านการเลคเชอร์เรื่องสิ่งลี้ลับไปทั่วประเทศ เธอมีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้จักรวาล Conjuring ของเจมส์ วานประสบความสำเร็จ รวมไปถึงเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบที่น่าเคารพของนักแสดงอย่าง เวรา ฟาร์มิกา ซึ่งใช้เวลาอยู่กับลอร์เรนระหว่างการถ่ายทำเสมอ

ลอร์เรน วอร์เรน และเวรา ฟาร์มิกา ในงานเปิดรอบปฐมทัศน์ The Conjuring 2

ขณะที่เวราเรียนรู้การพูด การเดิน การแต่งกาย และบุคลิกของลอร์เรนจากลอร์เรนตัวจริงใน Conjuring 2 ภาคแรก ผู้กำกับชาเวสได้เล่าว่า เขารู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้พบกับลอร์เรน เนื่องจากเธอเสียชีวิตไปในปี 2019 ก่อนที่ภาพยนตร์จะเริ่มถ่ายทำ

“เราคิดถึงเธอมาก ตอนนั้นเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่กำลังป่วย ผมอยากพบเธอจริง ๆ ทั้งในฐานะแฟนคลับ และเพื่อให้เธอบอกเล่าเรื่องราวที่ถูกต้อง เราอยากฟังสิ่งที่เธอจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้”

แต่อย่างไรก็ตามชาเวสบอกว่า เขาเหมือนได้เห็นลอร์เรนผ่านตัวเวรา จากการสนทนาระหว่างผู้กำกับและนักแสดง จึงนำมาซึ่งซีนสุดท้ายของเรื่องที่เอ็ดพาลอร์เรนเข้าไปในสวนของพวกเขา เพื่อโชว์ ‘ศาลา’ ให้เธอดู โดยศาลาแห่งนี้ถือเป็นอนุสรณ์ความรักของทั้งคู่ และเป็นการแสดงความเคารพที่ทีมงานมอบให้แก่ลอร์เรนที่เพิ่งจากไป

ลอร์เรน วอร์เรน และเวรา ฟาร์มิกาในศาลาของครอบครัววอร์เรน

“ระหว่างการถ่ายทำ เวราใช้เวลามากมายไปกับลอร์เรน แล้วเธอก็มาเล่าให้ผมฟัง ซึ่งศาลามีส่วนในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันอาจจะเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ก็จริง แต่มันมีความหมายสำหรับครอบครัววอร์เรน

“มันมาจากศาลาที่พวกเขาสร้างที่สวนหลังบ้าน มีภาพที่เวรานั่งอยู่กับลอร์เรนที่นั่น ซึ่งมันจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อพวกคุณได้รับชมภาพยนตร์ ด้านข้างยังมีหินที่เอ็ดสลักข้อความถึงลอร์เรนด้วย มันงดงามมาก”

แม้วันนี้ตำนานนักปราบผีชื่อดังอย่างเอ็ด และลอร์เรน วอร์เรน จะหมดลมหายใจไปแล้ว แต่ความสุขและความสงบของผู้คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเขาจะยังคงอยู่ รวมถึงเรื่องราวของพวกเขาจะยังคงถูกพูดถึงไปตราบนานเท่านาน

ติดตาม Instagram ของ The People ได้ที่ https://www.instagram.com/thepeoplecoofficial/ 

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: 

Photo by Bettmann Archive/Getty Images

Photo by Todd Williamson/Getty Images

https://www.imdb.com/title/tt7069210/ 

Twitter @VeraFarmiga

อ้างอิง:

https://www.ctpost.com/projects/2021/visuals/ed-lorraine-warren/ 

https://www.esquire.com/entertainment/movies/a36634853/true-story-the-conjuring-the-devil-made-me-do-it/

https://www.digitalspy.com/movies/a36529802/conjuring-3-true-story-arne-johnson-now/

https://archives.law.virginia.edu/dengrove/trials/demon-murder

https://www.nytimes.com/1981/03/23/nyregion/defendant-in-a-murder-puts-the-devil-on-trial.html

https://www.courant.com/news/connecticut/hc-news-connecticut-conjuring-ed-lorraine-warren-20210602-lfbiyfpsavfudp7yzid4x6tiua-story.html

https://www.digitalspy.com/movies/a36555422/the-conjuring-3-ending-explained-the-occultist-arne-johnson/

https://www.digitalspy.com/movies/a36430717/conjuring-3-lorraine-warren-tribute/

https://www.digitalspy.com/movies/a36379142/the-conjuring-3-no-character-returns/

https://www.historyvshollywood.com/reelfaces/conjuring.php

https://www.connecticutmag.com/from_the_archives/from-the-archives-ed-and-lorraine-warren-of-the-conjuring-have-a-long-history-of/article_138e51f4-4e1d-5d65-9803-6bcd28c721dd.html


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม