Post on 06/03/2020

Contagion เมื่อความตื่นตระหนกฆ่าคนได้มากกว่าโรคระบาด

เคยไหมเวลานำหนังเก่ากลับมาดูซ้ำแล้วเกิดความรู้สึกใหม่ หรือมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากการดูครั้งแรก หนังบางเรื่องจากที่เคยดูยากกลับดูง่าย บางเรื่องจากไม่ชอบกลับกลายเป็นชอบ หรือบางเรื่องจากชอบสุด ๆ พอดูอีกครั้งกลับกลายเป็นหนังยอดยี้เสียแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะสังคมที่อยู่ห้อมล้อมตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่น่าแปลกใจหากตัวเราเองจะเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นตลอดเช่นกัน ไม่มีทางที่เราจะมีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ เหมือนเดิมไปทั้งชีวิต

ตอนที่ Contagion (2011) หนังของผู้กำกับ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก ซึ่งว่าด้วยโรคระบาดร้ายแรงคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนออกฉายครั้งแรกเมื่อ 9 ปีก่อน หนังได้รับคำชมไม่น้อยด้วยสไตล์การนำเสนอที่เน้นความสมจริง เผยให้เห็นว่าเชื้อไวรัสที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามีความอันตราย สามารถแพร่กระจายไปได้ไกลเพียงใด แต่ตอนนั้นหลายคนที่ดูอาจมีความรู้สึกว่า ถึงหนังจะเล่าเรื่องราวได้น่าติดตามเพียงใด แต่ก็ยังดูไกลตัวเกินไป ถึงจะสมจริงแค่ไหน ก็ไม่น่าเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง จึงไม่ได้ระมัดระวังในการใช้ชีวิตเท่าที่ควร

แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับ วิกฤตไวรัสโคโรนา หรือ “โควิด-19” (COVID-19) มาตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้หลายคนนำ Contagion กลับมาประเมินคุณค่าใหม่ หนังถึงขั้นมียอดดาวน์โหลดใน iTunes และยอดการรับชมผ่านสตรีมมิ่งเจ้าต่าง ๆ พุ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของปี แล้วเมื่อรับชมอีกครั้งก็พบว่าความน่ากลัวของหนังเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะคราวนี้เราเห็นกันชัด ๆ แล้วว่า ชีวิตจริงกับในหนังซ้อนทับกันจนดูเหมือนกับว่าผู้กำกับโซเดอร์เบิร์ก และ ผู้เขียนบท สก็อตต์ ซี เบิร์นส์ สวมบทเป็น นอสตราดามุส ทำนายอนาคต และเตือนภัยเรามาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมที่สัมผัสใบหน้าและสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือเปล่าแล้วไม่ล้าง หรืออยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านแล้วไม่ใส่หน้ากากอนามัยได้อีกต่อไป

ความน่ากลัวของ Contagion เริ่มตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง คนดูจะได้พบกับ เบธ เอ็มฮอฟฟ์ (รับบทโดย กวินเน็ธ พัลโทรว์) นั่งรอขึ้นเครื่องบินพร้อมคุยโทรศัพท์กับผู้ชายคนหนึ่งในสภาพและหน้าตาอิดโรย ขณะที่คุยก็หยิบขนมที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์กินไปด้วย

เธอหารู้ไม่ว่าไม่เพียงตัวเองกำลังจะชะตาขาด แต่ร่างกายของเธอยังเป็นพาหะนำโรค แพร่เชื้อใส่ทุกคนที่อยู่รอบตัวผ่านทุกย่างก้าวและทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสิ่งของ หรือแม้กระทั่งการหายใจ และยังเป็นผลให้ผู้คนในหลายหัวเมืองใหญ่ทั่วโลกไล่ตั้งแต่ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งลูกชายของตัวเองที่รัฐมินนิโซต้าเสียชีวิต

การตายของ เบธ นำมาซึ่งข้อมูลที่น่าหวาดวิตกว่ามนุษยชาติกำลังเผชิญหน้ากับวายร้ายตัวฉกาจ และมีอิทธิฤทธิ์สูงส่งยากจะต่อกรด้วยได้ องค์กรที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับสุขอนามัยต่าง ๆ นำโดย องค์การอนามัยโลก (WHO-World Health Organization) และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC-Centers for Disease Control and Prevention) จึงรีบเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เจ้าหน้าที่จำนวนมากพยายามสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือและปกป้องผู้อื่นจากโรคร้าย ถึงขั้นยอมเอาชีวิตเข้าแลก แต่การระบาดนี้สร้างความสะเทือนขวัญ สร้างความแตกตื่นเสียจนมีคนที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมถือโอกาสหาผลประโยชน์เข้าตัว โดยไม่สนเลยว่าใครจะได้รับผลกระทบเพียงใด

ตอนที่ผู้กำกับโซเดอร์เบิร์ก และมือเขียนบทเบิร์นส์ เก็บข้อมูลเพื่อทำหนังเรื่องนี้ พวกเขาตั้งใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคซาร์ส (SARS-Severe Acute Respiratory Syndrome) ซึ่งอาละวาดหนักเมื่อปี 2003 และโรคไข้หวัดนก หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรค ไปจนถึงการควบคุมและการรักษาจนหายดี โดยวัตถุประสงค์ในการทำหนังเรื่องนี้คือการแสดงให้เห็นว่า ความตายอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และใคร ๆ ก็สามารถป่วยได้

การที่หนังใช้ทีมนักแสดงเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็น กวินเนธ พัลโทรว์ (Shakespeare in Love, 1998), แมตต์ เดมอน (The Bourne Ultimatum, 2007), ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น (The Matrix Trilogy, 1999-2003), มาริยง โกติยาร์ด (Inception, 2010), เคท วินสเลท (Titanic, 1997), จู๊ด ลอว์ (Closer, 2004) และ ไบรอัน แครนสตัน (Breaking Bad, 2008-2013) เป็นต้น มานำแสดง ยิ่งสอดรับกับประเด็นดังกล่าว หากเป็นหนังเรื่องอื่น ๆ ชื่อชั้นของนักแสดงเหล่านี้จะการันตีว่า ตัวละครของพวกเขาต้องรอดชีวิตในท้ายที่สุด แต่หนังกลับทำร้ายความรู้สึกคนดูหลายครั้งด้วยการฆ่าตัวละครบางตัวทิ้ง มันยิ่งตอกย้ำถึงสภาวะที่ไม่มีใครปลอดภัยทั้งนั้น เพราะไวรัสนี้พร้อมเล่นงานคนทุกคนอย่างเท่าเทียม แม้กระทั่งเหล่านักแสดงมากฝีมือ

นอกจากนั้น สิ่งที่เหล่าผู้สร้างยังต้องการแสดงให้สาธารณชนเห็นอีกคือ ถึงเชื้อโรคจะอันตราย แต่ “ความหวาดกลัวและตื่นตระหนก” ก็มีอานุภาพร้ายแรงไม่แพ้กัน หากจะบอกว่ามันคือไวรัสอีกชนิดหนึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะเมื่อไหร่ที่มันแพร่กระจาย มันสามารถสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

ถึงต้องการเขย่าขวัญผู้ชมด้วยความกลัว แต่เจตนารมณ์ของผู้สร้างไม่ได้ต้องการทำให้คนดูตื่นตระหนกเกินเหตุ ผู้อำนวยการสร้างคนหนึ่งของหนังอย่าง ไมเคิล แชมเบิร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงหนังต้องการตีแผ่ประเด็นดังกล่าว แต่พวกเขาต้องการให้คนตระหนักว่า ต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อดูแลและป้องกันตัวเองในทางที่ถูกต้อง ทำอย่างไรจึงจะรอดชีวิตโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น และยังคงเหลือไว้ซึ่งมนุษยธรรม

Contagion มีความยาวทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 46 นาที แม้เกือบตลอดทั้งเรื่อง หนังจะแสดงให้เห็นความโหดร้าย ทำให้ผู้ชมรู้สึกหดหู่ในการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์อย่างนี้ แต่ในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้า หนังยังเผยให้เห็นว่าท้ายที่สุด มนุษย์ย่อมหาทางออกเจอจนได้ และต่อให้เชื้อโรคจะน่ากลัวเพียงใดก็ยังมีวันพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม ถึงภาพตอนท้ายเรื่องที่ ดร. อัลลี่ เฮ็กซ์ทัลล์ (รับบทโดย เจนนิเฟอร์ เอห์ล – Wilde, 1997) นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้ทดลองจนพบเซรุ่มกำราบมาร ยิ้มเยาะใส่เชื้อร้ายนี้ขณะบรรจุมันลงในแคปซูลและผนึกไว้ในห้องควบคุมโรค ราวกับว่านั่นคือการประกาศชัยชนะของมวลมนุษย์ แต่ไม่มีอะไรการันตีว่าธรรมชาติจะไม่ปล่อยอาวุธชีวภาพออกมาล้างผลาญโลกอีกรอบ เมื่อคำนึงว่าฉากสุดท้ายของหนังเผยให้เห็นต้นตอของไวรัสนี้ว่า มนุษย์เองก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยต่อหายนะทั้งมวล และจนกว่ามนุษย์จะเรียนรู้ถึงภัยที่ตัวเองก่อขึ้นด้วยน้ำมือตัวเอง (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) มั่นใจได้ว่าจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่คาดไม่ถึงอยู่เรื่อย ๆ และมันจะมาอย่างไม่มีวันสิ้นสุดแน่นอน

ถึง Contagion มีหลายอย่างซ้อนทับกับโลกแห่งความเป็นจริงจนแยกไม่ออก เช่นในปัจจุบันจะยังมองไม่เห็นหนทางว่ามนุษย์จะปราบ โควิด-19 ได้อย่างไร หนำซ้ำดูจะวิตกขึ้นไปทุกวันเมื่อจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และลุกลามไปแทบทุกส่วนของโลกแล้ว ต่อให้ภายในไม่กี่วันนี้ นักวิทยาศาสตร์จะคิดค้นวัคซีนเพื่อใช้ปราบไวรัสนี้สำเร็จ แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานหลายเดือนกว่าจะทดสอบในตัวมนุษย์ ได้รับการการันตีว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วถึงนำไปแจกจ่ายให้กับผู้คนทั่วทั้งโลก ซึ่งรวมแล้วอาจกินเวลานับปี

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญและจะบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของมนุษยชาติว่าจะฝ่าฟันไปได้หรือไม่ ก็ได้แต่หวังว่าตอนจบของ Contagion เวอร์ชันชีวิตจริงจะมาถึงในเร็ววัน และเราทุกคนจะมีชีวิตรอดอยู่ดูด้วยตาของตัวเอง

 

ที่มา:

https://www.imdb.com/title/tt1598778/

https://www.nytimes.com/2020/03/04/business/media/coronavirus-contagion-movie.html

https://www.indiewire.com/2020/03/contagion-film-coronavirus-producer-interview-1202215212/

https://www.indiewire.com/2020/01/contagion-coronavirus-steven-soderbergh-streaming-boost-1202207137/

 

เรื่อง: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

 


The People

กองบรรณาธิการ

Related

ฮิวจ์ แจ็กแมน เปิดร้าน ‘กาแฟ’ ช่วยคนจนในเอธิโอเปีย กำไรที่ได้ให้เกษตรกรทั้งหมด

คนดำ ศิลปินและความเป็นหญิงอันทรงพลังของ บียอนเซ่

อกหัก รักคุด มนุษย์ไม่สนใจ เบื้องหลังความ “อยากตาย” ของแมว “ทอม” จาก ทอม แอนด์ เจอร์รี

รูพอล “ขุ่นแม่” แห่งแดรกควีน ผู้ยกวงการแดรกจากใต้ดินสู่บนดิน

เคอเรจ: เจ้าตูบจอมขลาด หรือ หมาน้อยผู้กล้าหาญ? เมื่อการ์ตูนตลกร้ายมีเป้าหมายให้เด็ก ๆ เผชิญหน้ากับความกลัว

มิซูฮาระ กิโกะ: นางแบบที่มองว่าความสวยของสตรีไม่ควรถูกจัดอันดับ

ทอม ฮาร์ดี้ นักแสดงดัง ผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นขี้ยา หัวขโมย

Thundercat กับโชว์ครั้งแรกในไทยที่โซโล่ซอยยิกชนิดแทบขาดลมหายใจ