Post on 28/02/2020

เคอเรจ: เจ้าตูบจอมขลาด หรือ หมาน้อยผู้กล้าหาญ? เมื่อการ์ตูนตลกร้ายมีเป้าหมายให้เด็ก ๆ เผชิญหน้ากับความกลัว

“เราจะคั่นรายการนี้เพื่อนำท่านสู่ เคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด นำแสดงโดย เคอเรจ เจ้าตูบจอมขี้ขลาด ลูกหมาที่ถูกทอดทิ้งซึ่งเมอเรียลไปพบเข้า เธออยู่ในเมืองโนแวร์กับสามีของเธอที่ชื่อ อูสทีซ แบ็ก แต่เรื่องน่าขนลุกมักจะเกิดขึ้นในโนแวร์ เคอเรจจะต้องปกป้องบ้านใหม่ไว้” *เสียงปิดโทรทัศน์* “เจ้าหมาโง่ แกทำให้ฉันดูแย่!”

ใครที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับรายการจากช่องการ์ตูนระดับโลกอย่าง Cartoon Network ในช่วงปี 2000s น่าจะคุ้นเคยกับประโยคขอคั่นรายการอันแสนจะอมตะข้างต้น เพราะทันทีที่เสียงของพิธีกรชายคนนี้ดังขึ้นเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงการ์ตูนตลกร้ายแห่งยุคสมัยกำลังจะเริ่มฉายแล้ว

เคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด (Courage the Cowardly Dog) คือการ์ตูนซีรีส์สัญชาติอเมริกา ที่เริ่มต้นออกอากาศในเดือนพฤศจิกายน ปี 1999 ก่อนจะฉายต่อเนื่องทุกสัปดาห์มาจนถึงตอนสุดท้ายในปี 2002 นับเป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่แจ้งเกิดในยุคทองของช่อง Cartoon Network ซึ่งขณะนั้นฉายแต่การ์ตูนซีรีส์เรื่องดัง ๆ อย่าง ห้องแล็บของเด็กซ์เตอร์ (1996) จอห์นนี่ บราโว (1997) และ พาวเวอร์พัฟ เกิร์ล (1998) แถมยังเป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ในโลกของ Cartoon Network เพราะเป็นการ์ตูนแนวดาร์กแฟนตาซีเรื่องแรกที่มีโอกาสฉายในฐานะรายการสำหรับเด็ก

เคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด เป็นเรื่องของลูกสุนัขสีชมพู (?) ที่ถูกทอดทิ้ง มันได้รับการช่วยเหลือจากหญิงชราใจดี ที่ตัดสินใจรับมันกลับมาเลี้ยงดูด้วยความรัก ชื่อของเธอคือ เมอเรียล แบ็ก เรื่องราวน่าเศร้าทั้งหมดนี้คงจะจบลงด้วยดี ถ้าไม่มี อูสทีซ แบ็ก สามีของเมอเรียล เขาคือชาวนาชราที่เกลียดเจ้าเคอเรจเป็นพิเศษ (ที่จริงก็ดูเหมือนว่าเขาจะเกลียดทุกอย่างบนโลก) คอยกลั่นแกล้ง และไล่ตะเพิดเจ้าหมาน่าสงสารให้ออกไปจากบ้าน แน่นอนว่าประโยคดุด่าติดปากของเขา หลาย ๆ คนคงรู้จักดี “เจ้าหมาโง่ แกทำให้ฉันดูแย่”.

นอกจากจะต้องรับมือกับอูสทีซ เคอเรจยังต้องพบเจอกับเรื่องราวน่าปวดหัวอีกมากมาย เพราะบริเวณที่บ้านของครอบครัวแบ็กอาศัยอยู่ คือเมืองสมมติที่มีชื่อว่า โนแวร์ (Nowhere) ดินแดนรกร้างห่างไกล ที่แทบจะไม่มีพืชผลอะไรงอกงามขึ้นมาได้ พื้นที่นี้มักจะมีเหตุการณ์แปลกประหลาดน่าพิศวงเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ทั้งเรื่องราวของผี เอเลี่ยน ปีศาจ และมนุษย์ท่าทางประหลาด ที่ไม่สามารถสืบสาวที่มาที่ไปได้ เรื่องน่าขนลุกที่มักเกิดขึ้นในโนแวร์ ทำให้เคอเรจที่เพิ่งจะได้รับความรักและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรก ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเมอเรียล อูสทีซ รวมถึงบ้านใหม่ของมันเอาไว้

ทุกอย่างคงจะง่ายกว่านี้ ถ้าหากว่าเคอเรจเป็นเจ้าหมาสุดเฉลียวฉลาด ที่กล้าหาญพอจะปกป้องเจ้านายของมันจากภัยอันตรายทุกอย่าง แต่เพราะมันดันเป็นเพียงเจ้าหมาโง่ แสนขี้ขลาด ที่กลัวแม้แต่เงาของตัวเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวสยองขวัญสั่นประสาท อย่างสัตว์ประหลาดจากหนองน้ำ ผีฟาโรห์ที่ตามมาทวงคืนศิลาที่ถูกขโมย ปีศาจเงาที่ออกมาทำร้ายผู้คนกลางดึก และ UFO ของมนุษย์ต่างดาวที่มีข่าวลือว่าชอบจับมนุษย์ในเมืองโนแวร์ไปทดลองอยู่บ่อย ๆ ภารกิจปกป้องคนในครอบครัวของมันจึงเรียกได้ว่าแทบจะเดิมพันด้วยชีวิต

“ที่จริงเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครหัวใจวาย แต่มันก็อดรู้สึกดีไม่ได้ เวลาที่เราสามารถแกล้งให้หลายคนตกใจได้สำเร็จ” จอห์น รัสเซล ดิลเวิร์ธ (John Russell Dilworth) นักออกแบบแอนิเมชันชาวอเมริกัน ผู้อยู่เบื้องหลังการ์ตูนเรื่องนี้ กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ครั้งหนึ่ง.

เขาอธิบายว่า เคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด เป็นการ์ตูนสยองขวัญที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเพื่อเด็ก ๆ แม้มันจะมีส่วนผสมของความเป็นการ์ตูนดาร์กไซไฟ ที่ให้ความรู้สึกลึกลับ แปลกประหลาด และไม่ปลอดภัย จนดูเหมือนจะโหดร้ายเกินไปสำหรับจิตใจของเด็ก ๆ แต่มุกตลกชวนขันที่มักจะแทรกมาในเนื้อเรื่อง ก็ช่วยลดทอนให้การ์ตูนเรื่องนี้กลายเป็นแนวตลกร้ายกึ่งผจญภัย ที่เด็ก ๆ ดูได้ แม้จะยังแอบรู้สึกกลัวอยู่นิดหน่อยก็ตาม

ช่วงแรกที่มีการฉายเคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด ดิลเวิร์ธเล่าว่า เขาได้รับจดหมายด่าทอจากพ่อแม่ของเด็ก ๆ เป็นพันฉบับ กระแสตอบรับในช่วงแรกของการ์ตูนเจ้าหมาขี้ขลาด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเนื้อหารุนแรงเกินไป ความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้น ไม่เหมาะสมที่จะออกอากาศในช่องการ์ตูนสำหรับเด็ก แต่ถึงจะถูกตำหนิมากเพียงใด ดิลเวิร์ธกลับบอกว่า มันไม่ได้บั่นทอนให้เขาเสียใจอะไรนัก เพราะยังมีคนอีกมากมายที่รักในผลงานของเขา คำพูดนี้ได้รับการพิสูจน์จากกระแสความนิยมของเด็ก ๆ ที่ตั้งตารอคอยเสียงขอคั่นรายการ เพื่อติดตามดูการผจญภัยของเจ้าหมาขี้ขลาดตลอดระยะเวลาที่มันฉาย “ผมว่าชีวิตคนเราน่ากลัวจะตาย จะอยู่ให้รอดได้ ก็ต้องน่ากลัวให้เท่ากับมันสิ” เขากล่าวเสริม

แม้ว่าในปี 2002 เคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด จะเดินทางมาถึงตอนอวสาน การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังได้รับอนุมัติจากต้นสังกัดให้มีการฉายซ้ำ จนกระทั่งมันขึ้นแท่นกลายเป็นการ์ตูนที่มีการรีรันยาวนานที่สุดของช่อง Cartoon Network กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการ์ตูนแนวเดียวกันที่สามารถสร้างปรากฎการณ์ได้อย่างที่เคอเรจเคยทำไว้ได้อีก ทั้งความสนุก น่ากลัว และตลกขบขัน คงกลายเป็นส่วนผสมอันแปลกประหลาด ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็ก ๆ ในยุคสมัยหนึ่งไปแล้ว 

ในไทย มีการตั้งชื่อการ์ตูนเรื่องนี้ว่า “หมาน้อยผู้กล้าหาญ” ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับ “เจ้าตูบจอมขลาด” ชื่อเรื่องต้นฉบับไปโดยสิ้นเชิง แม้ทีแรกจะไม่มีใครเข้าใจถึงเหตุผลในการตั้งชื่อแบบนี้ แต่เมื่อพิจารณาเรื่องราวของเจ้าหมาน้อยสีชมพูตัวนี้ดี ๆ การตั้งชื่อเช่นนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดไปจากความจริงเท่าไหร่นัก เพราะไม่ว่าจะต้องพบเจอกับเรื่องราวน่ากลัว น่าขนลุก และน่าหันหลังวิ่งหนีไปไกล ๆ สักแค่ไหน เจ้าหมาเคอเรจก็ยังยืนเผชิญหน้ากับเรื่องราวเหล่านั้น ทั้งที่ขาเล็ก ๆ ของมันยังสั่น และปากยังร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัว

เคอเรจ ยังคงตั้งใจช่วยเหลือชีวิตของเมอเรียลและอูสทีซที่เป็นดั่งครอบครัวของมันจากเรื่องราวร้าย ๆ แม้มันจะถูกดุด่าว่าเป็นเจ้าหมาโง่มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม นี่อาจเป็นสาเหตุที่เคอเรจคือ หมาขี้ขลาดผู้กล้าหาญ เพราะแม้ในใจจะกลัวแสนกลัว แต่เพื่อคนที่รักแล้ว มันก็จะขอรีดเร้นความกล้าทั้งหมดออกมา เพื่อปกป้องพวกเขาด้วยทุกอย่างที่มันมี 

หมาน้อยผู้กล้าหาญ ไม่ได้มีดีแต่ความตลกร้ายชวนขันที่พาให้ผู้คนหลงรัก และติดตามการ์ตูนเรื่องนี้ต่อ แต่ความตั้งใจที่แท้จริงของดิลเวิร์ธ ผู้สร้างสรรค์เจ้าหมาน้อยเคอเรจขึ้นมา คือการทำให้ความพยายามของมันดึงดูดให้หลายคนคอยเป็นกำลังใจและคอยเชียร์ให้มันเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เจ้าหมาขี้ขลาดได้รับการตั้งชื่อว่า เคอเรจ (Courage) ที่แปลว่า ความกล้าหาญ เพื่อให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนอ่อนแอ ที่กล้าจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวได้เพื่อคนที่รักนั่นเอง

 

 

ที่มา

https://www.ladbible.com/entertainment/tv-and-film-courage-the-cowardly-dog-creator-says-prequel-is-in-development-20191107

https://www.youtube.com/watch?v=mDn_yH3O0RA

https://www.vulture.com/2019/11/courage-the-cowardly-dog-john-dilworth.html