Post on 04/06/2020

เดวิด โบวี่ เคยวิจารณ์ MTV ระหว่างสัมภาษณ์ เรื่องการเหยียดผิว “ทำไมพวกคุณไม่ชอบเปิด MV ของคนผิวสีอะ”

     ครั้งยังมีชีวิต เดวิด โบวี่ (David Bowie) ยอดศิลปินระดับตำนานผู้ล่วงลับ ถือเป็นอีกคนที่มีบทบาทสำคัญด้านการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมของศิลปินผิวสีในวงการดนตรี ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษที่ 80s สถานีโทรทัศน์ทางดนตรีที่กำลังมาแรงสุด ๆ อย่าง MTV ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในข้อหาที่ว่า “ปฏิเสธที่จะเปิดเอ็มวีของศิลปินผิวสี” จนเรื่องนี้กลายเป็นกระแสสังคมอยู่ช่วงหนึ่ง

ในเดือนมกราคมปี 1983 โบวี่มีคิวให้สัมภาษณ์เพื่อโปรโมทอัลบั้ม Let’s Dance กับมาร์ค กู๊ดแมน หนึ่งในวีเจคนสำคัญของ MTV ซึ่งก่อนเริ่มการสัมภาษณ์ นักร้องดังเจ้าของเพลง ‘Ziggy Stardust’ ก็เอ่ยปากและเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามที่ทำเอาวีเจคนดังถึงกับทำตัวไม่ถูก

“ผมสังเกตนะ จากเท่าที่ดู MTV มาช่วง 2-3 เดือนหลังนี้ น้อยมากที่พวกคุณจะเปิดเอ็มวีของศิลปินผิวสี ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ?” โบวี่ยิงคำถามใส่ด้วยความสงสัย

ด้านกู๊ดแมนที่เป็นหนึ่งในทีมผู้บริหาร เมื่อถูกนักร้องดังยิงคำถามดังกล่าว ก็รีบชี้แจงแบบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จนกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ความสงสัยของโบวี่มีมากขึ้นไปอีก ซึ่งบทสนทนาต่อไปนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1983

กู๊ดแมน: ผมคิดว่าเรากำลังพยายามเดินไปในทิศทางนั้น เราอยากเล่นเพลงของศิลปินที่ทำผลงานแบบที่เข้ากับสิ่งที่เราอยากจะฉายบน MTV น่ะ นี่คือวิธีคิดด้านการตลาดของบริษัท

โบวี่: นั่นไงคือหลักฐาน เป็นความจริงที่เอ็มวีของศิลปินผิวสีจะออกมาให้เห็นแค่ในช่วงตี 2 ครึ่งถึงประมาณ 6 โมงเช้า อะไรแบบนี้ ซึ่งน้อยมากที่จะมีออกอากาศตอนกลางวันน่ะ

กู๊ดแมน: ไม่ใช่นะ.. นั่นมัน…

โบวี่: โอเค มันก็เห็นแหละว่าสิ่งเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไปช่วง 2-3 สัปดาห์หลังมานี้ แต่มันก็เป็นอะไรที่ช้า แบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปน่ะ

กู๊ดแมน: มันตลกนะ ผมว่าคนเราก็มีความคิดเห็นที่ต่างกันไป เมื่อคุณหยุดดู สมมติคุณดู 1 หรือ 2 ชั่วโมง หรืออาจจะ 3 ชั่วโมงต่อวัน คนก็จะมาหาเราด้วยแนวคิดที่แตกต่างกันไปในสิ่งที่เราทำอยู่ เราไม่มีการจำเพาะเจาะจงว่าใครจะได้ออกเวลาไหน ไม่จำเป็นต้องพูดถึงศิลปินผิวสีเลย เพราะเราไม่มีการเจาะจงว่าใครจะได้ออกในช่วงไพรม์ไทม์

บทสนทนาของทั้งคู่ไม่ต่างจากสงครามเย็นที่พร้อมจะปะทุ ด้านกู๊ดแมนที่กำลังอยู่ในช่วงแถร้อยแปดพันเก้า เมื่อเจอโบวี่ถามมาก ๆ ก็เกิดอาการตอบไม่ตรงคำถามขึ้นมาทันที จนทำเอาโบวี่ถึงขั้นเบะปากใส่เล็กน้อยแบบสุภาพชน

โบวี่: มีช่องของคนผิวสีที่ผมเลือกดูบ่อย ไม่แน่ใจว่าช่องไหนแน่ แต่เหมือนจะมีเพลงของคนผิวสีเยอะมาก และทำวิดีโอเจ๋ง ๆ เยอะเลยด้วย ผมเลยแปลกใจว่าทำไมไม่มีฉายใน MTV

กู๊ดแมน: แน่นอนว่าเราต้องทำในสิ่งที่ไม่ใช่แค่นิวยอร์ก หรือ ลอสแอนเจลิสจะชอบใจนะ แต่ต้องรวมไปถึงโพห์คิปซี หรือมิดเวสต์ด้วย ลองเลือกมาสักเมืองในแถบมิดเวสต์สิที่กลัว Prince แทบตาย แต่สุดท้ายเราก็เปิด (เพลงของคนผิวสี) อยู่ รวมถึงเพลงสตริงของศิลปินผิวสีคนอื่น ๆ อีก

โบวี่: นั่นแหละคือสิ่งที่น่าสนใจ หรือไม่ใช่?

กู๊ดแมน: เราจำเป็นต้องเปิดเพลงที่เราคิดว่าคนทั้งประเทศจะชอบ และแน่นอนสถานีเราคือสถานีเพลงร็อกแอนด์โรล ทีนี้ เนื่องจากเราอยู่นิวยอร์ก เราก็จะถูกตั้งคำถามว่า ควรเปิดเพลงของ The Isley Brothers หรือไม่ คุณกับผมอาจพูดว่า แน่นอน เพราะเราโตมาในยุคที่  The Isley Brothers มีความหมายอะไรกับเราสักอย่าง รวมถึงวง The Spinners ด้วย แต่อะไรที่มีความหมายกับเด็กอายุ 17 ล่ะ ถ้าคุณได้คุยกับเด็กพวกนี้เวลาพวกเขาโทรเข้ามานะ มันน่ากลัวนะคุณ

โบวี่: ดีเลย ผมจะบอกคุณให้นะว่ามันหมายถึงอะไร ผมบอกคุณได้ว่า The Isley Brothers หรือมาร์วิน เกย์มีความหมายกับเด็กผิวดำอายุ 17 ปี อย่างไร แน่นอนว่าเขา (ศิลปิน) เหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาเช่นกัน

โบวี่ถามกู๊ดแมนต่อว่าเขาไม่เล็งเห็นถึงความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในปัญหานี้เหรอ? แน่นอนว่าสำหรับโบวี่ พฤติกรรมของ MTV ที่เกิดขึ้น เป็นความอคติกับดนตรีของคนผิวสี ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า MTV มีแนวคิดที่สนับสนุนการเหยียดเชื้อชาติ

โบวี่: คุณไม่เห็นว่ามันน่ากลัวเหรอ?… มันไม่ใช่การที่แบบ “ไม่ใช่ผม พวกเขาต่างหาก” หรอกเหรอ เป็นไปไม่ได้เลยเหรอที่สถานีวิทยุนี้และสถานีวิทยุอื่น ๆ จะมีความยุติธรรม มันดูป่าเถื่อนมากเลยสื่ออเมริกันเนี่ย มันท้าทายดีออกไหมถ้าจะทำให้สื่อเป็นที่เข้าถึงของทุก ๆ คน

กู๊ดแมน: ผมว่ามันกำลังเกิดขึ้นนะ

โบวี่: โดนเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของดนตรี?

กู๊ดแมน: ใช่เลย ผมคิดว่ามันกำลังเกิดขึ้นเพราะเพลงของคนขาวและดนตรีของคนขาวถูกเปิดมากกว่าที่เคยเป็นมา พูดก็พูด ในช่วง 10 ปีให้หลัง เหมือนกับที่คนผิวสีเคยอยู่จุดนั้นมาก่อน แต่ตอนนี้เส้นมันก็เริ่มที่จะเบลอ…

โบวี่: นั่นแหละคือปัญหาของพวกเขา

หลังจากที่กู๊ดแมนเริ่มแสดงความคิดเห็นในทำนองที่ว่า “การเปลี่ยนแปลง” ที่โบวี่ถามถึงคงต้องใช้เวลาสร้างอย่างช้า ๆ นั่นจึงทำให้ในช่วงท้ายของการสนทนา โบวี่ ก็ตัดจบด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “ผมเข้าใจคุณดี”

กู๊ดแมน: ที่ผมกำลังพูดน่ะนะ ใช่ มันมีแน่นอนอย่างที่คุณพูดอยู่แล้ว เด็กผิวขาวและผิวสีที่อยากจะดูดนตรีของคนผิวสี แต่มีเด็กอีกมากมายที่ไม่อยาก มันไม่เหมือนตอนปี 1967 ที่คุณจะพูด “ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยชอบแนวนี้เท่าไหร่ แต่นายชอบใช่ไหม” แต่ตอนนี้มันเป็น “นายชอบเหรอ งั้นฉันไม่ชอบนาย” มันน่ากลัวมากนะ และยากที่จะไปบอกว่า “นี่ แบบนี้มันไม่ถูกนะ” เราทำได้แค่ค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ ซึมซับ อย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

โบวี่: อืมม น่าสนใจ โอเค ขอบคุณมาก ๆ

กู๊ดแมน: มันสมเหตุสมผลไหม?

โบวี่: ฮ่า ๆ ผมเข้าใจในจุดที่คุณอยู่ดี

หลังโดนกระแสสังคมตีกลับอยู่พักใหญ่ บวกกับความร้อนแรงของเพลง ‘Thriller’ ของไมเคิล แจ็กสัน สุดท้าย MTV จึงเปิดกว้างเรื่องผลงานของศิลปินผิวสีมากขึ้น

ตลอดช่วงชีวิตในเส้นทางสายดนตรี เดวิด โบวี่ ใส่ใจและสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมทางสังคมมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งก่อนจะเสียชีวิต เขาเคยพูดไว้ว่า “ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงจุดยืนในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้”


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว