Post on 27/03/2020

‘We Are The World’ เพลงแห่งการช่วยเหลือคน (โลก) จากเหตุการณ์อิ๊บหายทั้งหลาย

       การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก สร้างความหดหู่และสิ้นหวังให้กับคนจำนวนมาก ความรู้สึกที่ทุกคนมักจะถามตัวเองเสมอว่านี่เราติดยังวะกลายเป็นพลังลบที่เข้ามาโจมตีทุกคนในตอนนี้ สิ่งเล็ก ๆ ที่อาจจะช่วยเราได้ในเวลานี้คงหนีไม่พ้นเพลงดี ๆ สักเพลงที่ไม่ต่างกับกำลังใจก้อนโต

หัวใจหลักของดนตรีคือการมอบความสุขแก่ผู้คน และถ้าพูดถึงเสียงเพลงท่ามกลางวิกฤตที่เคยเป็นตัวแทนของกำลังใจและความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนทั้งโลก แน่นอนว่า ‘We Are The World’ น่าจะเป็นเพลงที่คุ้นหูใครหลายต่อหลายคน

ย้อนกลับในปี 1985 ซูเปอร์โปรเจกต์ที่รวบรวมศิลปินชื่อดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการดนตรีได้เกิดขึ้น ภายใต้ชื่อ USA for Africa โดยมีเพลง  ‘We Are The World’ เป็นเสมือนกระบอกเสียงเพื่อช่วยหารายได้ให้กับผู้คนที่กำลังอดตายในประเทศแทบแอฟริกา เช่น เอธิโอเปีย, มาลี, ไนเจอร์, ซูดาน, โมซัมบิก

ตัวตั้งตัวตีในการสร้างโปรเจกต์นี้ เริ่มจากนักแต่งเพลงและนักเคลื่อนไหวทางสังคมอย่าง แฮร์รี เบลาฟอนเต้ ที่เกิดอาการช็อกอย่างหนัก หลังจากเห็นภาพของเด็กผู้หิวโหยในโทรทัศน์ช่อง NBC จากนั้นเขาจึงเกิดไอเดียเกณฑ์เพื่อน ๆ ดารานักร้อง โดยตั้งใจจะทำเป็นคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อช่วยเหลือคนที่อดอยาก เบลาฟอนเต้รู้ว่าการจะทำให้งานนี้สำเร็จได้ สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการโทรหาชายคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลศิลปินยุค 80s กว่าครึ่งที่ติดชาร์ท คนที่เบลาฟอนเต้ยกหูโทรศัพท์หาในวันนั้นคือตำนานผู้จัดการศิลปินอย่าง เคน คราเกน

ตอนที่เบลาฟอนเต้โทรหาผม เป็น 2 วันก่อนคริสต์มาส ตอนบ่าย 1 หรือบ่าย 2 นี่แหละคราเกนย้อนความหลังของโปรเจกต์ที่กลายเป็นเพลงการกุศลผมพูดว่าแฮร์รี่ สิ่งที่ บ็อพ เกลดอฟ เคยทำ ทำให้เราเห็นแล้วว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ (เกลดอฟ ศิลปินดังชาวไอริชเคยทำโปรเจ็กต์รวมศิลปินดังมาร้องเพลงคริสมาสต์) เรามีศิลปินเบอร์ใหญ่ระดับโลกอยู่ที่นี่ (สหรัฐฯ) และผมเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้นเกือบครึ่ง ขอให้ผมดูว่าเราจะสามารถรวมคนเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ไหม

เคน คราเกน

       หนึ่งในลูกค้าคนสำคัญของคราเกนช่วงนั้นคือนักร้องดังอย่าง ไลโอเนล ริชชี ซึ่งทันทีที่ผู้จัดการคนดังนำเรื่องนี้ไปบอกริชชี นักร้องเจ้าของเพลง ‘Hello’ ก็ตอบรับทันที อีกทั้งยังรับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการเขียนเพลงอีกด้วย

คราเกนเล่าว่า ริชชีอยากจะแต่งเพลงนี้กับ สตีวี วันเดอร์ ซึ่งทำให้เขาต้องพยายามโทรตามเจ้าของเพลง ‘Superstition’ ตลอดทั้งคืนไลโอเนลพยายามติดต่อสตีวีทั้งคืน ซึ่งเช้าวันต่อมาเป็นวันคริสต์มาสอีฟ เบรนด้า ภรรยาของริชชีกำลังอยู่ในร้านจิลเวลรี และรู้ไหมใครที่กำลังตามหาของขวัญอยู่ ใช่แล้ว สตีวี วันเดอร์ อยู่ที่นั่นด้วย และเขาขอให้เบรนด้าช่วยเลือกของขวัญให้เขาหน่อย แต่เบรนด้าบอกว่า ไม่ จนกว่าเขาจะโทรกลับหาสามีของเธอ ขณะเดียวกัน คราเกนก็เจอโปรดิวเซอร์ระดับท็อปอย่าง ควินซี โจนส์ ขณะกำลังจะขึ้นเครื่องไปฉลองคริสต์มาสที่ฮาวาย

ผมถามเขาว่าจะมาช่วยโปรดิวซ์ได้ไหม และเขาตอบตกลงทันที ก่อนที่ผมจะถามอีกว่าคุณจะให้ไมเคิล แจ็กสัน มาเล่นด้วยได้ไหมและอีกประมาณแค่ 30 นาที เขาก็โทรกลับมาหาผม และบอกว่าไมเคิลไม่ใช่แค่อยากมาร้องนะ เขาอยากแต่งเพลงร่วมกับสตีวีและไลโอเนลด้วยเลยล่ะ’”

ไลโอเนล ริชชี่

ตอนนั้น ไมเคิล แจ็กสัน กำลังโด่งดังสุดขีดกับอัลบั้ม Thriller ดังนั้น คราเกนจึงรู้ว่าการที่เขาดึงตัวละครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อปเข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้คือหมากสำคัญที่สุดหลังวันคริสต์มาส 2 วัน ผมได้รับโทรศัพท์จากเบลาฟอนเต้ เขาถามผมว่าคิดอย่างไรกับโปรเจกต์ที่เขาคิด ผมเลยพูดว่าเอาล่ะ ตอนนี้ผมมีเพลงที่เขียนโดย ไมเคิล แจ็กสัน, ไลโอเนล ริชชี และ สตีวี วันเดอร์ แถมโปรดิวซ์โดยควินซี โจนส์ และตอนนี้ เคนนี โรเจอร์, ลินด์ซีย์ บัคกิงแฮม และ คิม คาร์เนส ก็ตกลงที่จะทำมันด้วย งั้นสุขสันต์วันคริสต์มาสต์นะแฮร์รี’”

คราเกนและทีมงานของเขาจำนวน 50 คน รวมตัวกันเพื่อรวบรวมรายชื่อศิลปินที่พวกเขาจะชวนมาร่วมโปรเจกต์นี้ผมใช้ชาร์ตบิลบอร์ด และตัดสินใจว่าตัวเองจะไม่นอนจนกว่าจะได้ศิลปินสักสองคนที่มาจากในชาร์ตนี้ ตอนนั้นเราได้ศิลปินอันดับหนึ่งคือ ไมเคิล แจ็กสัน เราคิดว่าเราจะได้อันดับสองอย่าง พรินซ์ เพราะ ชีล่า อี เป็นเพื่อนสนิทกับไลโอเนล (ริชชี) ซึ่งเรามีไลโอเนลเป็นอันดับสามอยู่แล้ว ส่วนเคนนี (โรเจอร์ส) ก็อยู่ใน 10 อันดับแรก เรียกได้ว่าตอนนั้นเรามีศิลปินที่มาจาก 10 อันดับแล้ว

ไมเคิล แจ็กสัน

       แต่สุดท้าย ด้วยกระบวนการทำเพลงที่ค่อนข้างวุ่นวาย และมีคนจำนวนมากอยู่ในห้องอัด ทำให้พรินซ์ ตัดสินใจไม่เดินทางมาร่วมบันทึกเสียงด้วย โดยคราเกนเล่าต่อว่า อาจจะเป็นเพราะเขาขี้อายเกินไปที่จะแสดงต่อหน้าคนอื่น ๆเหตุผลที่พรินซ์ไม่มา เพราะส่วนมากเขาจะอัดเพลงคนเดียว ไม่มีแม้แต่เอนจิเนียร์ อัดทุกเครื่องคนเดียวด้วยตัวเอง ร้องเองคนเดียว เขาไม่สามารถอยู่รวมกับคนอื่นได้ และเขารู้ว่าการทำแบบนั้นคือสิ่งที่ผิดพลาด น่าเสียดายที่เขาไม่ได้มาร่วมด้วย

ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของโปรเจกต์นี้คราเกนเล่าย้อนว่าสำหรับเขาคือการได้บรูซสปริงส์ทีนมาร่วมงาน

ผมรู้จักกับจอห์น แลนเดา ผู้จัดการของบรูซอยู่แล้ว ผมจึงโทรหาเขาแล้วพูดว่าจอห์น เราจะได้บรูซมาไหม?’ และเขาก็พูดว่าโอ้พระเจ้า บรูซกำลังจะได้พักหลังจากทัวร์อย่างหนักมาตลอดสองปีผมเลยพูดต่อว่าจอห์น คุณสามารถทำเรื่องนี้ได้ ลูกค้าคุณจะได้รับเครดิตสำหรับการช่วยชีวิตคนนับล้านถ้าคุณให้เขาทำสิ่งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา คือในวันที่ 15 มกราคม จอห์นโทรกลับมาหาผมแล้วพูดว่าบรูซ สปริงส์ทีน เอาด้วยและตั้งแต่วันนั้น ทั้งหมดที่ผมทำคือรับโทรศัพท์ มันเหมือนประตูระบายน้ำถูกเปิดออก จากตอนแรกที่เราต้องการประมาณ 20 คน สุดท้ายเราจบด้วย 45 คน

บรูซ สปริงส์ทีน

       แม้ทุกอย่างจะเริ่มต้นได้สวย แต่ก็มีเหตุให้โปรเจกต์นี้เกือบจะล่ม คราเกนเล่าว่า หนึ่งวันก่อนบันทึกเสียงที่ A&M Studios สตูดิโอชื่อดังในแอลเอ ระหว่างช่วงซ้อมก่อนอัด มีวงร็อกชื่อดังวงหนึ่งเกิดอาการงอแง เพราะกลัวจะเสียภาพลักษณ์เท่ ๆ ของตัวเอง เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเริ่มวุ่นวายกลับกลายเป็นคลี่คลายได้เปลาะหนึ่ง หลังจาก บรูซ สปริงส์ทีน เกิดอาการลำไยวงดังกล่าว ก่อนจะสวนไปว่าผมไม่ได้มาทำเพื่อที่จะเดินจากไป ผมมาเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น ให้คนอื่นได้มีกินไม่อดอยาก และผมจะอยู่ตรงนี้

คราเกนยังเล่าถึงความประทับใจเกี่ยวกับสปริงส์ทีนอีกด้วยว่า ในวันบันทึกเสียง พวกคนดัง ๆ ต่างทยอยกันมาพร้อมกับนั่งรถลิโมคันโต แต่บรูซแตกต่างจากศิลปินคนอื่นมากนักมีคนมากมายข้างนอก และผมยืนอยู่ข้างหน้าตอนรับศิลปิน อยู่ ๆ เขาก็เดินแทรกตัวมาหาผม ใส่เสื้อหนัง ถุงมือหนัง นั่นคือบรูซ เขาพูดกับผมว่าผมได้ที่จอดที่เยี่ยมมากเลยล่ะ ใกล้ ๆ ลา เบรียนั่นคือสิ่งแรกที่เขาพูดกับผม ในขณะที่คนอื่นนั่งลิโมมา บรูซขับรถมาเอง จอดรถไว้ริมถนน เดินฝ่าฝูงชน ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเขาด้วยซ้ำ

จงทิ้งอีโก้ของตัวเองไว้ที่หน้าประตูนี่คือคำพูดของควินซี โจนส์ ที่คราเกนบอกว่า เป็นคำพูดที่โปรดิวเซอร์ดังพูดกับศิลปินทุกคนที่มาร่วมบันทึกเสียงในวันนั้น แน่นอนว่าการมีศิลปินระดับท็อปของโลกมารวมกันมากถึง 45 คน การทำงานร่วมกันจึงเป็นเรื่องที่ยากต่อการควบคุม

ควินซี่ โจนส์

       การบันทึกเสียงเริ่มต้นในวันที่ 28 มกราคม ปี 1985 เหล่าศิลปินเบอร์ต้น ๆ ของโลกต่างตบเท้าเข้ามาฝากเสียงร้องไว้ในเพล งทั้ง เรย์ ชาร์ลส, บ็อบ ดีแลน, บิลลีโจเอลหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นตลอดคืนเช่นไมเคิลแจ็กสันมีอาการประหม่ากับศิลปินจำนวนมากในสตูดิโอถึงขั้นต้องไปหลบอยู่ในห้องน้ำแต่สิ่งที่คราเกนเซอร์ไพรส์ที่สุดคือการได้เห็นบ็อบดีแลนตื่นสนาม

ผมเป็นแฟนตัวยงของเขา และขณะที่เขาต้องอัดส่วนของเขาในเพลง มันฟังดูไม่เหมือนบ็อบ ดีแลน เลย จนควินซีกับไลโอเนลต้องไปช่วยให้เขาไปอยู่ที่ไมโครโฟน และพวกเขาไปนั่งที่เปียโน เพื่อพยายามทำให้เห็นว่าเขาควรจะร้องออกมาเป็นยังไง สุดท้ายเขาก็ไปร้องและทำได้

ในเวลา 8.00 .วันต่อมา? ทุกคนที่มีส่วนร่วมต่างทยอยเดินทางกลับ เหลือเพียงแค่ ควินซี โจนส์, ไดอานารอสส์รวมถึงผู้ควบคุมวงทอมบาเลอร์และตัวคราเกนเองโดยผู้จัดการคนดังกล่าวว่าการได้เห็นแสงแดดยามเช้าของแอลเอหลังทำงานมาอย่างหนักตลอดทั้งคืนเป็นสัญญาณที่บอกว่าเพลงที่กำลังจะออกมาไม่ต่างจากแสงสว่างในวันที่มืดที่สุดของใครบางคน

โน้ตเพลง ‘We Are The World’

เรากอดกันเป็นวงกลมบนพื้นสตูดิโอ กอดกันแน่นและร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง คืนนั้นมันเป็นประสบการณ์ที่บ้ามาก ๆคราเกนเล่าถึงความประทับใจ ด้าน คิม คาร์เนส ก็ออกมาพูดในทำนองเดียวกันว่าตลอดทั้งคืนเต็มไปด้วยเวทมนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ มันน่าเหลือเชื่อมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้

‘We Are The World’ ได้รับการบันทึกว่าเป็นเพลงที่รวมรวมกลุ่มศิลปินนักร้องชาวอเมริกันระดับท็อปมากที่สุดถึง 45 คน ไล่ตั้งแต่ ไมเคิล แจ็คสัน, ไลโอเนล ริชชี, สตีวี วันเดอร์, พอล ไซมอน, เคนนี โรเจอร์ส, ไดอานา รอสส์, ดิออน วอร์วิค, วิลลี เนลสัน, บ็อบ ดีแลน, เรย์ ชาร์ลส, ลาโทยา แจ็กสัน, แฮร์รี เบลาฟอนเต้, เจมส์ อินแกรม, ทีนา เทอร์เนอร์, บิลลี โจเอล, อัล จาร์โร, บรูซ สปริงส์ทีน, เคนนี ลอกกินส์ ฯลฯ

บทเพลงดังกล่าวขึ้นอันดับหนึ่งทั้งในสหรัฐฯ และหลายสิบประเทศทั่วโลก ประสบความสำเร็จทั้งยอดขายมากกว่า 20 ล้านชุด และยังได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะสองรางวัลใหญ่จากเวทีแกรมมี อวอร์ดส อย่างเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี และผลงานบันทึกเสียงยอดเสียง

USA FOR AFRICA: WE ARE THE WORLD 1985

       ในอดีต ‘We Are The World’ ถูกหยิบมาทำหลายเวอร์ชัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้คนในต่างแดน เช่นในโอกาสครบรอบ 25 ปีของเพลง ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเฮติ เมื่อปี 2010 และล่าสุดในเดือนมีนาคมปี 2020 ไลโอเนล ริชชี ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตนอยากจะนำเพลงนี้กลับมาทำใหม่อีกเป็นครั้งที่สาม เพื่อหวังระดมทุนช่วยเหลือผู้คนจากสถานการณ์โควิด-19 แม้จะมีหลายคนออกมาไม่เห็นด้วยกับนักร้องดัง แต่ในมุมหนึ่งการได้ยินเพลงนี้อีกครั้งในเวอร์ชันของ เทย์เลอร์ สวิฟต์, จัสติน บีเบอร์ หรือ โพสต์ มาโลน คงจะเป็นสีสันและสร้างความฮึกเฮิมให้โลกที่เหี่ยวเฉานี้ไม่น้อย

จากวันนั้นสู่วันนี้ ‘We Are The World’ สามารถสร้างรายได้มากกว่า 147 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นสัญลักษณ์ของเพลงแห่งการช่วยเหลือโลกในยามยากเป็นเพลงที่ฉายแสงแห่งความหวังและเป็นเพลงที่เสมือนการรวมพลังของชาวโลกเพื่อผ่านพ้นวิกฤตต่างๆไปด้วยกันให้ได้


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว