อาลี หว่อง : นักพูดเรียกเสียงฮา กับบทคนหัวร้อนพร้อมใส่เดี่ยวซีรีส์ ‘Beef’

อาลี หว่อง : นักพูดเรียกเสียงฮา กับบทคนหัวร้อนพร้อมใส่เดี่ยวซีรีส์ ‘Beef’

‘อาลี หว่อง’ (Ali Wong) สาวยอดนักเดี่ยวไมโครโฟนผู้กล้าพูดทุกเรื่องอย่างไม่เขินอาย กับการเฉิดฉายอีกด้านจากซีรีส์ Beef จากฝีมือค่าย A24

เคยสังเกตไหมว่ามีแต่คนที่มีเงินที่คิดว่าเงินไม่สำคัญ พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าได้เพราะพระองค์เป็นเจ้าชายมาก่อนไง!

อาลี หว่อง’ หากกล่าวถึงชื่อนี้ใครหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไรนัก แต่หากใครได้ดูซีรีส์จากโปรดักชันของค่าย A24 ที่ถ่ายทอดผ่าน Netflix เรื่อง Beef กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครลืมเรื่องราวของ ‘เอมี’ (Amy) ศิลปินที่รวยมหาศาลแต่กลับกลวงที่ภายใน แถมยังเป็นคนหัวร้อนเมื่อได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยอีกต่างหาก และผู้สวมบทบาทสาวหัวร้อนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจาก อาลี หว่อง

ไม่เพียงแค่เธอจะดูเป็นคนแรง ๆ ในซีรีส์เท่านั้น เพราะในชีวิตจริง เธอคนนี้ก็แรงไม่แพ้กัน เพราะเธอคือนักพูดในการแสดงยืนเดี่ยว หรือ ‘Stand Up Comedy’ ที่กล้าพูดถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างไม่เขินอาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใต้สะดือ เรื่องของผู้หญิง หรือวีรกรรมน่าอายที่น้อยคนจะกล้าหยิบมาพูดในที่สาธารณะอย่างแน่นอน 

แต่ก็ด้วยความกล้านี้เองที่มอบเอกลักษณ์และความมันส์ในการแสดงของเธอจนมีใครหลายคนจดจำและนิยามว่าอารมณ์ขันของเธอเสมือนว่ากลั่นออกมาจากความเดือดดาล ซึ่งไม่เพียงแค่ให้ความสนุก แต่ยังเป็นเสียงสะท้อนจากความคิดภายในใจของผู้หญิงหลายคน อย่างไรก็ตาม ด้วยความขวานผ่าซากของเธอนี้เอง ที่ทำให้ชีวิตคู่ของเธอต้องดำเนินมาถึงทางแยกและเปลี่ยนแปรเป็นสิ่งอื่น

สตรียืนเดี่ยวที่กล้าพูดถึงทุกเรื่อง

คนในวงการนี้ชอบมาบอกกับฉันว่า ‘เธอดูเป็นคนน่ารักน่าคบหาเอามาก ๆ เลยนะ แต่ติดที่ว่ามุกที่เธอเล่นมันลามกและต่ำไปหน่อย ถ้าเธอจัดการกับตรงนี้ได้ คิวเธอแน่นกว่านี้แน่’

อาลี หว่อง’ (Ali Wong) เปิดใจเล่าถึงสิ่งที่เธอต้องเผชิญในเส้นทางสายนักพูดยืนเดี่ยว (Stand Up Comedy) ในบทสัมภาษณ์จาก The Guardian กับ ‘ความกล้า’ ในการพูดถึงประเด็นที่โนสนโนแคร์ต่อขนบธรรมเนียมหรือประเด็นต้องห้ามที่หลายคนมองว่าน่าอายและไม่ควรพูดถึงในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใต้สะดือ เรื่องของผู้หญิง อดีตอันน่าอายของตัวเธอเอง หรือแม้แต่การแท้งลูก

แต่ก่อนจะไปต่อ คงต้องเท้าความประวัติความเป็นมาของเธอกันสักนิดเสียก่อน อาลี หว่อง เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เติบโตในแคลิฟอร์เนีย พ่อของเธอเป็นลูกครึ่งจีน - อเมริกัน ส่วนแม่ของเธอเป็นชาวเวียดนาม ในครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน อาลีถือเป็นคนที่มีความตลกที่สุด เธอรักในการเล่นมุกและเรียกเสียงหัวเราะจากผู้อื่นที่ได้ฟัง และเมล็ดความชอบนี้ของเธอก็ได้เติบโตตามตัวของเธอไปเรื่อย ๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ภายหลังที่เธอเรียนจบ เธอก็ตั้งเข็มทิศในเส้นทางที่เธอจะเดินอย่างชัดเจน เธอมุ่งหน้าไปล่าฝันที่นิวยอร์ก และเริ่มแสดงโชว์เดี่ยวไมโครโฟนทุกคืน บางคืนเธอได้แสดงไปถึง 9 รอบใน 9 สถานที่ที่แตกต่างกันไป เธอทำงานอย่างหนักและไต่เต้าจนกลายเป็นนักพูดสายฮาและนักแสดงสายตลกที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

อาลีเคยเล่าว่า เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงเดียวกันเดินมาบอกกับเธอว่า การที่เธอรุ่งโรจน์ ประสบความสำเร็จ และมีคนสนใจมากขนาดนี้ เป็นเพราะเธอคือผู้หญิง แถมเธอก็ยังเป็นคนที่มีเชื้อชาติเป็นคนกลุ่มน้อยของประเทศหรือชาวเอเชียนั่นเอง ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ได้เกิดถึงขนาดนี้ ซึ่งอาลีก็ให้ความเห็นถึงถ้อยคำดังกล่าวเอาไว้ว่า

การที่เขามีทัศนคติแบบนั้นมันก็ช่วยพิสูจน์ได้ในทางหนึ่งว่าทำไมเขาถึงไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งนั้นเป็นองค์ประกอบของความสำเร็จละก็…คุณมีปัญหาแล้ว

เส้นทางสายนักพูดที่คอยเรียกเสียงฮาของอาลีขับเคลื่อนด้วยไฟที่รักในการเล่นมุกและการเล่าเรื่องตลกที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เด็กอย่างแท้จริง แม้ในปัจจุบันนี้ที่เธอมีลูกแล้ว ในบางทีที่ส่งลูกเข้านอนเสร็จ เธอก็ได้ไปขึ้นโชว์ในคืนนั้นอีกต่างหาก (บางทีขึ้นเล่นแบบฟรี ๆ เสียด้วยซ้ำ) 

คุณลักษณะหนึ่งที่กลายเป็นจุดเด่นของการแสดงโชว์เดี่ยวไมโครโฟนของ อาลี หว่อง คือเนื้อหาที่เธอเลือกหยิบมาพูด ที่ตีแผ่เรื่องราวต่าง ๆ จากมุมมองของผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมาที่มีหีบห่อเป็นมุกและอารมณ์ขันเชิงเสียดสี ดังที่เราบอกว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไรเธอก็กล้าพูดไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นความเห็นต่อเรื่องใต้สะดือที่บางทีก็พิสดารจนใครหลายคนคงไม่กล้าหยิบมาพูดในที่สาธารณะหรือในวงเพื่อน ๆ อย่างแน่นอน 

ครอบครัวเลี้ยงฉันมาแบบเปิดมาก ๆ เกี่ยวกับร่างกายของตัวเอง

แต่จะกล่าวว่าเธอแตกต่างจากคนอื่น ๆ จากการที่เธอเล่นมุกตลกที่ลามกก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะนอกจากนั้นเธอถือเป็นคนที่กล้าพูด ‘เรื่องของผู้หญิง’ อย่างตรงไปตรงมา เรื่องเหล่านี้นับว่าเป็นเรื่องที่สังคมมักมองว่าเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่ควรพูด แต่เธอมองว่าเรื่องเหล่านี้นับเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเคยประสบและเข้าใจ แต่มันถูกปิดซ่อนไว้ข้างใต้ ดังนั้น การที่เธอหยิบเรื่องเหล่านี้มาพูดก็เหมือนเป็นการซื่อสัตย์และไม่ปิดกั้นต่อสัญชาตญาณและความเป็นธรรมชาติของตัวเธอเอง - หรือมนุษย์ทุกคน - ที่มีอยู่อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้

บางทีผู้หญิงก็เพียงแค่อยากจะปกปักรักษาปริศนาเหล่านั้นเอาไว้ ปริศนาที่จะทำให้เธอดูไม่น่าเกลียด เพื่อที่เธอจะได้ดูน่าดึงดูดมากขึ้นหรืออะไรทำนองนั้น แต่สำหรับฉันมันเป็นส่วนหนึ่งในการที่เราจะเข้าใจตัวเองนะ เป็นการใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อความเป็นตัวเอง ต่อความต้องการจริงแท้จากภายใน มันน่าตื่นเต้นดีออก!

 

Beef บทคุณแม่หัวร้อนบนท้องถนน

แม้จะมีชื่อเสียงในด้านการแสดงเดี่ยวไมโครโฟน แต่ชื่อของเธอก็อาจจะยังไม่ได้แพร่หลายขนาดนั้น ผลงานชิ้นล่าสุดนับว่าเป็นหมุดหมายที่พิสูจน์ความสามารถของเธออย่างน่ามหัศจรรย์และยังช่วยตีแผ่ให้ชื่อของเธอแผ่ขยายไปทั่วโลกอีกต่างหาก กับบทบาทหญิงสาวหัวร้อนนามว่า ‘เอมี’ (Amy) ในซีรีส์ ‘Beef’ (2023) 

น้ำผึ้งหยดเดียว’ คงเป็นวลีที่แทนเรื่องราวความเป็นไปจากซีรีส์ได้อย่างดีเลยทีเดียว Beef เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับคนสองคน - เอมี (อาลี หว่อง) และ แดนนี (สตีเวน ยอน) - ที่หัวร้อนใส่กันบนท้องถนนจนขับรถไล่ตามกันจนกลายเป็นคู่ปรับหวังแก้แค้นกันแม้ไม่รู้จักชื่อ แต่หารู้ไม่ว่าจากน้ำผึ้งหยดนั้นหยดเดียวจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ชีวิตของพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล 

ก่อนจะดำเนินมาถึงซีรีส์เรื่องนี้ อาลีเคยได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Always Be My Maybe (2019) แถมยังมี คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) ปรากฏตัวร่วมแสดง (แบบฮา ๆ) อีกด้วย จนกระทั่งเธอได้มามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่องใน Beef ที่พิสูจน์ให้โลกเห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า นอกจากจะมีวาทศิลป์ที่นำเสนอประเด็นด้วยอารมณ์ขันเชิงเสียดสีและเรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้ดีเยี่ยม ฝีมือการแสดงของเธอก็น่าจับตามองไม่แพ้กัน

 

หย่าร้าง เส้นทางแยกที่ดำเนินขนาน

แม้ว่าการนำเสนอประเด็นต่าง ๆ อย่างขวานผ่าซาก ไม่เกรงกลัวขนบธรรมเนียมหรือกรอบต้องห้ามใด ๆ จะทำให้เธอเป็นนักยืนเดี่ยวที่โดดเด่น แต่การกระทำเช่นนั้น ในแง่หนึ่งก็ส่งผลต่อชีวิตส่วนตัวของเธอเช่นเดียวกัน เพราะเธอเคยออกมาบอกในบทสัมภาษณ์กับ Vanity Fair ว่า สิ่งที่เธอพูดในการขึ้นโชว์การแสดงครั้งหนึ่ง เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เธอและสามีของเธอต้องแยกทางกันเดิน

โชคชะตาของ อาลี หว่อง ได้พาเธอปลิวไปพบกับ ‘จัสติน ฮาคูตา’ (Justin Hakuta) นักลงทุนด้านเทคโนโลยีคนหนึ่งในงานแต่งงานของเพื่อนพวกเขาทั้งคู่ในปี 2010 หารู้ไม่ว่าทั้งสองจะกุมมือกันเข้าสู่งานวิวาห์ในปี 2014 จนปัจจุบันนี้พวกเขาทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน 

เรื่องราวระหว่างเธอและสามีไม่ได้มีข่าวถูกนำเสนอออกมาเสียเท่าไร แต่ดังที่เราได้กล่าวไปว่าเธอได้ออกมาเผยว่า โชว์การแสดงยืนเดี่ยวไมโครโฟน ‘Ali Wong: Don Wong’ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญให้เธอและฮาคูตาต้องหย่าร้างแยกทางกันไป เพราะเธอได้เอ่ยถึงข้อเสียของการมีชีวิตคู่และเชิดชูการเป็นโสดขณะที่ขึ้นโชว์ โดยเธอได้กล่าวเอาไว้ว่า

ฉันนี่อิจฉาเหล่าสาวโสดเสียจริงนะ เพราะครั้งหนึ่งฉันก็เคยเป็นแบบพวกเธอ… ฉันนี่มันบ้าจริง ๆ ที่อยากให้ชายคนหนึ่งมาขังชั้นไว้ในคุก แล้วเป็นไงล่ะ ทีนี้ฉันก็ติดอยู่ในกรงขังนามว่า ‘การสมรส’ จะหาทางออกก็ไม่เจอ

ภายหลังจากที่เรื่องนี้เกิดขึ้น เธอกับสามีก็ได้ทำการหย่าร้างกันไป แต่จะเรียกว่าแยกทางก็ไม่ถูกเสียเท่าไรนัก เพียงแค่ทั้งสองเปลี่ยนสถานะเท่านั้น เพราะทั้งอาลีและจัสตินก็ยังคบหา ติดต่อ และดูแลลูกของพวกเขาอยู่ดังเดิม เพียงแค่อยู่ในสถานะเพื่อน อาลียังบอกอีกว่าการหย่ากันครั้งนี้ทำให้พวกเขาสนิทกันมากกว่าเดิมอีกด้วย

อาลีนิยามการหย่าร้างระหว่างเธอกับจัสตินว่า ‘Unconventional Divorce’ หรือการหย่าร้างที่แหวกขนบเอามาก ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้ว การหย่าร้างมักตามมาด้วยความเกลียดชังหรือความน่าอึดอัด แต่สำหรับคู่ของเธอ อาลีกลับได้เพื่อนสนิทของชีวิตอีกคนหนึ่งที่คอยยืนเคียงข้างกัน ดูแลกัน และช่วยกันดูแลลูกน้อยทั้งสองต่อไปดังเดิม 

ณ ขณะนี้จัสตินก็ยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวในการจัดแสดงโชว์เดี่ยวไมโครโฟนของอาลี หว่องดังเดิม ส่วนอาลีก็ได้เปิดประตูรักครั้งใหม่ด้วยการคบหาดูใจกับนักแสดงนามว่า ‘บิล ฮาเดอร์’ (Bill Hader) อย่างน้อยเรื่องราวของเธอก็ชี้ให้เราเห็นว่าบางเรื่องที่มันดูเหมือนจะแย่ เพราะผลลัพธ์จากคนส่วนใหญ่หรือตามที่สังคมว่าไว้มันแย่ ไม่ได้แปลว่าในกรณีของเรามันจะแย่ตามกันไป บางทีมันอาจจะดีกว่าในจุดเดิมที่มันเป็นอยู่เสียด้วยซ้ำ

ภาพ : 
Getty Images
ซีรีส์ Beef (2023)

อ้างอิง : 
The Hollywood Reporter
Vanity Fair
The Guardian