Post on 11/10/2021

“ผมจะสร้างดนตรีแนว D Gerrard” เรื่องเล่าแบบบิ๊ก ๆ ของ ‘บิ๊ก – D Gerrard’

คุณคง…ไม่เคยเจอกับใครต่อใครที่คล้ายผม เพราะผมนั้นไม่เหมือนใคร’ 

คือเนื้อเพลงที่เข้ามาในหัวเราทันทีที่เริ่มเปิดบทสนทนากับชายคนหนึ่ง – ‘ดี เจอร์ราร์ด’ (D Gerrard) สวมหมวกปีกกว้างใบเก่งที่เขาฝึกควงมันด้วยท่วงท่าเท่ ๆ จนชำนาญ สวมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ส่วนใหญ่เป็นสีดำ ความ ‘เข้ม’ ของเอาต์ฟิตติดฮิปเหล่านั้นดูทั้งแตกต่างและเข้ากันได้ดีกับท่วงท่าแบบนักดนตรี ยามสองมือเกากีตาร์โปร่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มระหว่างเปล่งเสียงร้องเพลง 

‘ไม่เหมือนใคร’, ‘Galaxy’, ‘นักวิทยาศาสตร์’ และ ‘โลกคู่ขนาน’ คือเรื่องเล่าในรูปแบบเสียงดนตรีที่ชายคนนี้เล่นสด ๆ ให้ทีมงาน The People ได้ฟัง

‘บิ๊ก – อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล’ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ D Gerrard คือนักดนตรีวัยเลขสองตอนปลายที่มีเรื่องราวส่วนตัว ‘ไม่เหมือนใคร’ เช่นเดียวกับบทเพลงที่เขาร้อง ราวกับว่าทุกอย่างในชีวิตของ ‘บิ๊ก’ นั้น ‘บิ๊ก’ หรือใหญ่สมชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ‘BIG LIFE’ วัยเด็กที่มีรอยแผลใหญ่เป็นการถูกบูลลี่, ‘BIG LOST’ วัยคะนองที่หลงเดินทางผิดด้วยการหันหน้าเข้าหาอบายมุขและพลิกจากคนที่ถูกกลั่นแกล้ง เป็นตัวตั้งตัวตีในการแกล้งคนอื่น, ‘BIG CHANGE’ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเด็กหนุ่มเลิกพฤติกรรมไม่ดีทั้งหลาย แล้วหันมาคว้าไมค์ จับกีตาร์ และตั้งใจว่าจะให้เสียงดนตรีนำทาง ไปจนถึงบิ๊กสุดท้ายก็คือ ‘BIG DREAM’ เพราะความฝันบนเส้นทางดนตรีของชายคนนี้มีอยู่ว่า

“ผมจะสร้างดนตรีแนว D Gerrard”

ร่วมเดินทางแบบบิ๊ก ๆ ไปกับ บิ๊ก D Gerrard ได้ในบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มนี้

 

BIG LIFE

 

The People: เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก อะไรที่หล่อหลอมให้บิ๊กเป็นบิ๊กในปัจจุบัน

D Gerrard: ผมเคยเป็นเด็กที่ร่าเริงนะ ผมรู้สึกว่าชีวิตมันสวยงาม มันร่าเริง มันสนุก เป็นเด็กช่างถามตั้งแต่เด็ก อยากรู้อยากเห็น อยากรู้ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวคืออะไร หลอดไฟมีไว้ทำอะไร ทำไมต้องมีรถ หรือว่าอะไรอย่างนี้ ผมจะชอบตั้งคำถามจนพอได้เข้าโรงเรียนแล้ว เราก็รู้สึกว่าเฮ้ย! นี่แหละ เป็นที่ที่เราจะได้ถามได้อย่างเต็มที่

แต่พอผมได้เข้าไปตรงนั้น ไอ้ความร่าเริงของผมมันเริ่มหายไป มันกลายเป็นความเงียบขรึม เพราะว่าจากบรรยากาศรอบ ๆ ตัว ผมอยู่ในโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนคนจีน แล้วในสมัยก่อน ไม่รู้ว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกันหรือเปล่านะ แต่ว่าสมัยก่อนโรงเรียนนี้จะมีการเหยียดกันเรื่องของผิว สีผิวของผมทำให้เราถูกมองเป็นตัวประหลาดตั้งแต่แรกทั้งจากสายตาเพื่อนและครู แล้วจากที่ผมเล่าไปว่าตัวเองเป็นเด็กช่างถาม คุณครูก็บอกว่าถ้าคุณอยากรู้อะไรก็ถามได้นะ แต่กลายเป็นผมถาม ผมอยากรู้มากเกินไป มันกลายเป็นว่าผมเหมือนอยากจะทำตัวโดดเด่น อะไรอย่างนี้มันถูกมองในสายตาของคนรอบ ๆ ข้างหรือเพื่อน ๆ 

อีกส่วนหนึ่งก็คือมันเริ่มจากการที่ผมเป็นผู้ชาย แต่ผมมีจริตจะก้านคล้าย ๆ ผู้หญิง ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมผมถึงเข้ากับเพื่อนผู้ชายไม่ได้เลย ผมจะแบบว่าไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง แล้วพอไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงเลยกลายเป็นโดน bully อีก เฮ้ย! มึงอยู่กับผู้หญิงว่ะ อย่างนู้นอย่างนี้ โดน bully เรื่องสีผิวไม่พอ ยังโดน bully เรื่องการที่เราจะเข้าสังคมอีกหรือคบกับใครอีก แล้วคราวนี้ก็โดนแกล้งครับ พอผมโดนพวกผู้ชายแกล้งเสร็จปุ๊บ ก็แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะยุ่ง เพราะเขาก็กลัวที่จะมีเอี่ยวกับการแกล้งนั้น นึกออกไหม ผมก็เลยกลายเป็นถูก isolated โดนทอดทิ้งจากเพื่อนทั้งผู้หญิงแล้วก็ผู้ชาย เพราะเขามองว่าเรามันตลก เหมือนเป็นที่ระบายอารมณ์ 

ผมไม่รู้นะ ผมรู้สึกอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าเขาหาความไม่เพอร์เฟกต์ที่มากกว่า เพื่อมาเติมเต็มความไม่เพอร์เฟกต์ของเขาเอง ผมรู้สึกอย่างนี้ คือคนที่กลั่นแกล้งเรา จริง ๆ แล้วส่วนตัวมันไม่มีใครเพอร์เฟกต์เลย แต่ว่าเขากำลังมองหาสิ่งที่มันเป็นปมหรือจุดที่เขาจะโยนใส่ได้ ผมก็คือจุดจุดนั้น ผมคิดอย่างนี้นะ หรือไม่เขาอาจจะแค่อยากสนุก หรือว่าอยากระบายอารมณ์ เพราะว่าเขาเครียดมาจากพ่อแม่ ขอตังค์แล้วพ่อไม่ให้อะไรอย่างนี้ แต่ผมก็คือคนนั้นที่ต้องโดนรับอะไรอย่างนี้ การที่ผมไม่มีเพื่อนแล้วเราทำไง เราก็ไปอยู่กับหนังสือ พอผมอ่านหนังสือเยอะ ๆ ก็กลายเป็น geek อีก geek ก็โดน bully อีก คือเป็นอะไรก็ผิด จริง ๆ ถ้าเขาอยากให้เราผิด เป็นอะไรก็ผิด

 

The People: ใช้เวลานานแค่ไหนที่จะออกมาจากจุดที่มีแต่คน bully

D Gerrard: ตอนแรกผม loser เลย คิดว่าเราคงไม่มีทางที่จะมีสังคม มีเพื่อนมีฝูง ไม่มีที่ของเราเลย จนผมรู้สึกว่า หรือว่าเราคิดผิด เราต้องเปลี่ยนมุมมองหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเกิดเรามัวแต่เศร้าอย่างเดียว มันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย หรือว่าเราต้องเปลี่ยนมุมมองเป็น เอาอย่างนี้ เดี๋ยวจะ prove ให้ดูแล้วกัน จะพิสูจน์ให้ดูว่าสิ่งที่พวกคุณมองผมหรืออะไรก็ตามแต่ มันเป็นสิ่งที่เขาอาจจะคิดผิด ก็กลายเป็นเปลี่ยนความรู้สึก เปลี่ยนมุมมองแทนว่า โอเค งั้นเราไม่ต้องรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขามองแล้ว เราเปลี่ยนมุมมองเป็นว่า โอเค เดี๋ยวผมจะ prove ให้ดูว่าผม better ยังไง ผมคิดอย่างนี้นะ มันยากมากเลยที่จะ prove ให้เขาเห็น มันต้องใช้เวลาด้วย

BIG LOST

 

The People: มีช่วงหนึ่งที่ชีวิตเคยหลงทาง ?

D Gerrard: พอไม่มีเพื่อน เราก็ไม่อยากไปโรงเรียน เราไปที่ไหนตอนนั้น ร้านเกมครับ เราเกลียดโรงเรียน คือจริง ๆ ไม่ได้เกลียดการเรียนนะ ผมชอบความรู้ ผมรักความรู้ ผมอยากมีความรู้ แต่ว่าผมไม่ชอบสังคม ผมเลยไปอยู่ร้านเกม ผมก็ติด Dota ช่วงนั้นจนมีเพื่อนอยู่ในร้านเกมนั่นแหละ ก็คือเป็นเด็กแถวบ้าน เป็นเด็กในละแวกนั้น เขาก็มานั่งเล่นเกมกับเรา ถามเราว่าเฮ้ย! ทำไมไม่ไปเรียน เคยเล่นยาเปล่า เคยทำอย่างนี้เปล่า เคยดูดอันนี้เปล่า ด้วยความที่เราไม่รู้เราก็เลยลองหมดเลย ซึ่งผมก็ลองมาหมดทุกอย่างแล้วที่มันมี แต่ก็ลองเพราะว่าเราอยากมีสังคม ตอนนั้นยังเด็กยังคิดไม่ได้ อยากโชว์อยากจะรู้ว่าเฮ้ย! หรือว่านี่คือสังคมวะ นี่คือหนึ่งในสังคมที่อาจจะเป็นที่ของเราหรือเปล่า ผมกำลังหาที่ของผม ณ ขณะนั้น แต่มันไม่ใช่ สุดท้ายแล้วผมก็มาเจอครับว่ามันคือดนตรี พอผมเล่นดนตรี คนหยุดแล้วฟังผม หยุดแกล้งผม กลายเป็นแบบนี้หรือว่าเราต้องร้องเพลงคนถึงจะเย็นลงถึงจะมีความสุข 

ผมสนใจดนตรีมาตั้งแต่เด็กเลย คือที่บ้านผมเป็นคนชอบสังสรรค์ ชอบร้องคาราโอเกะ ชอบปาร์ตี้ เขาก็จะร้องคาราโอเกะกัน ผมเลยได้มีโอกาสได้ร้องด้วย พอได้ร้องแล้วก็รู้สึกว่าทำไมคนเขาสนใจเราจังเวลาที่เราร้องเพลง มันมีอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่น แล้วมันก็เลยเหมือนมีบทบาทเข้ามาในชีวิตได้เรื่อย ๆ บวกกับแม่ผมส่งให้ผมไปเรียนแซกโซโฟน เพราะผมเป็นคนอ่อนแอตั้งแต่เด็ก มีโรคประจำตัวเยอะ โรคหอบหืดภูมิแพ้ ผมเข้าโรงพยาบาลบ่อย เป็นหอบแบบหนักมาก ต้องใช้เครื่องพ่น เขาก็เลยส่งไปเป่าแซกฯ เข้าวงโยฯ แล้วก็เล่นกีตาร์ อันนี้ต้องขอบคุณคุณแม่ที่มองเห็นว่าดนตรีอาจจะช่วยเราได้ แล้วมันก็ช่วยได้จริง ๆ

ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงอะไรที่มันมีข้อเสียเยอะ ๆ เราต้องการที่จะอย่างที่บอกว่าต้อง better ขึ้นในมุมมองต่าง ๆ  เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องหลีกเลี่ยง เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราก็ต้องไม่ทำสิ่งนั้นดิ เราต้องไปทำอะไรที่ทำให้คนมันมีความสุขดิ ก็คือเล่นดนตรี ผมก็เลยไปอินกับดนตรีจัด ๆ เลยยาว ๆ เลย 

 

The People: หลังย้อนมองอดีต มีสิ่งที่อยากขอโทษหรือเสียใจไหม

D Gerrard: อยากขอโทษตัวเองที่ไม่ควรหลวมตัวไปฟังเสียงปีศาจในหัว เราเคยหลวมตัวไปฟังเสียงปีศาจในหัวเราหลายครั้ง แล้วมันก็ทำเราพัง อยากขอโทษตัวเองตรงนั้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เสียงของปีศาจแล้ว มันคือจิตใจของเราที่มันเข้มแข็งขึ้น เราจะไม่สนเสียงปีศาจ หรือเอาเสียงปีศาจนั้นมาใช้ประโยชน์ มานี่ดิ มาช่วยกูทำงานดีกว่า ดีกว่ามาปั่นหัวกู นั่นแหละครับคือสิ่งที่ทำผิดพลาดไป ผมมองว่าสิ่งที่ทำผิดพลาดไปเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าก็ไม่ดีเหมือนกัน เพราะตอนนั้นก็เซ็งที่ทำผิดพลาด มันมี ทุกคนมีเรื่องที่ทำผิดพลาดหมด ก็ย้อนแย้งกับตัวผมเองย้อนแย้งอยู่ แต่ว่าสิ่งสำคัญเลยก็คือต่อจากนี้เราจะทำอะไรมากกว่า คือขอโทษตัวเองผมก็ขอโทษเสมอ แต่ว่าขอโทษแล้วมันต้องทำตัวให้ดีขึ้น ถ้าขอโทษแล้วยังทำตัวเหมือนเดิม ไม่ต้องขอโทษ อย่าขอโทษ ผมเลยไม่ขอโทษตัวเองแล้วตอนนี้ เพราะว่าเราต้องทำตัวให้ดีขึ้น ต้อง prove ตัวเองให้ตัวเองดู

 

The People: มีผู้ฟังที่มีประสบการณ์วัยเด็กคล้ายคุณแล้วมาเล่าอะไรให้คุณฟังไหม และมีอะไรอยากบอกพวกเขา

D Gerrard: ผมเป็นเหมือนความหวังหมู่บ้านของพวกเขา (หัวเราะ) ผมทำหน้าที่ให้พวกเขาอยู่ เขาพิมพ์มาหาผมกันตลอด ผมได้รับรู้เรื่องพวกนี้ แล้วผมก็รู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ มีอย่างนี้อีกแล้ว มีคนโดนอีกแล้วเหรอ ผมก็ช่วยเขาตลอด ด้วยความที่ผมเคยเจอมา ผมเลยเข้าใจ ผมช่วยให้คำแนะนำ ผมช่วยในสิ่งที่ผมช่วยได้ ผมคิดว่ามันสำคัญมากเรื่องนี้ เอาจริง ๆ นะ ถ้าผมไม่มาเวย์นี้ ป่านนี้ก็แหกไปทางอื่นกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้น มันยากมากที่จะเจอชีวิตแบบนี้แล้วยังคอนโทรลให้มันออกมาแบบที่สวยได้ อย่าไปตรงนั้นเลย อย่าให้มันเกิดขึ้น อย่าทำร้ายคนอื่น ใช้ชีวิต ใช้สกิล ใช้หัวเราดีกว่า ลดพลังกายลง ใช้พลังสมองให้มากขึ้น การกลั่นแกล้งมันไม่ดีหรอก

บางคนเขาไม่มีต้นแบบที่ดีนะ ผมคิดว่าถ้าผมไม่ทำให้เขาดู เขาก็ไม่มีใครทำให้ดูแล้ว อันนี้ในสังคมที่ผมอยู่นะ ผมก็เลยต้อง prove อีกแล้ว (หัวเราะ) กลับมาที่การพิสูจน์ตัวเองตลอดเลย ชีวิตผมมันคือการพิสูจน์ตัวเอง มันยาก ใช่, มันยากมาก ถ้าเราไม่กล้า เราไม่ใจพอเราจะหลุดออกมาจากตรงนั้นไม่ได้ อันนี้ผมมองว่าใจกว่าการเดินไปต่อยคนอื่นหรือตบคนอื่นอีกนะ โคตรใจเลยการที่คุณเลิกทำได้ โคตรเก่ง คุณดูดบุหรี่เท่โคตรเลย คุณเลิกดูดบุหรี่โคตรเท่กว่า สมมตินะ แต่ผมไม่ได้บอกสนับสนุนให้คนเลิกหรือไม่เลิกนะนึกออกไหม มันอยู่ที่ตัวคุณ คุณไปคิดต่อเอาเองแค่นั้น เพราะผมยังดูดอยู่เลยบุหรี่

BIG CHANGE

 

The People: ทำอย่างไรกว่าที่จะมาเป็น D Gerrard ในทุกวันนี้ 

D Gerrard: ฝึกฝนครับ ผมอุทิศตน ผมรู้ว่าการร้องเพลงมันไม่ใช่แค่การร้องเพลง แล้วเราจะร้องยังไงให้มันมีจุดโดดเด่น ในขณะที่ทุกคนบนโลกนี้ก็ร้องเพลงกันเยอะแยะไปหมดเลย เราจะสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมายังไง สร้างเอกลักษณ์ของเราขึ้นมายังไง ขั้นแรกเราต้องมีสกิล มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อน ถ้าเรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในด้านนั้น ๆ เราจะสามารถต่อยอดไปทำในด้านอื่น ๆ ได้ พอผมเริ่มร้องเพลงเป็น ผมเริ่มรู้ว่ามีสไตล์ในการร้องแบบไหน เราก็ฝึกไปตามสิ่งที่มันเป็น ผมก็นั่งเหมือนฝึกวิชาเลย แล้วพอร้องเพลงได้แล้ว เราไม่อยากร้องเพลงคนอื่นแล้ว อยากเขียนเพลงเอง ลองเขียนเพลง ลองเขียนเรียงความไง เหมือนตอนที่เราเด็ก ๆ แค่นั้นเอง แต่แค่มา adapt ใส่เมโลดี้ ลองศึกษาว่าโครงสร้างของเพลง เราฟังเพลงเยอะนี่ ใช่นี่คือข้อดีของเราฟังเพลงเยอะ โอเคดูว่าเพลงที่เขาเป็น ๆ กันมันมีโครงสร้างแบบไหน เรามานั่งวิเคราะห์เป็นเพลง ๆ ไป ผมจะเริ่มจากอย่างนั้นก่อน ฝึกฝนอุทิศตนให้เวลากับมัน หลังจากนั้นมันก็จะ prove เราเอง เราไม่ต้องวิ่งหาความสำเร็จ แต่ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เดี๋ยวความสำเร็จจะวิ่งมาเอง

 

The People: แต่งเพลงแรกตอนอายุเท่าไร

D Gerrard: โอ้โฮ น่าจะประมาณสิบสามปี ตอนนั้นเขียนให้แม่เขียนเป็นเพลงวันแม่ 

 

The People: อะไรที่ทำให้ตัดสินใจไปประกวดร้องเพลงที่ The X Factor

D Gerrard: จริง ๆ เจตนาแรกของผมที่ไปประกวดคืออยากให้ยายเห็นผมในทีวี ไอ้ความเป็นศิลปินอะไรนี่ยังไม่ได้มีขนาดนั้นเลย ในใจลึก ๆ ก็แค่ถ้าได้ก็ดีนะ ถ้าได้เป็นศิลปิน มีคนเรียกเราว่าศิลปิน มันก็คงคูลดี เท่ดี อาจจะเป็นการ prove ไปในอีกระดับหนึ่งได้ แต่หลัก ๆ คือตอนนั้นผมเพิ่งบวชมา แล้วผมก็เห็นยายชอบดูทีวีมากเลย ไม่สนใจเลย ดูแต่ทีวีทั้งวัน ๆ แล้วผมก็เลยคิดในใจเฮ้ย! ถ้าเกิดว่าเราวึ่บลงมาอยู่ในทีวี ท่าด้า…อะไรอย่างนี้ให้ยายเห็น ก็น่าสนใจ ผมอยากจะทำตรงนั้นไง แล้วผมก็เลยทำแค่นั้น แล้วมันก็เหมือนต่อยอดมาเอง

 

The People: ตอนที่ยายเห็นหลานตัวเองในทีวีครั้งแรกเป็นอย่างไร

D Gerrard: ยายผมคือจริง ๆ แกรู้แล้วแหละ ที่บ้านผมโทรฯ ไปบอกยายก่อน (หัวเราะ) แบบเดี๋ยวหลานจะออกทีวีนะ ผมนี่แบบ… โอ้โห ไม่น่าเลย แต่เขาก็มีความสุข ดีใจมาก เหมือนผมได้บวชอีกครั้งหนึ่งสำหรับเขา (หัวเราะ)

 

The People: ยายเป็นคนพุทธ?

D Gerrard: ยายเป็นคนพุทธ ที่บ้านผมฝั่งคุณแม่เป็นคนพุทธหมดเลย แต่พ่อเป็นคริสต์คาทอลิก ผม type เลยตั้งแต่เด็กผมเป็นคริสต์ครับ แต่ผมก็บวชพุทธด้วย (หัวเราะ) 

 

The People: ตอนนั้นบวชเพราะอะไร

D Gerrard:  เป็นเพราะยายท้า บอกว่าถ้าแน่จริงลองบวชให้ดูหน่อย ยายก็ไม่รู้จะอยู่ถึงเมื่อไหร่แล้ว อยากเห็น แล้วผมก็เลยบอกลาพระเจ้า บอกว่าเดี๋ยวมา ประมาณนี้ ผมเข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์ เพราะพ่อผมเหมือนเป็นคาทอลิกที่เคร่งมาก ๆ จะไม่กินเนื้อในวันศุกร์ เพราะมันเป็นวัน Good Friday แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าเข้าใจผมว่าผมทำเพื่อยาย เจตนาก็ดีนะ ผมก็เลยขอเขาทั้ง ๆ ที่บัญญัติสิบประการของคริสต์ มันจะมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่าจงนับถือพระเจ้าผู้เดียวของเจ้า แต่นี่ผมไปบวชเป็นพุทธเลย (หัวเราะ) 

 

The People: การอยู่ในครอบครัวที่มีทั้งสองศาสนามันช่วยหล่อหลอมตัวตนเราอย่างไร

D Gerrard: มันทำให้ผมมองเห็นมุมมองสองแบบเลย คือผมรู้สึกว่าทุกศาสนามันมีข้อดีของมัน ผมไม่ได้สนใจแค่พุทธหรือคริสต์นะ ผมศึกษาลัทธิเต๋าและอิสลามด้วย ศาสนาอื่น ๆ จริง ๆ แล้วมันมีข้อดีของแต่ละศาสนา ถ้าเราดึงออกมา adapt ได้ มันจะสามารถช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดไปมองแค่ว่าเฮ้ย! ศาสนานี้ หรือแนวเพลงนี้ หรืออย่างนู้นอย่างนี้แนวเดียว ผมว่ามันเป็นการปิดกั้นตัวเองเกินไป

The People: ทำไมถึงเลือกเอาเพลง ‘ไม่เหมือนใคร’ ไปออดิชัน

D Gerrard: ก็คือเพลง ‘ไม่เหมือนใคร’ ครับผม คือผมเขียนเพลงมาหลายเพลงมากก่อนที่ผมจะมาออดิชัน เขียนมาเยอะมาก แต่ผมคิดว่าเพลงไม่เหมือนใครจะเข้าถึงคนได้มากที่สุด แล้วก็ผมอยากให้คนเห็นว่าเนี่ยคือผมนะ มันเป็นเพลงที่บ่งบอกถึงตัวตนผมเอง ณ ขณะนั้นได้ดีที่สุด ผมเลยคิดว่าไม่เหมือนใครต้องเล่น แล้วมาทั้งทีเนี่ยจะเล่นให้ยายดู ไปร้องเพลงคนอื่นก็ไม่ได้ มันอาจจะเป็นความอีโก้นักดนตรีอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมอยากเล่นเพลงตัวเอง

อย่างที่บอกผมมีเพื่อนผู้หญิง เพื่อนผู้หญิงเขาจะชอบมาพูดกับผมว่าเฮ้ย! ผู้ชายมันแย่เหมือนกันหมด มันเหี้ยเหมือนกันหมดอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) แต่ว่าผมยังอยาก prove อีกว่าผู้ชายไม่ได้เหมือนกันหมด แต่ละคนมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างที่อาจจะเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันอยู่ดี ซึ่งเราดูที่ตัวบุคคลดีกว่า แล้วในเพลงนี้มันก็เป็นตัวผมเองที่เหมือนเป็นการบอกทุกคนว่า จริง ๆ แล้วคนเราไม่ได้เหมือนใครนะ ดูผมเป็นตัวอย่างสิ ผมไม่เหมือนใครนะ 

 

The People: นิยามตัวตนของ D Gerrard ว่าเป็นใคร

D Gerrard: นิยาม D Gerrard ใช่ไหม มันไม่มีอะไรแทนเลย ตัวผมเองก็คือตัวผมเอง D Gerrard ก็คือ D Gerrard แค่นั้นเลย

ทุกคนมีความเป็นตัวตนของตัวเอง อยู่ที่บริบท แล้วก็สิ่งที่หล่อหลอมเขามาว่ามันเป็นยังไง แล้วเขาเลือกที่จะเป็นยังไงด้วย อันนี้สำคัญ จริง ๆ คนเราเนี่ยเลือกได้นะ อยู่ที่ว่าเราพยายามแค่ไหน ผมคิดอย่างนี้ 

 

The People: คิดว่าทุกสิ่งที่เจอมา ให้อะไรกับตัวเราบ้าง

D Gerrard: โห มันทำให้ผมเป็นคนที่แบบว่า… อาจจะเรียกได้ว่าเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมาก เพราะว่าผมอยู่ในทุกสังคมมาแล้ว ทั้งไม่เคยอยู่ในสังคมไหนเลย ทั้งอยู่ในสังคมที่ไม่ดี สังคมที่ดี ผมไปลองมาหมดทุกอย่างแล้ว ผมเลยคิดว่าสิ่งที่มันหล่อหลอมผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีหรือเรื่องดี สุดท้ายแล้วมันนำพามาซึ่งเรื่องที่ดีในอนาคต หรืออย่างน้อยก็ทำให้ตอนนี้ผมได้คุยกับ The People นึกออกไหม 

 

The People: เล่าที่มาของเพลง Galaxy ให้ฟังหน่อย

D Gerrard: ที่มาของเพลง ‘Galaxy’ มันเกิดจากตอนที่ผมแข่ง The X Factor (Thailand) มันเป็นเหมือนรอบใกล้ ๆ จะไฟนอลแล้ว ผมกำลังจะต้องแข่งในรอบนั้น แต่บังเอิญผมก็เขียนเพลง คือผมพยายามจะเล่นเพลงตัวเองในทุก ๆ โชว์ในหลายรายการ ผมก็เลยพยายามเขียนเพลงนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะเล่นในวีคต่อไป สุดท้ายแล้วผมตกรอบก็เลยไม่ได้ใช้เพลงนี้ แล้วค่าย Warner Wayfer Records ก็มาเซ็นสัญญากับผม ก็เลยรู้สึกว่าโอเค งั้นเราปล่อยเพลงนี้ แล้วเพลงนี้มันก็เหมือนเป็นเพลงที่ผมถ่ายทอดมันด้วยจิตวิญญาณที่แบบรู้สึกว่าคนเราต้องได้ฟังเพลงนี้ อย่างน้อยมันจรรโลงใครสักคน อย่างน้อยอยากให้มันจรรโลงคนที่ฟัง ผมว่าเขาต้องได้ฟัง ผมก็เลยปล่อย (24.52)

 

The People: เคยเห็นบิ๊กโพสต์สเตตัสว่าชอบเพลงแต่ไม่ชอบธุรกิจวงการเพลง ?

D Gerrard:  มันมาจากการที่ผมได้อยู่ตรงนี้ แล้วผมก็เลยได้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ อย่างที่บอกว่างานศิลปะมันจะ pure ต่อเมื่อมันไม่มีธุรกิจมาเจือปน แต่มันก็เป็นไปได้ยากเพราะว่าในสังคมนี้ยังไงก็มีธุรกิจเข้ามาเอี่ยวในทุกอย่างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเราทำให้มัน pure ที่สุดได้ไหมล่ะ ผมรู้สึกว่าเพลงที่ดี เราควรสนับสนุน ควรสนับสนุนจริง ๆ สังคมต้องการเพลงดี ๆ หรือคุณไม่อยากฟังเพลงดี ๆ กันแค่นั้นเลย แล้วคุณใช้ใจของคุณ ใช้กายของคุณ ใช้เซนส์ของคุณ อย่างน้อย ๆ มองถึงส่วนรวมหน่อย เพลงดี ๆ ช่วยสังคมได้จริง ๆ มันช่วยผมมาแล้ว แล้วก็ถ้าเกิดคุณเจอเพลงดี ๆ นะ ก็ฟังให้มันดังไปเลย จบ  แชร์ให้คนอื่นฟังด้วยเยอะ ๆ 

 

The People: เพลงแบบไหนถึงเรียกว่าเพลงดี ๆ 

D Gerrard: ผมมองว่ามันเหมือนอาหาร อาหารที่ดีเป็นยังไง อาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่กินแล้วสนุกบางทีไม่มีประโยชน์ก็ไม่เป็นไร คืออาหารก็จะมีฟังก์ชันแต่ละอย่างในตัวมันเอง เพลงก็เหมือนกัน คือเพลงที่ดีในมุมมองของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ความดีความเลว มุมมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็คิดว่านี่ดี บางคนก็คิดว่านี่ไม่ดี ก็อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ ใช้ใจ ใช้กาย ใช้เซนส์ของคุณ แล้วก็มองถึงสังคมว่านี่คือเพลงที่สังคมต้องการหรือเปล่า อันนี้ไม่รู้นะ ผมแค่ให้คำถามกลับไป เพราะฉะนั้น เพลงที่ดีมันอยู่ที่ตัวคุณเป็นคนตัดสิน แต่ผมรู้ว่าเพลงที่ดีของผมคือเพลงอะไรแค่นั้น 

 

The People: คือถ้ารู้สึกว่าเพลงไหนดี จะเพลงไหนก็ช่าง ก็ฟังให้มันดังไปเลย?

D Gerrard: ใช่, ให้ฟังให้ดัง เพราะว่าคุณลองคิดสิ ถ้ามันเป็นเพลงที่ดี มันจรรโลงใจคุณ มันทำให้คุณมีกำลังใจ มันอาจจะสร้างสังคมในเวย์ที่คุณชอบได้ คุณก็ให้คนอื่นเขาฟังด้วย แล้วถ้าเกิดเขาเห็นด้วย เดี๋ยวมันก็ต้องถูกยอมรับเอง ผมคิดอย่างนี้นะ 

The People: มองวงการเพลงไทยตอนนี้อย่างไร

D Gerrard: ผมว่ากลุ่มผู้ฟังคึกคักมากนะ เขาเหมือนเด็กที่เดินเข้าไปในร้านของเล่น ที่เพิ่งเปิดใหม่แล้วสินค้าใหม่ ๆ เต็มไปหมดเลย ถ้าผมเป็นเด็กเหล่านั้น ผมจะรู้สึกสนุกมากที่ได้เข้าไป แต่ผมกลับเซ็งที่สินค้าบางอย่างในนั้นมันเป็นสินค้าก๊อบปี้ หรือสินค้าปลอม ผิดลิขสิทธิ์ ผู้ที่เดินเข้าไปในร้านอาจจะไม่รู้หรอกว่ามันของปลอม แต่คนสร้างและคนที่เป็นเจ้าของไอเดียตั้งต้นเขารู้ แล้วไม่ใช่แค่รับรู้ เขาอาจจะรู้สึกแย่ด้วยที่แบบเฮ้ย! ทำไมถึงทำอย่างนี้กับเรา ถ้าเกิดว่าร้านนั้นมันเป็นร้านที่มีสินค้าที่ออกมาจากไอเดีย มีความ original จริง ๆ ผมเชื่อว่าผู้ฟังหรือคนที่เดินเข้าไปในร้านนั้นจะรู้สึกว่าเขาไม่ guilty ที่จะซื้อของนั้นอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

มันกลายเป็นว่าผมไม่ชอบเลยที่เขาชอบบอกว่า best artist must steal อะไรวะศิลปินต้องขโมยเหรอ สอนให้คุณไปขโมย นึกออกไหม ผมคิดอย่างนี้ (หัวเราะ) เราไม่ขโมย เราควรจะต้องคิดแล้วก็สร้างงานใหม่ สร้างสิ่งใหม่มาแข่งกัน มันจะได้สนุกขึ้น อย่ากลัวความเสี่ยงดิ สร้างสิ่งใหม่ดิ ให้คนได้สนุกกับมัน สนุกกับการที่เราสร้างเสียงเพลงใหม่ ๆ สร้างดนตรีใหม่ ๆ create ดนตรีใหม่ ๆ ดิ คุณไม่มันเหรอเวลาคุณทำเพลง โคตรมันเลยผมอะ ผมเชื่อว่าคนฟังก็จะมัน ถ้าเกิดว่าพวกคุณมันกัน แต่มันแบบว่าให้มันนี่หน่อยสิ เกมมันก็มีกติกานึกออกไหม 

ผมเป็นคนฟังเพลงเยอะแล้วมันรับรู้ได้ว่าเพลงนี้มันเหมือนเพลงนั้น เพลงนั้นมันเหมือนเพลงนี้ แล้วมันหมดศรัทธา ผมรู้สึกว่าแล้ว orginal เขาจะไม่เสียใจเหรอ ถ้าเกิดคุณทำแบรนด์เสื้อผ้าอย่างนี้ คุณขายแทบตายห่าไม่ดัง ไม่มีอะไรขายได้เลย ไอ้คนที่มันเอาไอเดียไปทำการตลาดใหม่แล้วแม่งคลิก คุณรู้สึกยังไงอะ โอเคไหมล่ะ

 

The People: แล้วคุณคิดว่าควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

D Gerrard: ตรงนี้มันเป็นแค่หนึ่งในปัญหานะ จริง ๆ มันมีปัญหาเยอะไปหมดเลย แต่เราแค่มองข้ามมันไป แต่ไม่เป็นไรครับ ถ้าผมมา point out ปัญหาเยอะเกินไปทุกคนจะเครียดไง ผมค่อย ๆ ไปทีละนิดทีละหน่อยแล้วกัน ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราแค่มองข้ามมันไป เพราะคนก็จะมองว่าก็แค่เพลงไง ทำเพลงไง แต่มันเป็นเรื่องของ sympathy จิตใจของคนที่เขาทำ ของคนที่เขาริเริ่ม คนที่เขาสร้าง 

ผมไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในวงการต่าง ๆ ไม่ใช่แค่วงการเพลงนะ จะวงการนี้ วงการนั้น เสื้อผ้า ทุกอย่างเลย ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้สร้าง ถึงบอกผมไม่ค่อยชอบ ถ้าผมต้องรู้สึกหรือต้องเจอแบบนั้น ไม่รู้ว่าผมเจออยู่หรือเปล่านะ ไม่รู้ใครก๊อบผมหรือเปล่า ผมไม่รู้ (หัวเราะ) แต่ถ้าผมเป็นคนเหล่านั้นผมจะรู้สึก ไม่เอาดิ เราช่วยกันดิ เรามาสร้างสิ่งใหม่กันดีกว่า ไม่งั้นเราก็จะย่ำอยู่กับที่ จริง ๆ  ลอง educate คนฟังดิ ยกระดับคนฟังดิ อย่าไปกลัวดิว่าคนฟังจะไม่เข้าใจ คุณก็ทำให้เขาเข้าใจสิ 

The People: มองหาความ original ของตัวเองได้จากตรงไหน

D Gerrard: เยอะครับ ผมฟังเยอะจัดเลย คือกว่าที่ผมจะหา original ของผมได้ ผมจะต้องตกผลึกและเข้าใจก่อนว่าตัวผมเองเป็นยังไง อีกอย่างคือผมไม่มีไอดอลเลย ศิลปินทุกคนผมเคารพหมด ศิลปินที่ผมเสพเพลงทุกคนผมบูชาทุกคน เราไม่ได้มีคนไหนตายตัว แต่สุดท้ายแล้วทุกคนที่เป็นอาจารย์เราที่เราฟังเพลง เขาจะมาหล่อหลอมเราด้วยตัวเราที่เป็นคนตกผลึก แต่ถ้าเกิดว่าเราคิดว่าเฮ้ย! นี่เจ๋งว่ะ ตัดแปะดิ มันก็กลายเป็นว่าเขาจะเสียใจเอา คุณไม่เคารพอาจารย์เลย คุณไม่เคารพบรรดาศิลปินที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้บนโลกนี้ หรือบรรดาศิลปินที่เขากำลังสร้างผลงานอยู่เลย มันไม่ proud นะ แล้วคุณมาอ้างความ proud นี้ คุณหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่าลองคิดดู

 

The People: เพลงนักวิทยาศาสตร์มีที่มาอย่างไร

D Gerrard: เพลงนี้มีที่มาจากการที่รุ่นน้องผม ชื่อ ม็อบ Sea Sirrrr. เขาชอบเขียนเพลง เขาเป็นแฟนคลับผมด้วย เขาก็ลองคิดคอนเซปต์มา แล้วเขาก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมา แล้วผมก็เลยแบบม็อบเพลงนี้มันโคตรดีเลย เรามาเขียนต่อ ผมก็เลยมานั่งเขียนแร็ปกันต่อนู่นนี่นั่น แล้วผมก็ไปทำดนตรีต่อ ได้พี่ขลุ่ย (บริพัตร หวานคำเพราะ) มา พี่ขลุ่ยเป็นโปรดิวเซอร์ของพี่อะตอม (ชนกันต์) ก็ได้มานั่งมาทำอะไรด้วยกัน จนเกิดเป็นเพลง ‘นักวิทยาศาสตร์’ ขึ้นมา โดยมีกิมมิคของนักวิทยาศาสตร์ 

คือผมอยากจะพูดเรื่องนักวิทยาศาสตร์ โดยให้มันเกี่ยวข้องกับความรัก ถ้าเกิดได้ฟังเพลงนะ นักวิทยาศาสตร์เนี่ยคุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ก็คือเขาจะเป็นพวกชอบคิดวิเคราะห์ แล้วก็ชอบหมกมุ่น ชอบจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างหนึ่ง ชอบหลักเหตุและผล จนลืมในเรื่องของอารมณ์ไป และความรักก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้ตระหนักว่าเฮ้ย! มันไม่ใช่ทุกอย่างจะถูกอธิบายด้วยเหตุผลนะ ความรักบางทีอาจจะอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยเขียนออกมาอย่างที่ได้ฟัง

 

BIG DREAM

 

The People: เรียกแนวดนตรีที่ทำอยู่ตอนนี้ว่าอย่างไร

D Gerrard: นี่ฮะ ผม experiment เหมือนอย่างที่บอก ผมกำลังจะสร้างสิ่งใหม่ ด้วยความจะสร้างสิ่งใหม่แน่นอนมันต้องทดลองไปเรื่อย ๆ (หัวเราะ) สุดท้ายแล้วพอเราทดลองไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้ equation เราจะได้สมการมา เราจะได้ conclusion มา ผมกำลังจะทดลองเพื่อสร้างดนตรีแนว D Gerrard ขึ้นมา ผมอยากจะสร้างดนตรีแนว D Gerrard เขาเรียกแนวอะไร แนวแจ๊ส แนวโซล แร็ปเหรอ หรือป็อป โอเปร่าเหรอ หรือว่าเอื้อนแบบไทยเหรอ หรือยังไงไม่รู้แหละ แต่ผมจะทำมัน จะเคี่ยวมัน ให้มันกลายเป็น D Gerrard 

 

The People: ตอนนี้ดนตรีแนว D Gerrard สำเร็จไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

D Gerrard:  ตอนนี้ผมกำลังสร้างมาสเตอร์พีซของผมอยู่ เป็น song film คือเริ่มจากนักวิทยาศาสตร์นี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เป็น trilogy ของผม เคยเห็นคอมเมนต์ชอบพูดถึงเพลง Galaxy ว่าทำไมพี่บิ๊กไม่ทำเพลง Galaxy อีก สร้างเพลง Galaxy อีกสิ แต่ผมคิดว่าเพลง Galaxy ถูกสร้างมาแล้ว แล้วเขาสวยงามในแบบของเขาแล้ว ลูก Galaxy ลูกสวยงามแล้วลูก อะไรอย่างนี้ผมคิดอย่างนี้นะ ผมมองเพลงเป็นลูก เขาสวยงามแล้ว จะให้ผมสร้างแบบ Galaxy No.2 มันก็เป็นการโคลนมา ไม่ได้ ผมก็เลยคิดว่างั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน ผมจะสร้างคอนเซปต์แบบ Galaxy แต่ว่าเป็น Galaxy ที่มีสามพาร์ต ผมสร้างจักรวาลแบบ Marvel ให้เพลงมีความเกี่ยวเนื่องกัน เชื่อมต่อกัน 

ถ้าให้ดูแบบโมเดลง่าย ๆ ก็เหมือน Vivaldi ที่ทำเพลง Four Seasons ที่มีเพลง Autumn Spring Summer Winter แต่ของผมมีสาม ก็คือพาร์ตเริ่มด้วยนักวิทยาศาสตร์ แล้วเพลงที่สองชื่อว่า ‘โลกคู่ขนาน’ จะมีความ surreal มากเพลงนี้ อยากจะให้ทุกคนฟังมาก แล้วก็เพลงที่สามซึ่งเป็นเพลงเหมือน conclusion ของเรื่องราว song film ในชื่อว่า ‘เวทมนตร์’ คือจะเล่าอยู่บนพื้นฐานของความเป็น Sci-Fi แน่นอนแล้วก็จะมีความรักเข้ามาเกี่ยว แต่ว่าผมจะเล่ายังไงเดี๋ยวต้องมาฟัง ต้องมาลองดู ผมภูมิใจนำเสนอมาก เพราะว่ามันเป็นสามเพลง แล้วจะมีอีกนะ แต่อยากให้ทุกคนฟังสามเพลงนี้ก่อน เพราะผมกำลังเคี่ยว และผมเคี่ยวมันมาแล้ว ผมเคี่ยวผ่านเพลงที่ผมเคยทำมาแล้วจนตอนนี้ได้เกิดเป็นสามเพลงนี้ขึ้นมา 

The People: ดนตรีมีความหมายอะไรกับชีวิตจนทำให้เรารู้สึกต้องทุ่มเทไปกับมัน

D Gerrard: โห…คือมันเหมือนผมกับดนตรีมันเป็นหนึ่งเดียว ผมรู้สึกผมไม่มีดนตรีไม่ได้ แล้วผมคิดภาพโลกที่ไม่มีดนตรีไม่ออกเลย ผมว่าผมต้องตายแน่ ๆ เลย ผมอยู่ไม่ได้เลยถ้าไม่มีดนตรี ผมไม่ได้ทุ่มอะ มันชีวิตผมไปแล้ว ไม่ใช่ผมทุ่มส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว มันเป็นชีวิตผมไปแล้ว มันหล่อหลอมรวมกันเป็นก้อนเดียวกัน ในทุกสถานการณ์ ทุกอิริยาบถ ทุกบริบทของผมในชีวิตต้องมีดนตรี ต้องมีเสียงเพลง ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับดนตรี แล้วต่อจากนี้มันก็จะเป็นอย่างนั้นต่อไป 

 

The People: สิ่งที่ยังอยากไปให้ถึง

D Gerrard: อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยพูดไว้นานแล้ว แล้วผมพยายามตั้งใจไว้แบบนั้น คือผมอยากทำเพลงไทยภาษาไทยเลยนะ ถูกร้องโดยคนต่างชาติ ผมอยากให้เพลงไทยเป็นเพลงที่ฮิตในระดับโลก ผมอยากทำตรงนั้นให้ได้ ผมเชื่อว่าเมโลดี้มันคือสิ่งที่ทำลายเส้นแบ่งของภาษา เชื่อไหมผมฟังเพลงอนิเมะ ผมร้องเพลงอนิเมะเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ โดยที่ผมไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไรบ้าง เขาทำให้ผมร้องได้จริง ๆ แล้วทำไมผมจะทำให้ภาษาไทยให้คนต่างประเทศร้องไม่ได้ แต่ว่ามันยาก ผมพยายามอยู่ แล้วผมก็จะลองทำต่อไป ผมพยายามจะหาเมโลดี้ที่แข็งแรงมาก ๆ พอที่จะตีหัวคนทั่วโลกได้ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ แล้วผมกำลังเคี่ยวมันอยู่ ก็ต้องลองดูต่อไป

 

The People: ฝากผลงานสักหน่อย

D Gerrard: ตอนนี้ก็ทำโปรเจกต์เป็น trilogy song film ของผมจะสร้างเป็นสตอรี่ original ของตัวเองที่เป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ว่าเขามีเส้นทางความรัก มีวัฏจักรความรักอย่างไร วัฏจักรของความรักว่าคนเราเมื่อมีความรักแล้ว เมื่อตกหลุมรักแล้วมันเป็นยังไง มันหอมหวาน มันสวยงาม พอความรักเริ่มก่อตัวมันจะตามมาด้วยความทุกข์ เพราะว่ามันคือส่วนหนึ่ง หยินหยางไงครับ มันเป็นส่วนหนึ่งของความรัก มันคือความทุกข์ เมื่อจะมีความรักที่ดี มันต้องมีความทุกข์ 

คราวนี้อันที่สามเลย พอเราตัดสินใจแล้วมันก็คือการที่ move on แต่บางคนก็ move on ไม่ได้ เพราะว่าอะไร เขาไม่ลืม อันนี้คือวัฏจักรความรักที่ผมคิดไว้นะ มีความรักที่หอมหวาน มีความรักได้สักพักหนึ่งเป็นแฟนกันแล้ว คบกันแล้ว ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน ได้เห็นแล้ว ช่วงโปรโมชั่นหมดแล้ว เฮ้ย! มันก็มีทะเลาะกันว่ะ เสร็จแล้วปุ๊บ อ้าว! คุณจะไปต่อ ฉันจะเลิก ก็ไป คราวนี้มันก็เกิดเป็นเส้นแบ่ง  คราวนี้เส้นแบ่งนี้มันเหมือนเป็น Time paradox ผมก็สร้างเป็นเหมือนเส้นเวลา มีการย้อนเวลา มีการข้ามมิติกัน สนุกครับ เพราะว่าผมได้ร่วมทำงานกับ แพต-ชญานิษฐ์ (ชาญสง่าเวช) แล้วก็คุณณัฏฐ์ กิจจริต ก็เป็นนักแสดงที่เก่งกันมาก ๆ แล้วก็พี่เชษฐ์เป็นผู้กำกับ ก็ทำกันดีครับ คือไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า ให้ทุกคนช่วยดูด้วยครับ คือผมฝากทุกคนด้วยครับ ขอบคุณครับ (หัวเราะ) 


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว