Post on 12/07/2019

เดเคอร์ มอนต์โกเมอร์รี ฮีโร ฮีร้าย ผู้ชายสุดยั่วจาก Stranger Things

“สายน้ำที่ไหลริน” คือความหมายของเดเคอร์ (Dacre) ซึ่งมาจากภาษาของชาวคัมเบรียน (Cumbrian) ที่อยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ แต่สำหรับ เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี (Dacre Montgomery) เขาไม่ใช่แค่สายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลรินแผ่วเอื่อย แต่เป็นสายน้ำที่ไหลบ่ามาแรงจนคว้าใจสาวน้อยสาวใหญ่แฟนคลับของซีรีส์ Stranger Things ซะอยู่หมัด เมื่อปรากฎตัวในซีรีส์ครั้งแรกในบท “บิลลี ฮาร์โกรฟ” ในซีซัน 2 เมื่อปี 2017 และสานต่อกับบทที่สำคัญมากขึ้นด้วยการเป็นตัวร้ายหลักของซีซัน 3

นักแสดงหนุ่มวัย 24 ปี จากเพิร์ธ เป็นของดีแดนจิงโจ้คาดว่าจะกลายมาเป็นคลื่นลูกใหม่จากออสเตรเลียที่มีผลงานโด่งดังในฮอลลีวูด เดเคอร์เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นจนได้ติดอันดับ 1 ของ Star Meter การจัดอันดับของเว็บไซต์ดัง IMDB ที่จัดอันดับจากการนิยมและการพูดถึงเหล่านักแสดงในสื่อต่าง ๆ และโลกโซเชียล ซึ่งเขาคว้ามาได้หลังการฉาย Starnger Things ซีซัน 2 และ 3

 

เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี วัยเด็ก

 

จากเด็กถูกกลั่นแกล้ง สู่ฮีโร  

 

จากการที่พ่อแม่ของเขาจะทำงานในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ของออสเตรเลียทำให้เดเคอร์ได้ติดตามพ่อแม่ไปที่กองถ่ายบ่อย ๆ ทำให้เขาตอนอายุประมาณ 11 ปีรู้ตัวว่าสนใจทางด้านการแสดง และมีผลงานการแสดงแรกใน หนังสั้นเรื่อง Betrand the Terrible (2011) ซึ่งเขารับบทเป็นเด็กเกเรชอบแกล้งคนอื่น (Bully) แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาเป็นเด็กที่เคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนเสียเอง

ผมไม่ใช่คนที่สาวกรี๊ดในโรงเรียน เด็กผู้หญิงไม่สนใจผมเพราะว่าผมอ้วน ผมเป็นเด็กตัวใหญ่หนักถึง 90 กิโลกรัม ผมจำได้ว่ามีเด็กคนหนึ่งที่โรงเรียนไม่พอใจผมด้วยเหตุผลอะไรซักอย่าง ทำให้เขากับพรรคพวกต้อนผมไปหลังโรงเรียนไปรุมแกล้งผมตอนช่วงพักกลางวัน”

แม้ว่าจะเป็นเด็กร่างอวบ แต่เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนก็เคยโหวตให้เขาได้รับตำแหน่ง “คนที่น่าจะกลายเป็นนักแสดงฮอลลีวูด” ซึ่งหลังจากเรียนจบชั้นเกรด 12 เดเคอร์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตั้งเป้าว่าจะเป็นนักแสดงฮอลลีวูดให้ได้

หลังได้ไปใช้เวลาช่วง gap year ที่แวนคูเวอร์ประเทศแคนาดา เอเจนท์ของเขายื่นคำขาดว่า ถ้าอยากเป็นนักแสดงเขาต้องลดน้ำหนัก 25 กิโลกรัมให้ได้ เดเคอร์กลับมายังออสเตรเลีย และมุ่งมั่นในด้านการแสดงด้วยการเข้าเรียนที่ Western Australian Academy of Performing Arts พร้อมกับเข้ายิมออกกำลังกายลดน้ำหนักไปได้ถึง 27 กิโลกรัม ในช่วงก่อนเรียนจบเขาเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อไปตามล่าฝันในฮอลลีวูด ทุกวันเขาจะซ้อมและอัดเทปออดิชันด้วยตัวเอง ฝึกสำเนียงอเมริกัน และส่งอีเมล์ไปแนะนำตัวกับเอเจนท์ทุกแห่งใน L.A. เพื่อที่จะโกฮอลลีวูดให้ได้ และเขาก็ทำสำเร็จเมื่อได้รับบทเป็น “เจสัน สก็อต” หรือ Red Ranger ใน Power Rangers (2017) เวอร์ชันรีบูตที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะฮีโรของขบวนการห้าสีที่โด่งดังระดับโลก แต่บทที่ทำให้เขาเป็นขวัญใจวัยทีน ก็คือบท บิลลี หนุ่มแบดบอยมากเสน่ห์ ใน Stranger Things ซีซันสอง ที่ออกเผยแพร่ในปีเดียวกัน

เดเคอร์ มอนต์โกเมอร์รี ใน Power Rangers (2017)

 

เทปออดิชันแบบทุ่มสุดตัว

 

เดเคอร์ เอาชนะใจผู้กำกับสองพี่น้องดัฟเฟอร์ (The Duffer Brothers) ด้วยการส่งเทปออดิชันบทบิลลีที่น่าสนใจกว่าผู้เข้าสมัครคนอื่น ๆ นั่นก็คือการที่เขาเต้นเพลง Hungry Like the Wolf ของ Duran Duran และเปลือยหุ่นโชว์กล้ามในเพลง Come On Eileen ของ Dexys Midnight Runners ทำให้เขาเข้าตากรรมการเข้าอย่างจัง ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาที่เซ็กซี่ดึงดูด เหมาะกับบทแต่เขาเอาใจใส่แม้กระทั่งรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุค 80s จนนำเพลงฮิตในยุคนนั้นมาเสริม อีกทั้งหุ่นของเขาที่เป็นผลจากการฟิตออกกำลังกาย 3 ชั่วโมงต่อวันเพื่อรับบทใน Power Rangers ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

 

รับชมคลิปออดิชันได้ในลิงค์ Stranger Things’ Dacre Montgomery’s Insane ‘Billy’ Audition Tape | GQ

 

อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับบทบิลลีแล้วความทุ่มเทของเขาก็ไม่จบ เพราะหุ่น Power Rangers ของเขาเป๊ะเกินไปทำให้เดเคอร์ต้องปรับหุ่นให้กลับมามีเนื้อ เหมือนผู้ชายในยุค 80s เนื่องจากหุ่นผู้ชายยุคนั้นไม่ได้เน้นกล้ามท้องแน่นชัดเท่ายุคปัจจุบัน เดเคอร์ต้องปรับการกินอาหารและต่อยมวยเผื่อให้ได้กล้ามเนื้อที่สมจริงแบบนักกีฬามากกว่าหุ่นที่ปั้นมาจากยิม อีกทั้งต้องแปลงโฉมกัดสีหนวดและติดผมปลอมเพื่อให้เป็นหนุ่มสุดซ่าในทรง มัลเล็ต (Mullet) แห่งยุคสมัยนั้น

 

เดเคอร์ มอนต์โกเมอร์รี ใน Stranger Things

 

บิลลี ตัวร้ายหลายมิติ

 

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโฉมภายนอกเท่านั้น เดเคอร์ยังต้องเข้าถึงเบื้องลึกถึงจิตใจของบิลลี ตัวละครที่ดูเผินๆ แล้วจะเป็นพวกที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่น แต่แท้จริงแล้วจิตใจของเขาเปราะบางและบอบช้ำจากปัญหาครอบครัว เดเคอร์ได้ร่วมประชุมกับพี่น้องดัฟเฟอร์เพื่อค้นหาปูมหลังของบิลลี ซึ่งเดเคอร์เป็นคนเสนอปมในใจของบิลลีที่ขาดความอบอุ่นจากการถูกแม่ทอดทิ้งและถูกพ่อทำร้ายร่างกายและจิตใจ เขาพยายามเข้าใจคนที่มีบุคลิกอันธพาลว่าอาจจะเกิดจากปัญหาครอบครัว ซึ่งเขาได้ประสบการณ์ตรงมาจากชีวิตวัยเรียนในอดีตที่เคยถูกกลั่นแกล้ง

แทนที่จะแสดงตัวละครที่ชั่วร้าย สิ่งที่ผมพยายามคือการแสดงให้เขาเป็นมนุษย์  ผมพยายามเห็นอกเห็นใจในตัวเขา เมื่อผมมองย้อนกลับไปยังเด็กที่เคยกลั่นแกล้งผมในอดีตผมก็คิดว่าบางทีเขาอาจจะมีปัญหาที่บ้านก็ได้ แล้วผมก็มาคิดว่าผมเติบโตมาในครอบครัวที่ดี ผมไม่ต้องเผชิญปัญหาแบบเขา พอมองย้อนกลับไปผมเลยอยากเสนอปัญหาว่าทุกคนมาจากพื้นฐานที่ต่างกัน และผมอยากให้เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง”

เดเคอร์ยังได้ศึกษาเรื่องจิตวิทยาเกี่ยวกับ Bipolar Disorder (โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว) และ Split Personality (โรคหลายบุคลิก) มาใช้ในการแสดง อารมณ์รุนแรงสองขั้วของบิลลีกับเวลาปกติของเขาที่เป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์แสดงออกได้เห็นได้ชัด และในซีซัน 3 บิลลีมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเขาถูกควบคุมโดย Mind Flayer มอนสเตอร์ตัวร้ายของเรื่อง ทำให้เขาแบ่งออกเป็นบุคลิกที่ใช้ชีวิตตามปกติและเมื่อถูกควบคุมจิตใจ

เดเคอร์นำเสนอแง่มุมทางจิตวิทยาผ่านการแสดงซึ่งเขาได้ต้นแบบแรงบันดาลใจจากการแสดงจาก แจ็ค นิโคลสัน (Jack Nicolson) ในเรื่อง The Shining เขาพยายามแสดงออกมาผ่านทางสายตา ที่เขาให้คำนิยามว่า “ดวงตาของบิลลี กรีดร้องบอกความในใจ” เดเคอร์แสดงออกโดยแยกออกจากกันระหว่างการใช้ร่างกายและใช้สายตา บิลลีที่ถูกควบคุมร่างกายไม่สามารถต้านทานอำนาจของ Mind Flayer แต่สายตาของเขาได้นำเสนอความรู้สึกที่แท้จริง

ผมรู้สึกว่าตาของผมแทบจะระเบิด เพราะว่าผมพยายามผลักดันความรู้สึกออกมาที่ตรงกันข้ามกับร่างกายของผม” เดเคอร์เผยว่าเขาพยายามสื่อสารทางสายตาโดยได้พื้นฐานมาจากชีวิตจริงของคนเราที่มักจะสวมหน้ากากเพื่อสวมบทบาทเวลาเข้าสังคมต่าง ๆ หรือซ่อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ “เมื่อเราเข้าสังคม กำแพงในใจของเราก็สร้างขึ้นเพื่อปกปิดความอ่อนแอ หรือความไม่มั่นใจที่อยู่ภายใน อย่างบิลลีเขาถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายและเขาเคยถูกทำร้ายมา เขาพยายามที่จะทำตัวให้ดูแข็งแกร่ง และนั่นทำให้การแสดงออกทางร่างกายของเขาเปลี่ยนไปเมื่อถูกควบคุมจิตใจ แต่ในดวงตาของผม ผมพยายามบ่งบอกความรู้สึกที่แท้จริงข้างในตลอดเวลา” 

ในซีซันที่ 3 บทของบิลลีเรียกได้ว่าหนักหน่วงแต่ เดเคอร์ก็ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจทั้งหยาดเหงื่อ หยดเลือด และหยาดน้ำตา เขาแสดงฉากสตันท์ด้วยตนเอง และได้รับบาดเจ็บจากการแสดงในฉากซาวน่า ซึ่งเป็นฉากสำคัญของเรื่อง ในบทเขาต้องถูกกระแทกและครูดตัวไปกับพื้นกระเบื้อง ซึ่งทำให้เขาได้เลือดได้แผลจากฉากนั้นและนิ้วเท้าทุกนิ้วของเขาถลอกปอกเปิกไปหมด แต่ทุกอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะการเข้าฉากกับ มิลลี บ็อบบี บราวน์ (Millie Bobby Brown) ที่เขาทุ่มแบบ 200 เปอร์เซ็นต์ ในการรับส่งและเข้าฉากซีนอารมณ์กับเธอ

พวกเรากรีดร้องใส่กันจนเราร้องให้ มันเป็นการทุ่มเทแบบมืออาชีพสุด ๆ ครับ” 

 

ก้าวต่อไป ขายฝีมือไม่เกาะกระแสโซเชียล

 

ในปี 2017 หลังจาก Stranger Things ออกเผยแพร่ ชื่อของ เดเคอร์ก็ติดเทรนด์เป็นที่ค้นหาทางอินเตอร์เน็ต อินสตาแกรมของเขามีผู้ฟอลโลว์มากขึ้นกว่า 800,000 คนในเวลาเพียงแค่ 12 วัน โดยแฟนคลับมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เดเคอร์เผยว่าเขาเคยได้ข้อความถึง 30,000 ข้อความจากความนิยมที่พุ่งพรวดแบบไหลบ่าตามกระแสของวัยรุ่นยุคโซเชียล เดเคอร์ได้รับความนิยมเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากซึ่งมันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เดเคอร์ใช้ความนิยมที่เพิ่มขึ้นเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์โครงการการกุศลซึ่งได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี ถึงขั้นที่โครงการที้เขาเคยสนับสนุนได้รับยอดจากบริจาคกว่า 10,000 รายในวันเดียว  ปัจจุบันเดเคอร์ยังให้การสนับสนุนโครงการการกุศลหลายโครงการ เช่น แคมเปญ #MyYoungerSelf  ของ Child Mind Institute ที่เขาเปิดใจว่าตัวเขาเองก็ประสบปัญหาโรควิตกกังวลมาตั้งแต่อายุ 12 และผ่านพ้นไปได้ ด้วยการฝึกสงบจิตใจ

 

คลิปสนับสนุน แคมเปญ #MyYoungerSelf Anxiety and What I Would Tell #MyYoungerSelf | Dacre Montgomery

 

แต่กระแสโซเชียลไม่ยั่งยืน เดเคอร์ถูกโจมตีอย่างหนักในกลุ่มแฟนคลับเมื่อเขาให้สัมภาษณ์กับ Essential Homme ในปี 2018 ว่าเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่อยากให้ใครจำเขาได้ตามถนน เขาไว้หนวดและพยามไม่ทำตัวเป็นจุดเด่นเวลาอยู่ในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจมากกว่าจะพยายามทำให้ใครรู้สึกดีจากการถ่ายรูปกับเขา หลังจากบทสัมภาษณ์ออกไปมีการตีความหมายผิด ๆ ว่าเขาถือว่าตัวเองดังแล้วหยิ่งไม่อยากพบปะกับแฟนคลับ ซึ่งความจริงไม่ใช่แบบนั้น เดเคอร์ยังคงยินดีพบปะแฟนคลับเหมือนเดิม และแสดงออกเสมอว่าเขายินดีและขอบคุณกับทุกความรักที่แฟน ๆ มอบให้ จนกระแสโจมตีจางไป แต่เดเคอร์ก็ไม่กลับมาอัพเดทเรื่องราวส่วนตัวของเขาในอินสตาแกรมอีกเลยนอกจากเรื่องงาน ทั้ง ๆ ที่ถ้าเขาโพสต์ภาพโชว์หุ่นก็จะเรียกยอดไลค์ได้อีกมหาศาล แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น

ความสนใจที่ได้รับมันทำให้ผมรู้สึกตื่นตระหนกและได้รู้ว่าผมไม่ต้องการชีวิตเวอร์ชันออกสื่อของผมที่สร้างขึ้นมาเพื่อผู้ชม เพราะการพยายามเก็บชีวิตส่วนตัวเอาไว้มันจำเป็นต่อชีวิตผม มันดีกับทุกคน และดีต่อจิตใจของตัวเองด้วย” 

แม้ว่าปัจจุบันเขาจะอัพเดทอินสตาแกรมของเขาเฉพาะเรื่องงานแต่แฟนคลับของเขาในตอนนี้ก็พุ่งสูงถึง 3 ล้านคนในอินสตาแกรมหลังซีซัน 3 ออกเผยแพร่  เดเคอร์เองก็ก้าวต่อไปกับผลงานใหม่ ๆ ที่เขาตั้งใจนำเสนอ เขาเปิดตัว podcast chanel ที่ชื่อว่า DKMH  ที่แฟน ๆ จะได้พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจจากเขาด้วยเสียงสุดเซ็กซี่ ที่เขาเผยว่าด้วยช่องทางนี้เขาจะแชร์ความเป็นตัวตนและสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเขาให้แฟน ๆ รู้จัก

podcast chanel DKMH

 

อ้างอิง

nytimes

ladbible

essentialhommemag

vulture

crfashionbook

ew

 

เรื่องโดย: ผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

วิจารณ์ภาพยนตร์ Behind the Curve | รู้จักกับมนุษย์ผู้เชื่อว่าโลกใบนี้ “แบน”

เดอะ แรม ปีศาจผู้อยู่เบื้องหลังความหลอนของแอนนาเบล

เพจ นักมวยปล้ำจรัสแสงกับความฝันที่แตกสลาย

เควิน ไฟกี จากเนิร์ดผู้เกือบไม่ได้เรียนหนัง สู่โปรดิวเซอร์หนังซูเปอร์ฮีโรผู้ทรงอิทธิพล

สัมภาษณ์ เจสัน มราซ อัพเดทชีวิต 5 ปี จากการทำสวนอะโวคาโด ถึงตัวตนในปัจจุบัน

รีวิวคอนเสิร์ตสุดโก้ของ “จิ๊กโก๋หลังวัง” โลกดนตรีที่มากกว่าการเล่าเรื่องผ่านเพลงของ วิรัช อยู่ถาวร

สไปเดอร์แมน “พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง”

โธมัส กัลลาเกอร์ “พ่อ” ที่โนล และ เลียม กัลลาเกอร์ สองพี่น้องวง Oasis “อยากฆ่า”