Post on 26/04/2020

หมอบรัดเลย์ บิดาวัคซีนเมืองไทย ผู้เสียลูกระหว่างห่าลง

หมอบรัดเลย์ หรือ Dan Beach Bradley (ค.ศ. 1804-1873) คือ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ที่เป็นทั้งมิชชันนารี และหมอที่จบหมอมาจริง ๆ ได้เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า “สยาม” ณ ขณะนั้น คือเมื่อปี 1835 ตรงกับช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3

แม้จะเป็นหมอ แต่บรัดเลย์กลับได้รับการยกย่องมากกว่าในฐานะ “บิดาการพิมพ์” ของไทย แทนที่จะเป็นเรื่องของการแพทย์ ทั้งที่เขาเองก็เป็นผู้ที่นำเข้าการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาในเมืองไทยและได้แสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์ อย่างเช่นการผ่าตัด ตัดแขนพระถูกพลุระเบิดใส่ ผ่าตัดต้อกระจก หรือตัดเนื้องอกก้อนโตจากหน้าผาก

นอกจากนี้ บรัดเลย์ยังควรได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มการทำวัคซีนในเมืองไทย เมื่อเขาพยายามยับยั้งโรคห่าที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก รวมถึงลูกสาวของบรัดเลย์เองที่ใช้ชีวิตเมืองไทยด้วย นั่นก็คือโรคไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ (smallpox) ที่ระบาดทุกปี คร่าชีวิตคนคราวละไม่น้อย และน่าจะร้ายแรงยิ่งเสียกว่า “โควิด-19” หากเปรียบเทียบเฉพาะอัตราการเสียชีวิต เทียบกับยอดผู้ติดเชื้อ

เพราะในอดีตอัตราการตายของผู้ติดไข้ฝีดาษนั้นสูงถึงร้อยละ 30 ขณะที่ โควิด-19 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2020 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 163,097 ราย ยอดผู้ติดเชื้อรวม 2,402,250 ราย อัตราการตายจึงอยู่ที่ราวร้อยละ 6.79

นอกจากจะมีอัตราการตายที่สูงแล้ว คนที่รอดชีวิตมาได้ แม้จะไม่ติดโรคซ้ำ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเสียโฉม หรือพิกลพิการตาบอด เนื่องจากพิษบาดแผลของฝีที่ขึ้นทั่วร่างกาย 

มนุษย์รู้จักโรคฝีดาษนี้มานาน พบหลักฐานเป็นดีเอ็นเอไวรัสจากศพแห้ง (มัมมี) ของเด็กในโบสถ์แห่งหนึ่งในลิทัวเนีย ซึ่งยืนยันได้ว่า มันน่าจะปรากฏตัวขึ้นมา “อย่างน้อย” ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ขณะที่นักวิชาการคาดว่า โรคระบาดร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ในชุมชนต่าง ๆ ก็อาจเป็นโรคฝีดาษได้ และน่าจะมีอายุอานามเป็นพัน ๆ ปี

คนโบราณพยายามหาทางป้องกันโรคนี้มานานแล้ว อย่างคนจีนและอินเดียก็รู้จักใช้สะเก็ดฝีของคนที่เป็นฝีดาษเข้าสู่ร่างกายคนปกติ (เช่นการเอาสะเก็ดแผลมาบดแล้วสูดเข้าทางจมูกเหมือนยานัตถุ์) วิธีการนี้อาจทำให้ผู้ใช้ติดโรคและแพร่เชื้อได้ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะหายได้มากกว่าการติดเองตามปกติ

วิธีการที่ปลอดภัยกว่า เพิ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) หมอจากอังกฤษ ไปสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่มีการระบาดของฝีดาษ ชาวบ้านที่ทำปศุสัตว์รีดนมวัวมักจะไม่ติดโรค เมื่อสังเกตลงไปอีกก็จะพบว่า ชาวบ้านเหล่านี้มีฝีตามมือ ซึ่งติดมาจากวัวที่ติดฝีวัว (cowpox) แต่คนที่ติดฝีวัวเหล่านี้หาได้เจ็บป่วยรุนแรงไม่ แถมยังไม่แพร่จากคนสู่คน 

ในปี 1796 เจนเนอร์จึงทำการทดลอง ด้วยการเอาเนื้อเยื่อแผลสดจากคนรีดนมที่ติดฝีวัวไปถ่ายให้กับเด็กชายรายหนึ่ง เด็กคนนี้มีอาการป่วยเล็กน้อยเป็นเวลา 9 วัน พอหายดี เจนเนอร์จึงลองเอาเชื้อฝีดาษของแท้ไปถ่ายให้กับเด็กคนนี้ ปรากฏว่า เด็กไม่ป่วยเลย เมื่อเขาทำการทดลองเพิ่มเติมก็ได้ผลเช่นเดียวกัน จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ฝีวัวสามารถป้องกันฝีดาษได้ ทั้งยังไม่ติดต่อระหว่างคนสู่คน เจนเนอร์จึงเสนอให้ใช้วิธีการนี้ป้องกันโรคฝีดาษ เขาจึงได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งการทำวัคซีน” ในยุคที่มนุษย์ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จุลชีพต่าง ๆ ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อย่างไร 

(เป็น หลุยส์ ปาสเตอร์ [1822-1895] นักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า จุลชีพคือต้นตอของโรคร้าย และเป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารเน่าเสีย)

บางคนอาจจะสงสัยว่า การปลูกฝีนับว่าเป็นการทำวัคซีนได้ด้วยหรือ? ก็ต้องตอบว่าได้ เพราะการทำวัคซีนคือ การเอาจุลินทรีย์ หรือพิษที่มีฤทธิ์อ่อนเข้าไปในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา การปลูกฝีจึงเป็นการทำวัคซีนชนิดหนึ่ง 

ความสำเร็จของเจนเนอร์ จึงทำให้การทำวัคซีนด้วยการปลูกฝีเป็นที่แพร่หลายในฝั่งตะวันตก เมื่อขึ้นสู่ศตวรรษที่ 19 หลายประเทศถึงกับบังคับให้ต้องปลูกฝีให้เด็กทุกคน 

พอถึงยุคของบรัดเลย์ เขาก็คุ้นเคยกับการปลูกฝีเป็นอย่างดี ในหนังสือเรื่อง “ตำราปลูกฝีโค ให้กันโรคธรพิศม์ไม่ให้ขึ้นได้” ของเขาเอง กล่าวว่า หมออเมริกันทุกคนที่เดินทางไปต่างประเทศล้วนผ่านการปลูกฝีมาแล้ว แต่เขาถูกปลูกฝีด้วยวิธีการที่ต่างออกไปด้วยความจำเป็น เนื่องจากในวัยเด็กมีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน แล้วคนดังกล่าวก็ติดฝีดาษมาด้วย เขาเองตอนนั้นยังไม่ได้ปลูกฝี และหาฝีวัวที่ไหนไม่ได้ พ่อของเขาจึงเอาเชื้อฝีดาษมาปลูกให้เขาโดยตรง และเขาก็รอดชีวิตมาได้

เมื่อบรัดเลย์เป็นผู้ใหญ่ โรคฝีดาษก็ไม่ค่อยเป็นที่ปรากฏในดินแดนบ้านเกิด แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย เขาจึงได้พบว่า ชาวบ้านในแถบนี้ยังคงเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายชนิดนี้เป็นอันมากจนเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก เขาจึงริเริ่มปลูกฝีให้กับประชาชนในแผ่นดินสยาม

แรกทีเดียวบรัดเลย์ทำการปลูกฝีให้ลูกหลานในชุมชนชาวต่างชาติก่อน โดยอาศัยหนองฝีโคที่นำเข้ามาจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ กงสุลฝรั่งเศส ขุนนางและเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของไทยที่สนิทสนม ก็ขอให้บรัดเลย์ช่วยปลูกฝีให้กับเหล่าลูกหลานบริวารด้วย เขาก็สามารถปลูกฝีให้คนนับร้อยคนในคราวนั้น แต่น่าเสียดายว่า การปลูกฝีลักษณะนี้นั้น ทำได้เพียงคราวละ 3 ถึง 4 เดือน ก่อนที่หนองฝีวัวนำเข้าจะหมดไป (เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นปี 1840 เพราะตำราปลูกฝีโคเผยแพร่ปี 1844 และบรัดเลย์เล่าว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน)

หลังจากนั้นบรัดเลย์ก็เขียนหนังสือไปขอให้เครือข่ายหมอที่เขารู้จัก ทั้งหมอในสหรัฐฯ และหมอในประเทศอื่น ๆ ให้ช่วยส่งหนองฝีวัวมาให้เขาที่เมืองไทยเพื่อทำการปลูกฝีต่อไป แต่น่าเสียดายว่า หนองฝีวัวที่เขาได้มานั้น กว่าจะนั่งเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็ใช้เวลานับแรมเดือนแรมปี ทำให้ส่วนมากเสื่อมฤทธิ์และไร้ประโยชน์ 

เมื่อเกิดการระบาดอีกระลอกหนึ่ง ลูกสาวของบรัดเลย์ก็ติดเชื้อ และเสียชีวิตลงในเดือนธันวาคม 1842 ซึ่งทำให้เขาเสียใจเป็นอย่างมาก และทุ่มเทกับการปลูกฝียิ่งขึ้น ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปยังหมอต่างแดนมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งในสหรัฐฯ อินเดีย กวางตุ้ง มาเก๊า เพราะเขาเข้าถึงหัวอกพ่อแม่คนอื่น ๆ เป็นอย่างดีว่า จะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นลูกติดไข้ฝีดาษ

อย่างไรก็ดี การปลูกฝีของบรัดเลย์สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง เพราะจำเป็นต้องอาศัยหนองฝีวัวนำเข้า ซึ่งหลายครั้งนำมาปลูกแล้วไม่เป็นผล เขาจะหาฝีวัวท้องถิ่นในเมืองไทยก็หาไม่ได้ ลองใช้เชื้อฝีดาษฉีดใส่วัวไทยตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมวิชาชีพ วัวไทยก็หาได้ติดฝีไม่ บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้เชื้อฝีดาษที่มีพิษแรงมาปลูกฝีแทนซึ่งก็มีความเสี่ยงสูงกว่า และในระยะแรก ๆ เพื่อทดลองว่าหนองฝีวัวที่เขาได้มาจากต่างประเทศนั้นได้ผลหรือไม่ ก็จำเป็นต้องใช้ฝีดาษถ่ายใส่คนที่เขาปลูกฝีให้ทดสอบดู ซึ่งหากไม่สำเร็จ คนคนนั้นก็ติดฝีดาษไปด้วย

ความผิดพลาดจากการขนส่งในเบื้องต้นจนไม่อาจรับประกันได้ว่า การปลูกฝีแต่ละครั้งจะสำเร็จหรือไม่ กระทบต่อความน่าเชื่อถือของบลัดเลย์เป็นอย่างมาก แม้ว่าตอนหลังเขาจะมีประสบการณ์มากขึ้น และรู้ได้ทันทีว่า ฝีที่ปลูกนั้นได้ผลหรือไม่ และบอกคนไข้ไปตามนั้น แต่คนไข้เหล่านั้นก็ไม่ฟัง ไปโทษเขาก็มีเมื่อตอนหลังไปติดโรคฝีดาษ บ้างก็ว่าเพราะไปปลูกฝีกับหมอบรัดเลย์ ตอนหลังติดเชื้อฝีดาษจึงยิ่งเป็นหนักก็มี จนเป็นมายาคติว่า การรักษาแบบฝรั่งไม่ได้ผลกับคนไทยก็มี

แม้การปลูกฝีของบรัดเลย์มีผลเป็นที่น่าเชื่อถือในหมู่เจ้านายชั้นสูงหัวตะวันตก จนส่งหมอหลวงมาเรียนการปลูกฝีด้วย แต่กลุ่มขุนนางและชนชั้นสูงหัวเก่ายังมีอยู่มากกว่า บางคนมาลองปลูกแล้วล้มเหลว ด้วยความที่มันเป็นวิทยาการใหม่ที่คนไม่คุ้นเคยย่อมไม่วางใจอยู่แล้ว เมื่อได้รับฟังข่าวลือดังนั้นก็พากันเชื่อไปตาม ๆ กัน ทำให้บรัดเลย์เดือดเนื้อร้อนใจไม่น้อย 

ด้วยมีโรงพิมพ์เป็นของตนเอง เขาจึงเขียน “ตำราปลูกฝีโค ให้กันโรคธรพิศม์ไม่ให้ขึ้นได้” ออกเผยแพร่สร้างความเข้าใจให้กับสังคมไทย และเตือนให้เพื่อนหมอสมัยใหม่ระมัดระวังให้ดี อย่าได้พลาดพลั้งเอาหนองฝีวัวที่หมดสภาพไปปลูกให้กับคนไข้ สังเกตติดตามคนไข้เสมอว่าฝีขึ้นหรือไม่ ใช่ฝีวัวแท้หรือเปล่า เพราะความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจเพียงเล็กน้อยจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อไปอย่างรุนแรง

มีบางคนตั้งข้อสังเกตไว้ว่า บรัดเลย์ใช้วิชาหมอเพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้คนหันไปนับถือคริสต์ศาสนาเป็นสำคัญ แต่หากได้ลองอ่านตำราเล่มนี้จะเห็นว่า เขามีแรงผลักดันอย่างแรงกล้าที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคมที่เขาเป็นเพียงคนนอกอย่างแท้จริง แม้จะล้มเหลวหลายครั้งก็ยังสู้ต่อกับความไม่รู้ที่หยั่งลึกเพื่อให้คนไทยตาสว่างได้รับรู้และรับการรักษาด้วยวิชาแพทย์ที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ และสมควรที่จะได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกและทุ่มเทให้กับการแพทย์สมัยใหม่ในเมืองไทยคนหนึ่ง 

(หมายเหตุ: คำว่า “ห่าลง” นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตหมายถึง “ก. เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้คนตายจำนวนมาก เช่น โรคลงราก (อหิวาตกโรค) กาฬโรค” ดังนั้น การระบาดของฝีดาษ หรือ โควิด-19 จะเรียกว่า ห่าลง ก็ได้เช่นกัน)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

ชนชั้นกลางอเมริกันอยู่กันอย่างไรในช่วง 10 ปีที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

อิกนาซ เซมเมลไวส์: บิดาแห่งการล้างมือ กับจุดจบแสนอาภัพ ผู้บุกเบิกการฆ่าเชื้อในวงการแพทย์

โจน ควิกลีย์ หมอดูทำเนียบขาว ที่ปรึกษาหลังม่านของ เรแกน

วอร์เรน ฮาร์ดิง อเมริกันในอุดมคติ แต่ถูกแฉยับหลังตายคาเก้าอี้ปธน.

พาเมลา โคลแมน สมิธ ศิลปินหญิงผู้ออกแบบไพ่ทาโรต์ฉบับยอดนิยม

วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินผู้ละทิ้งความเชื่อเรื่อง “จิตวิญญาณ” (หรือเปล่า?)

เอลี โคห์เอน สายลับมอสสาดที่เกือบได้เป็น รมช.กลาโหมซีเรีย

แคสเซียส เคลย์ นักต่อต้านระบบทาส ที่มาชื่อเดิม มูฮัมหมัด อาลี