Post on 21/01/2019

เดวิด ไอก์ ผู้กล่าวหา ควีนเอลิซาเบ็ธ เป็นสัตว์เลื้อยคลานจากต่างดาว

เดวิด ไอก์ (ภาพโดย Tyler Merbler, via Wikimedia Commons)

เมื่อปี 1991 เดวิด ไอก์ (David Icke) อดีตนักฟุตบอลอาชีพ และพิธีกรรายการกีฬาซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในอังกฤษได้ออกมาประกาศว่าเขาเป็น “บุตรแห่งพระเป็นเจ้า” (Son of the Godhead)

“พระเป็นเจ้าไม่ใช่ผู้ชายมีหนวดนั่งอยู่บนก้อนเมฆ พระเป็นเจ้าจริงๆ คือจิตวิญญาณขนาดมหึมาอันที่เป็นที่มาของการก่อกำเนิดต่างๆ” ไอก์อธิบายกับเทอร์รี โฮแกน (Terry Hogan) ในรายการ Hogan ออกอากาศทาง BBC1

“ผมขอพูดให้ถูกก่อนละกัน สื่ออ้างว่า คุณออกมาอ้างว่าตัวเองเป็นบุตรแห่งพระเจ้า อันนี้จริงรึเปล่า?” โฮแกนถาม (ผู้ฟังฮาครืน)

“คืองี้ครับ…มันก็ตลกนะเมื่อสองพันปีก่อนถ้ามีชายคนหนึ่งชื่อเยซูมานั่งที่เดียวกับผมแล้วพูดแบบเดียวกัน พวกคุณก็คงจะขำแบบนี้แหละ” ไอก์ตอบกลับ

หลังการออกมาเผยตัวในครั้งนั้น ไอก์ก็เปลี่ยนจากพิธีกรที่ได้รับการยอมรับกลายเป็นคนที่ถูกหัวเราะเยาะกับสิ่งที่เขาพยายามสื่อสารอยู่ร่ำไป การถูกล้อเลียนในพื้นที่สาธารณะทำให้เขาต้องหลบหน้าหลบตาผู้คนอยู่พักใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาท้อถอย

ไอก์พัฒนาทฤษฎีที่ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกขึ้นมา โดยบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก สงครามอิรัก การตายของเจ้าหญิงไดอานา ล้วนมีเครือข่ายหนึ่งอยู่เบื้องหลังนั่นก็คือกลุ่ม “ภราดรภาพแห่งบาบิโลน” (Babilonian Brotherhood) ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มอิลลูมินาติ และแท้จริงแล้วคนพวกนี้ก็คือสัตว์เลื้อยคลานจากต่างดาวหรือต่างมิติที่สามารถแปลงโฉมเป็นมนุษย์ได้ (คล้ายๆ พญานาคบ้านเรา) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เรปทิเลียน” (reptilian)

ตามคำอธิบายของไอก์สัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้ก็คือผู้ที่สร้างมนุษย์สมัยใหม่ขึ้นมาเพื่อรับใช้ตนเอง ไอก์อ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาสนับสนุนทฤษฎีของตนว่า โดยปกติการวิวัฒนาการของโฮโมอิเร็กตัสมาเป็นโฮโมเซเปียนนั้นควรจะใช้ระยะเวลานานเป็นล้านๆ ปี แต่มนุษย์ยุคใหม่กลับกำเนิดขึ้นได้เมื่อราวสองแสนกว่าปีที่ผ่านมา

การตัดตอนระยะเวลาการวิวัฒนาการเกิดขึ้นได้เพราะการผสมสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์ดึกดำบรรพ์กับเรปทิเลียนด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างการผสมเทียมภายนอกมดลูก จนทำให้มนุษย์ปัจจุบันมีความฉลาดเฉลียวและมีรูปลักษณ์ผิดไปจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์มากภายในชั่วข้ามคืน และเขาก็เชื่อว่ามนุษย์คนแรกของโลกตามบันทึกของกลุ่มความเชื่ออับราฮัมอย่าง “อดัม” ก็น่าจะเกิดขึ้นมาด้วยวิธีการนี้

ด้วยความที่เรปทิเลียนมีเทคโนโลยีที่ลึกล้ำเกินกว่าที่มนุษย์สมัยโบราณจะเข้าใจได้ มนุษย์โบราณจึงบูชาพวกเขาเป็นดั้งเทพเจ้าและผู้ให้กำเนิดเหมือนเช่นตำนานของหลายวัฒนธรรมที่เชื่อกันว่าตนสืบเชื้อสายมาจาก “งูใหญ่”

ไอก์เชื่อว่า พวกงูใหญ่เหล่านี้เองที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาล กลุ่มกธุรกิจที่มั่งคั่ง องค์กรศาสนา ผู้นำหลายประเทศก็เป็นเรปทิเลียน เขาเชื่อว่ามีประธานาธิบดีสหรัฐฯ กว่า 40 คนที่เป็น รวมไปถึงราชวงศ์ต่างๆ เช่นราชวงศ์วินเซอร์แห่งอังกฤษ ควีนเอลิซาเบ็ธเองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเพราะชื่อของพระองค์ก็เป็นชื่อที่บ่งชี้โดยตรงเพราะรากศัพท์ของชื่อ “เอลิซาเบ็ธ” (Elizabeth) นั้นมาจากคำว่า “El-lizard-birth” หรือ ผู้มีกำเนิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาน!

ข้อกล่าวหาของไอก์ค่อนข้างหนักหน่วงแต่หลักฐานที่ใช้ปรักปรำค่อนข้างเลื่อนลอย แทบทั้งหมดเป็นการตีความสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของราชสำนักที่มีลักษณะร่วมกันกับสมาคมลับทั้งหลายแหล่ซึ่งสืบย้อนได้ไปถึงต้นกำเนิดในแถบตะวันออกกลางอันเป็นสถานที่ก่อเกิดมนุษย์สายพันธุ์ “อารยัน-เลื้อยคลาน” (reptile-Aryan) และอารยธรรมยุคบุกเบิกของมนุษย์ (สายพันธุ์ใหม่) ที่ได้รับการถ่ายทอดจากเรปทิเลียน

แม้คำพูดของไอก์จะฟังดูเหลวไหลแต่เขาก็มีกลุ่มแฟนๆ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามผลงานของเขาอย่างเหนียวแน่น นีลเซ่น สำนักวิเคราะห์การตลาดประเมินว่า ในช่วงปี 1998-2011 เขาสามารถขายหนังสือได้รวมอย่างน้อย 1.4 แสนฉบับ รายได้รวมไม่ต่ำกว่า 2 ล้านยูโร ไม่รวมรายได้ที่มาจากการขายของที่ระลึก โฆษณาบนเว็บไซต์ และการออกไปบรรยายในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งแต่ละครั้งล้วนมีผู้ฟังแน่นขนัด

“คุณจะพูดถึงเดวิด ไอก์ หรือ จิม มาร์ส [นักทฤษฎีสบคบคิดชาวอเมริกัน] ยังไงก็เอาเถอะ แต่อย่างน้อยคนที่สามารถคิดและแสดงความเห็นนอกกรอบได้ก็ต้องมีความกล้า ขณะที่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ได้แต่พูดเป็นนกแก้วนกขุนทองกับข้อมูลที่พวกเขาได้รับการยัดเยียดผ่านระบบการศึกษาและสื่อกระแสหลัก น้อยคนนักที่จะกล้าคิดเองหรือทำอะไรนอกกรอบ” ชาวเน็ตผู้ใช้ชื่อว่า phactin ชื่นชมไอก์บนเว็บไซต์ของ The Economist

“เราเคยคิดว่าเดวิด ไอก์มันบ้านะ จนเราได้ลองค้นคว้าเรื่องที่เขาเขียนด้วยตัวเอง  ถึงได้รู้ว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริง เดวิดคือยอดนักสู้ตัวจริงของโลก เราได้ไปฟังเขาพูดต่อสาธารณะมาแล้ว 4 รอบ เขาเปิดหูเปิดตาเรามาก จากนั้นมาเราก็ไม่ขอเป็นแกะน้อยอีกต่อไป เราจะไม่โอนอ่อนไปกับระบบที่เสื่อมทรามอย่างที่เป็นอยู่บนโลก” Aida R De Ceglie ผู้ซื้อหนังสือของไอก์แสดงความเห็นผ่าน Amazon

“ถ้าคุณใจไม่กว้างพอละก็…ผ่านไปเถอะ โดยส่วนตัวเราว่าไอก์มันเป๊ะมาก เราก็คงไม่เชื่อเรื่องมนุษย์สัตว์เลื้อยคลานของเขาหรอกนะถ้าไม่ได้ไปเห็นสาวสเปนรายหนึ่งที่ทำงานอยู่ในเท็กซัส แม่งขนลุกเว่อร์ เดินออกจากร้านแทบไม่ทัน ถ้าเป็นตอนนี้นะเราจะถามเลย ‘เอ็งเป็นใคร ต้องการอะไรว่ะ?'” eclecticCritiques แฟนหนังสือของไอก์อีกรายกล่าว

นอกจากปัญหาเรื่องของการกล่าวหาผู้อื่นโดยหาหลักฐานยืนยันโดยตรงไม่ได้แล้ว ไอก์ยังถูกวิจารณ์หนักว่าเป็นพวกต่อต้านยิว เพราะเขาไปสนับสนุนการเผยแพร่หนังสือ The Protocols of the Elders of Zion หนึ่งในเอกสารที่ใช้ปรักปรำชาวยิวว่ามีแผนจะครองโลก (ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าแผนการที่ว่าชาวยิวไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย แต่มันคือเอกสารที่ปลอมขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายชาวยิวในรัสเซีย) ประกอบกับหนึ่งในบรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่เขาโจมตีอย่างรุนแรงก็คือตระกูลรอธส์ไชลด์ ตระกูลที่เชื่อกันว่าร่ำรวยที่สุดในโลกและมีเชื้อสายยิว

และผู้ที่ต่อต้านไอก์ก็เชื่อว่า “สัตว์เลื้อยคลาน” ที่ไอก์อ้างถึงนั้นแท้จริงเป็นการใช้คำอุปมาเพื่อเหยียดคนเชื้อสายหนึ่งซึ่งชาวยิวก็อยู่ในข่ายนั้น   

อย่างไรก็ดี ไอก์ปฏิเสธว่าเขาเป็นพวกต้านยิว ชาวยิวต่างหากที่กำลังถูกตระกูลรอธส์ไชลด์หลอกใช้ การใส่หน้ากากชาวยิวเป็นแผนของตระกูลรอธส์ไชลด์ในการปิดปากผู้ที่จะวิจารณ์พวกเขา ที่สำคัญตระกูลรอธส์ไชลด์นี่แหละที่อยู่เบื้องหลังการสังหารชาวยิว เพราะ “อดอลฟ์ ฮิตเลอร์” ผู้นำนาซีเองก็เป็นเรปทิเลียนเชื้อสายรอธส์ไชลด์ เพราะย่าของฮิตเลอร์เคยไปเป็นคนใช้บ้านรอธส์ไชลด์ในออสเตรียและเกิดท้องกับผู้นำตระกูลจึงถูกขับออกจากบ้าน ถึงอย่างนั้น ฮิตเลอร์ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากรอยส์ไชลด์อย่างลับๆ รวมถึงราชวงศ์วินด์เซอร์เรปทิเลียนอีกสายหนึ่ง (!)

ปัจจุบันทฤษฎีสมคบคิดยิ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเนื่องจากพื้นที่เสวนาสาธารณะบนอินเตอร์เน็ตเปิดให้เนื้อหากลุ่มนี้กระจายไปถึงผู้คนที่สนใจได้กว้างขวางยิ่งกว่าเดิม คนหลายคนพูดอย่างมั่นใจว่านีล อาร์มสตรองไม่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์จริง เหตุการณ์ 911 เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง (หรือแม้กระทั่งเรื่องงูใหญ่จำแลงกายเป็นคน) ดร. คาเรน ดักลาส ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีสมคบคิดจากมหาวิทยาลัยเคนต์ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ว่า ทฤษฎีสมคบคิดเป็นสิ่งที่ช่วยตอบโจทย์สร้างความสบายใจให้กับคนหลายคน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมข้อมูลข่าวสารได้ (ไม่ใช่แต่รัฐหรือองค์กรมากอิทธิพล) และช่วยเสริมความมั่นใจให้กับพวกเขาว่าพวกเขาได้รู้คำตอบที่แท้จริงเข้าแล้ว (Telegraph)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ