Post on 05/09/2020

เดริก ดูแกน ผู้ริเริ่มแปะโฆษณาบนอกเสื้อทีมแรกในวงการบอลอังกฤษ

ลิเวอร์พูลมักจะถูกกล่าวถึงว่าเป็นสโมสรอังกฤษเจ้าแรกที่เอายี่ห้อสินค้ามาแปะอกเสื้อเพื่อเรียกค่าโฆษณา ในฤดูกาล 1979-80 ซึ่งหากนับแต่ลีกสูงสุด ก็นับว่าจริง แต่ถ้าดูกันทั้งสารบบฟุตบอลอังกฤษแล้ว มันมีคนที่ทำมาก่อนหน้านั้น และเป็นเพียงสโมสรเล็ก ๆ จึงอาจไม่มีคนสังเกตเห็นเท่าไรนัก นั่นคือทีม เคตเตอริงทาวน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหน้าลิเวอร์พูลเซ็นสัญญากับ Hitachi ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหนักจากญี่ปุ่นราว 3 ปี ในช่วงเดือนธันวาคม 1975 เคตเตอริงทาวน์มี เดริก ดูแกน (Derek Dougan) รับหน้าที่เป็นผู้เล่น ผู้จัดการทีม และผู้บริหารสูงสุด เขาจัดการเซ็นสัญญากับผู้สนับสนุนเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าจำพวกยางรถยนต์ท้องถิ่นชื่อว่า Kettering Tyres 

และในวันที่ 24 มกราคม 1976 เคตเตอริงทาวน์ก็ลงเล่นในเซาเทิร์นลีก (ลีกกึ่งอาชีพ) กับบาธซิตี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สโมสรบนเกาะอังกฤษลงเล่นโดยสวมเสื้อที่มีโลโก้โฆษณาสินค้า ไม่ปรากฏชัดว่า พวกเขาได้เงินไปเท่าไรแน่ แต่มีรายงานว่า ค่าเซ็นสัญญาเป็นตัวเลข “สี่หลัก” (Kettering Town FC)

รายได้แค่นั้นคงเทียบไม่ได้กับมูลค่าสัญญาสมัยนี้ เช่น เชฟโรเล็ตที่จ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถึงปีละกว่า 70 ล้านปอนด์ แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สโมสรฟุตบอลสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แม้ว่าผู้ริเริ่มอย่าง เคตเตอริงทาวน์ และดูแกนจะมิได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวเท่าใดนัก

ดูแกนเป็นนักฟุตบอลตำแหน่งกองหน้าจากไอร์แลนด์เหนือ เริ่มต้นกับสโมสรท้องถิ่นในเบลฟาสต์ในปี 1954 ก่อนย้ายมาเล่นในอังกฤษกับ ปอร์ตสมัธ (1957) ตามด้วย แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส (1959) และเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมเข้าชิงถ้วยเอฟเอคัพตั้งแต่ฤดูกาลแรกแต่ไปไม่ถึงดวงดาว จากนั้นเขาจึงย้ายไปยังสโมสรใหญ่อย่าง แอสตันวิลลา (1961) ซึ่งเขาก็ยังทำผลงานได้ค่อนข้างดี แม้จะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และได้รับบาดเจ็บในการเล่นจนข้อเท้ามีปัญหาเรื้อรัง แต่ในเรื่องการจัดการทีมนั้น ดูแกนให้ความเห็นว่า

“มันเหมือนเข้าไปอยู่ในค่ายทหาร ตอนแรกบรรยากาศมันทรงพลังมาก ผมได้มาอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แล้วมันก็ยากกับการถีบตัวเองเพื่อเทียบเคียงกับความยิ่งใหญ่นั้น ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกสนุกไปกับแรงกระตุ้นและความท้าทาย แต่ไม่นานหลังออกจากวิลลาผมก็รู้สึกได้ถึงความยึดติดกับจารีตจนเกินเหตุ วิลลาหมกมุ่นกับความสำเร็จในอดีต พวกเขามองไม่เห็นว่าพวกเขากำลังเผชิญกับอะไรจนกระทั่งมันสายไปแล้ว จารีตถูกทำให้เป็นเรื่องโรแมนติก ซึ่งผิดมหันต์” ดูแกนกล่าว (The Guardian

ออกจากวิลลา ดูแกนย้ายไปอยู่กับปีเตอร์โบโรในดิวิชัน 3 ซึ่งเป็นทางเลือกที่แปลกมากสำหรับคนที่ยังทำผลงานได้ดีในลีกสูงสุด แต่เป็นที่นี่เองที่เขาได้เจอนักกายภาพมือดีที่ทำให้เขาหายจากอาการบาดเจ็บข้อเท้าเรื้อรังได้ ก่อนย้ายมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้งกับเลสเตอร์ซิตี (1965) ตามด้วยวูล์ฟแฮมตันวันเดอเรอร์ส สโมสรที่เขาร่วมหัวจมท้ายยาวนานที่สุด 323 นัด ทำได้ 123 ประตู พาทีมไปถึงรอบชิงยูฟ่าคัพปี 1972 และพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพในปี 1974 (Wolverhampton Wanderers)

ในตอนท้ายของอาชีพฟุตบอล ดูแกนย้ายไปเล่นกับทีมเล็ก ๆ อย่างเคตเตอริงทาวน์และทำการแหวก “จารีต” ด้วยการเซ็นสัญญาโฆษณาบนหน้าอกเสื้อทีมฟุตบอล ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการฟุตบอลยุโรป ที่เยอรมนีมีการแปลงพื้นที่บนอกเสื้อเป็นทุนมาก่อนแล้ว แต่งานนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การบุกเบิกอะไรใหม่ ๆ มักจะถูกต่อต้านเสมอ

หลังทางสมาคมฟุตบอลรับรู้เรื่องก็สั่งให้เคตเตอริงทาวน์เอายี่ห้อร้านขายยางออกจากหน้าอกเสื้อโดยทันที แต่ดูแกนเล่นแง่ขัดขืน โดยเปลี่ยนอักษรตัวสุดท้ายจาก “Tyres” เป็น “T” โดด ๆ อ้างว่ามาจากคำว่า “Town” ชื่อสโมสรนั่นเอง แต่ทางสมาคมฟุตบอลไม่เล่นด้วย บอกว่าถ้าไม่ยอมถอดออกจะสั่งปรับ 1,000 ปอนด์ ดูแกนเลยต้องยอมไปก่อน

ปีต่อมาดูแกนจึงรวมตัวกับสโมสรอื่น ๆ ยื่นอุทธรณ์ขอให้สมาคมฟุตบอลพิจารณาใหม่ ปรากฏว่า ทางสมาคมฯ ยอมอนุญาตให้มีการติดตราโฆษณาบนอกเสื้อฟุตบอลได้ แต่อนิจจาเคตเตอริงทาวน์กลับหาสปอนเซอร์รายใหม่ไม่ได้ในปีนั้น (Financial Times)

เป็นเวลาอีกหลายปีกว่าที่การติดสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อจะเป็น “นิว นอร์มัล” เพราะแม้ว่าทางเอฟเอจะยอมให้ติดสปอนเซอร์แล้ว แต่ทีวีช่องต่าง ๆ คิดว่า ถ้าปล่อยให้สโมสรต่าง ๆ ติดสปอนเซอร์ลงเล่นได้ พวกเขาก็จะเสียรายได้ที่ควรจะเป็นของพวกเขาไปให้กับทางสโมสรแทน จึงปฏิเสธที่จะเผยแพร่ภาพการแข่งขันที่นักฟุตบอลสวมเสื้อติดสปอนเซอร์ลงเล่น (สมัยนั้นมีแต่ถ่ายทอดไฮไลต์การแข่งขันจึงเลือกตัดเลือกต่อได้) 

แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1980s ซึ่งเป็นยุคของการดูบอลสดทางทีวี ก็เป็นเรื่องยากที่จะเลี่ยงได้ ยิ่งสโมสรใหญ่อย่างลิเวอร์พูลนำร่อง สโมสรอื่น ๆ ก็ทำตาม (สมัยนั้นลิเวอร์พูลเป็นทีมอันดับ 1 ของลีก ไม่ถ่ายทอดก็เสียโอกาสเข้าถึงแฟน ๆ กลุ่มใหญ่เปล่า ๆ) ปลายทศวรรษ 80s การติดสปอนเซอร์บนอกเสื้อก็กลายเป็นวิถีปฏิบัติตามปกติไป

ส่วนดูแกนผู้ริเริ่มนั้น มีโอกาสได้กลับไปบริหารทีมเก่าที่เขาสร้างชื่อเสียงไว้นั่นคือ วูล์ฟ ตอนนั้นทีมกำลังประสบปัญหาการเงินอย่างรุนแรงถึงขั้นต้องยุบทีมได้ แต่ดูแกนได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเงินให้เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ โดยเขาเข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรในปี 1982 และช่วยพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในดิวิชัน 1 ได้อีกครั้ง แต่มันเป็นความสำเร็จเพียงชั่ววูบ หลังจากนั้นวูล์ฟตกชั้น 3 ปีติดต่อกัน ทำให้เขาต้องอำลาทีมไปอย่างเจ็บปวด

อย่างไรก็ดี แฟนบอลก็ไม่ลืมบทบาทของเขาในฐานะกองหน้าที่พาทีมประสบความสำเร็จ นอกจากนี้เขายังเป็นประธานสมาคมนักฟุตบอลที่ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ และยังเป็นผู้บุกเบิกการแสวงหาประโยชน์จากการขายโฆษณาบนอกเสื้อในวงการฟุตบอลอังกฤษ (แม้ว่ามันจะเป็นความทรงจำที่ค่อนข้างเลือนลางไปตามกาลเวลาก็ตาม)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

แมรี เคน นักวิ่งดาวรุ่ง กลายเป็นดาวร่วงหลังร่วมทีม Nike

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง อดีตเด็กล้างห้องน้ำที่กินข้าวจากตู้กดทุกเช้ากับฝันที่เป็นจริงวันนี้

จัด “ตะกร้อไทยลีก” เล็งโมเดล “อเมริกันฟุตบอล” เผยแพร่วัฒนธรรม และ สร้างรายได้เป็นนักกีฬาอาชีพ

ซากุรางิ ฮานามิจิ: ปรัชญาชัยชนะแห่ง Slam Dunk “พื้นฐานคือสิ่งสำคัญ”

“โยฮัน ครัฟฟ์”ตำนานนักเตะดัตช์ ผู้เล่นบอลข้างถนนสู่ผู้วางรากให้ “อาแจ็กซ์” คืนชีพ

ไบรอัน ร็อบสัน กัปตันมาร์เวล แห่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สัมภาษณ์ แอมแปร์-ณัฐวดี อดีตเด็กเนิร์ด สู่จอมทัพดาวรุ่งว่าที่อนาคตทีม “ชบาแก้ว” กับชีวิตที่เรียนรู้จากฟุตบอล

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ จากอดีตช่างประปาสู่การเป็นนักสู้เงินล้าน เจ้าของฉายา “หมาบ้าไอริช”