Post on 02/04/2019

วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินผู้ละทิ้งความเชื่อเรื่อง “จิตวิญญาณ” (หรือเปล่า?)

“ผีแวนโก๊ะ” มีจริงหรือไม่? ถ้าพูดโดยหลักวิทยาศาสตร์ลำพังผีทั่ว ๆ ไป ก็ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้ว่ามี ส่วนในเชิงความเชื่อเรื่องผีแต่ละวัฒนธรรมก็มีความเชื่อต่างกันไป บางวัฒนธรรมก็เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งบางกรณีก็ไม่ยอมไปเกิดกลายเป็นสัมภเวสีหลอกหลอนผู้คน

ขณะที่ในวัฒนธรรมคริสเตียน เชื่อกันว่าพวกเขาเกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว เพื่อรอวันแห่งคำพิพากษาก่อนเข้าสู่ช่วงชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ช่องว่างแห่งเวลานั้น ส่วนใหญ่ (เพราะความเห็นใช่จะสอดคล้องกันเป็นหนึ่งในทุกสำนักนิกาย) เชื่อว่าวิญญาณของพวกเขาจะอยู่ในห้วงแห่งความหลับใหล (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาเข้าฝันใครได้มั้ย?)

แต่ในส่วนศิลปินดังชาวดัตช์ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” หรือที่สมัยนี้สะกดเพื่อให้สอดคล้องกับสำเนียงต้นฉบับว่า “ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์” นั้น ตามประวัติ “ดูเหมือน” เขาจะไม่ได้เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณหรือศาสนาสักเท่าใดนัก (เขาถูกกล่าวหาจากคนร่วมสมัยว่าเป็นพวกไม่เชื่อในพระเจ้า) แม้ว่าเขาจะเกิดเป็นลูกชายของนักเทศน์ในศาสนาคริสต์ก็ตาม

ฟาน ก็อกฮ์ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 1853 ที่เมือง Zundert ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นลูกชายคนโตของครูสอนศาสนานิกายโปรแตสแตนต์ ตามประวัติเล่ากันว่า ฟาน ก็อกฮ์ เป็นเด็กเงียบ ๆ ชอบเก็บตัว ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติดูป่าดูเขาเสียเป็นส่วนมาก เข้าสู่วัยรุ่นแล้วจึงได้มาฝึกงานกับร้านสาขาเดอะเฮกของ Goupil and Co. นายหน้าค้าผลงานศิลปะที่ลุงของเขาเป็นพาร์ตเนอร์อยู่

เขาทำงานกับ Goupil and Co. ในลอนดอนตั้งแต่ปี 1873 ถึง 1875 ก่อนย้ายไปอยู่ปารีส ระหว่างที่ทำงานอยู่กับร้านขายงานศิลปะนี่เองที่ทำให้เขาหันมาสนใจการสร้างสรรค์งานศิลปะ ในขณะที่เขาเองรู้สึกไม่ชอบเลยกับการทำหน้าที่เป็นผู้ค้าผลงาน และตอนที่เขาอยู่ในลอนดอนเขายังถูกสาวปฏิเสธความรัก ยิ่งทำให้เขารู้สึกเดียวดายยิ่งขึ้น และหมดความหวังในการแสวงหาความเสน่หาจากเพื่อนมนุษย์

ฟาน ก็อกฮ์หันไปเป็นครูสอนภาษาและศาสนาในอังกฤษ ก่อนย้ายไปทำงานในร้านขายหนังสือที่บ้านเกิด และตั้งเป้าที่จะเรียนด้านเทววิทยาด้วยหวังจะเดินตามรอยพ่อ

“เธอรู้มั้ยว่าฉันอยากทำอะไร ถ้าฉันได้เป็นนักเทศน์ หากฉันได้ทำหน้าที่นั้น ฉันก็จะได้รับผิดชอบงานอย่างเดียวกับพ่อของพวกเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันก็ต้องขอบคุณพระเจ้า ฉันเชื่อว่าฉันจะทำได้สำเร็จ นั่นเป็นคำที่ใครคนหนึ่งที่เคยมีชีวิตก่อนหน้าฉันอยู่นานและไม่ใช่คนแปลกหน้าในเยรูซาเล็มได้กล่าวเอาไว้ ฉันเชื่อว่าเธอก็เป็นคริสเตียน เธอคงรู้ดีว่า การได้ยินคำพูดเช่นนี้ทำให้ฉันรู้สึกดีเพียงใด การเชื่อในพระเจ้าผู้รู้ถึงความต้องการของเรายิ่งกว่าที่เรารู้ตัวเอง และเป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือเราในยามที่เราต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน” ฟาน ก็อกฮ์กล่าวกับธีโอน้องชาย (จดหมายฉบับ 31 พฤษภาคม 1977) 

แต่เมื่อเขาได้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางศาสนาจริง ๆ เขากลับค่อย ๆ สูญเสียศรัทธาในพระศาสนา เริ่มจากการมีปัญหากับทางโบสถ์เกี่ยวกับการตีความพระคัมภีร์ระหว่างที่เขาฝึกเป็นครูสอนศาสนาในบรัสเซลส์ ผ่านไปสามเดือนเขาก็ยังไม่ได้รับการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ฟาน ก็อกฮ์จึงตัดสินใจออกเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาเองในพื้นที่ยากจนในเขต Borinage อันเป็นพื้นที่ทำเหมืองถ่านหินทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยียม

การใช้ชีวิตอยู่กับคนยากคนจนท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาวระหว่างปี 1879 ถึง 1880 คือจุดที่ทำให้เขาได้ประสบกับวิกฤตแห่งศรัทธา เขาสละทรัพย์สมบัติที่มีเพื่อช่วยเหลือผู้คน แต่เขากลับถูกขับออกจากโบสถ์เนื่องจากความพยายามตีความพระคัมภีร์อย่างเคร่งครัดของเขาเอง ยิ่งกว่านั้นพ่อของเขายังเลิกให้การสนับสนุนความพยายามที่จะเป็นครูสอนศาสนา ด้วยกังวลกับการตีความพระคัมภีร์ของฟาน ก็อกฮ์ที่สุดโต่งเกินไป และพยายามจะส่งตัวเขาไปรักษาตัวในโรงพยาบาลบ้าอีกด้วย

“พวกเขาหาว่าเราบ้าเพียงเพราะเราอยากจะเป็นคริสเตียนที่แท้จริง เขาทำกับเราเหมือนหมา กล่าวหาว่าเราสร้างความเสื่อมเสีย” ฟาน ก็อกฮ์ระบายความรู้สึกกับคนรู้จัก (Britannica) นับจากนั้นเป็นต้นมา ฟาน ก็อกฮ์ก็หันหลังให้กับศาสนจักร (ในเชิงองค์กร) อย่างสิ้นเชิงและหันมาวาดรูปอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง กลายมาเป็นศิลปินไส้แห้งเต็มตัว

จุดเปลี่ยนของฟาน ก็อกฮ์ที่ทำให้เขาละทิ้งเส้นทางในพระศาสนาและหันมาเป็นศิลปิน ประกอบกับการที่เขาเลิกเข้าโบสถ์เป็นอันเด็ดขาด ทำให้นักประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งที่ศึกษาชีวิตของฟาน ก็อกฮ์เชื่อว่า ฟาน ก็อกฮ์ หันหลังให้กับความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณในพระศาสนาไปเสียแล้ว แต่นักวิชาการรุ่นใหม่เชื่อว่า จริง ๆ แล้ว ฟาน ก็อกฮ์ เพียงเลิกศรัทธาในพระเจ้าตามแบบศาสนจักรเท่านั้น ความเชื่อในเชิงจิตวิญญาณของเขายังคงเปล่งประกายในงานศิลปะที่ถูกถ่ายทอดออกมาในเชิงสัญลักษณ์อยู่เสมอ

และความจากจดหมาย (21 ธันวาคม 1881) ที่เขามีไปถึงธีโอน้องชายนายหน้าค้างานศิลปะที่คอยช่วยเหลือเขาอยู่ตลอดเวลา ก็สื่อถึง “ความศรัทธา” ที่เขายังคงมีอยู่ได้อย่างชัดเจน

สำหรับเราพระเจ้าของพวกนักบวชได้ตายไปแล้ว แต่นั่นทำให้เรากลายเป็นพวกเอธิสต์ [ผู้ปฏิเสธพระเจ้า] ไปด้วยงั้นหรือ? พวกนักบวชคงเห็นเช่นนั้น แต่เรารู้จักความรัก เราจะรู้สึกถึงรักได้อย่างไรหากเราไร้ชีวิต แล้วถ้าคนอื่น ๆ ไม่มีชีวิตอยู่เหลือแต่เราจะเป็นอย่างไร มันมีปริศนาบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น เอาละจะเรียกว่าพระเจ้าหรือธรรมชาติของมนุษย์ก็ตามแต่ แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เราไม่อาจหาคำอธิบายอย่างเป็นระบบได้ แม้ว่ามันคงอยู่ มีอยู่อย่างแท้จริง เห็นมั้ยนี่แหละพระเจ้า หรืออะไรก็ไม่รู้ที่เทียบเท่ากับพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้าสำหรับเราคือการรู้ได้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่พระเจ้าที่ตายไปแล้วหรือเป็นแค่หุ่นสตัฟฟ์ และต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจผลักดันให้เราได้เข้าถึงความรักอีกครั้ง นี่คือความเห็นของเรา”

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ