Post on 15/12/2020

อยากดังต้องแจกตังค์ การตลาดฉบับ ‘ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น’ วง ไปส่งกูบขส.ดู๊ ที่มาเป็นนักร้องเพราะแอร์มันเย็น

เป็นที่ฮือฮาถึงความ โหด มัน ฮา เหมือนจะบ้า ๆ แต่เล่นได้เดือดจัด ๆ ของวง ‘ไปส่ง BIG ASS ขึ้นบขส.ดู๊’ ที่เรียกได้ว่าเปิดตัวครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียวในงาน Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่เกิดขึ้นเพราะวง BIG ASS มีความจำเป็นต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วันทำให้ไม่สามารถมาเล่นได้ เลยมาจบที่ไปส่งกูบขส.ดู๊รับหน้าที่ขึ้นแทน

สำหรับคนดูที่อยากเห็นว่าวงร็อกจอมรั่ววงนี้จะเล่นเพลงของวงร็อกรุ่นพี่ออกมาในรูปแบบไหน ก็ให้ฟีดแบ็กคล้าย ๆ กันว่าพวกเขาทำโชว์ออกมาได้ดีทีเดียว ดีจนมีคนแซวว่า

“ร้องดีกว่าเพลงตัวเองไปอีก ไม่ลืมเนื้อด้วย”

คนที่เป็นจุดสนใจกว่าใครในฐานะนักร้องนำก็ไม่พ้น ‘เจ๋ง BIG ASS’ ในร่างใหม่ ที่ดูไปดูมาก็คล้าย ๆ ว่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาอยู่บ้างจากภาพผู้ชายหน้าตามึน ๆ ในชุดขาว พื้นหลังสีฟ้า ที่ถูกสกรีนลงบนเสื้อแล้ววางขายจนคนใส่กันให้ว่อน

เขาคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ ‘ดีเจอ๋องแอ๋ง สบัดแผ่น’ นักร้องมาดกวนโอ๊ยที่มาพร้อมวงที่กวนโอ๊ยไม่แพ้กันอย่าง ‘ไปส่งกูบขส.ดู๊’ เจ้าของฉายา ‘วงร็อกหน้าใหม่ฐานะร่ำรวย’ วงรวย ๆ ที่โปรยเงินแจกแทบจะทุกเวทีที่พวกเขาขึ้นเล่น ซึ่งไอเดียแจกเงินเหมือน ‘พ่อเป็นสุลต่าน’ นี้ก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่เป็น ‘อ๋องแอ๋ง’ นี่เองที่เป็นคนคิด

ย้อนเวลากลับไปก่อนที่ ‘ไปส่งกูบขส.ดู๊’ จะก่อตั้ง เมื่อหลายปีที่แล้ว อ๋องแอ๋งเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ชอบใช้เวลาว่างจากการเรียนไปกับการเข้าไปนอนในห้องซ้อมดนตรีโดยไม่ได้คิดที่จะเล่นดนตรีสักชิ้น

“ผมรู้สึกว่าที่นี่มันมีแอร์ด้วย ชอบ ก็เลยเข้าไปนอนในห้องดนตรี นอนทุกวันผมก็รู้สึกว่าในเมื่อมาอยู่ที่นี่ผมควรจะช่วยเขาขนนั่นขนนี่มั่ง เวลาเขาไปเล่นดนตรีตามงานลอยกระทง งานอะไร ผมก็จะขนของไปช่วยเขา” บทสัมภาษณ์จากรายการป๋าเต็ดทอล์ก EP.19

เส้นทางชีวิตของเด็กยกกลองอย่างอ๋องแอ๋งคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ถ้า ‘บูม’ มือกีตาร์จะไม่ชักชวนเขาว่า “มึงมาร้องเพลงกับวงกูไหม” เพลงแรก ๆ ที่บูมแต่งให้อ๋องแอ๋งร้อง มีชื่อว่า ‘พนักงานสวนสัตว์’

/ ด่วนเลยกูรีบ จอดให้กูขึ้น นกกระจอกเทศกำลังกระหายน้ำ ด่วนเลยกูรีบ จอดให้กูขึ้นสิงโตเจ้าป่า คงกำลังหิว ด่วนเลยกูรีบ จอดให้กูขึ้น ช้างแมมมอธ เอ๊ย! สูญพันธุ์ไปแล้วนี่หว่า – พนักงานสวนสัตว์ /

“ไปส่งกูบขส.ดู๊ เพื่อนชอบพูดกันเวลาแยกย้ายกลับบ้าน ผมฟังครั้งแรกผมชอบมากเลยนะ ผมรู้สึกว่ามันฮา แต่มันคือโคตรของการตลาด ฟังครั้งเดียวก็จำได้เลยว่ามันมีชื่อวงนี้อยู่บนโลกนะ เริ่มต้นมาเราทำการตลาดที่ดี ต่อไปมันดีแน่นอน”

‘การตลาด’ ที่อ๋องแอ๋งว่าเริ่มสัมฤทธิ์ผล เพราะชื่อวงแปลก ๆ ของพวกเขานี่เอง ที่ทำให้ไปส่งกูบขส.ดู๊ กลายเป็นวงที่น่าจับตามอง แม้แต่ในสายตา ‘ป๋าเต็ด’ ที่ถึงกับเลือกให้วงร็อกหน้าใหม่วงนี้ได้ขึ้นเล่นที่เทศกาลดนตรีโดยไม่เคยรู้จักหรือฟังเพลงของพวกเขามาก่อน เหตุผลมีข้อเดียวคือชื่อวงเฟี้ยวดี

“ผมชอบขึ้นไปบนเวที ทำอะไรก็ได้ที่เท่ ๆ แล้วคนดูก็กรี๊ด โห่ร้อง ตบมือ”

นิยามคำว่า ‘เท่’ ของอ๋องแอ๋ง คืออะไรก็ได้ที่คนดูชอบ เอาเป็ดขึ้นไปปล่อยบนเวที ถอดกางเกงตอนเล่นโชว์ ทำอะไรต่อมิอะไร ‘พังก์ ๆ’ ตามนิยามของป๋าเต็ดอีกหลายอย่าง

แต่สิ่งที่กลายมาเป็นภาพจำของวงและถูกพูดถึงอยู่เสมอคือการแจกเงินที่เป็นเงินจริง ๆ ธนบัตรใบจริง ใช้ได้จริง ซึ่งอ๋องแอ๋งบอกว่ามีที่มาจากหนึ่งในเพลงของวงที่มีชื่อว่า ‘พ่อผมเป็นสุลต่าน’ ทำให้อ๋องแอ๋งผุดไอเดียเพี้ยน ๆ ว่าลูกสุลต่านต้องแจกเงิน (เว้ย!) ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเพื่อนในวงก็ไม่เอาด้วย แต่หลังจากแจกไปครั้งสองครั้ง ก็เหมือนทั้งคนดูและสมาชิกจะเริ่มติดใจ จนกลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของวงที่เรียกได้ว่าต้องมีแทบทุกงานในที่สุด

“ถ้าผมเอาเงินห้าพันหรือหมื่นไปโปรโมตเพลง คนก็รู้จักแค่เพลง แต่ถ้าผมเอาเงินห้าพันไปโยนแจกคนต้องพูดถึงเยอะแน่เลย เสียเงินเท่ากัน ทำไมผมต้องไปโปรโมตเพลง ผมโปรโมตตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ผมจะทำตัวเองให้ดังก่อน แล้วเพลงค่อยดังตามก็ได้”

การโปรโมตตัวเองที่ว่านี่ก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีก เมื่อหนึ่งในสินค้าของวงที่ใคร ๆ ก็อยากซื้อหามาครอบครองคือเสื้อสกรีนหน้าอ๋องแอ๋ง ที่ชวนให้หลาย ๆ คนตั้งคำถามว่า ‘คนบ้าที่ไหนจะสกรีนหน้าตัวเองบนเสื้อแล้วขาย’ ซึ่งอ๋องแอ๋งก็ได้พูดถึงเสื้อรุ่นนั้นว่ามันเป็นความขายดีแบบเทน้ำเทท่าที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะดีขนาดนั้น แต่เมื่อมันขายได้และตอนนี้ก็ขายไปเรือนหมื่นตัวแล้ว เขาก็อยากให้หน้าเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของอะไรสักอย่างเหมือนกับภาพของ Bob Marley บนผนัง

“เวลาผมไปเล่นที่ร้านไหนผมจะเอารูปตัวเองใส่กรอบไปวางหรือติดไว้บนผนังร้านนั้นด้วย เวลาใครเข้ามาก็จะได้เห็นผม สักวันหนึ่งหน้าผมก็จะเหมือน Bob Marley เวลาคุณเห็นคุณจะไม่ฮาแล้ว คุณจะรู้สึกอีกแบบ”

/ ไม่เอาอีกแล้วแอฟริกา เจอแต่สิงโตชีตาร์ดุร้าย อยากขับรถจี๊บแล้วหนีออกไปให้ไกล บรื้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ – ม้าลายอยากขับรถจี๊บ /

พนักงานสวนสัตว์ พ่อผมเป็นสุลต่าน วันสำคัญทางศาสนา ม้าลายอยากขับรถจี๊บ ดาบพลังลำแสงร้ายแรงกว่าแสงเลเซอร์ ฉันเป็นสโมกเกอร์นิ เหล่านี้คือชื่อเพลงประหลาด ๆ ที่อ๋องแอ๋งบอกว่า ด้วยเพลงแบบนี้แหละ ในสักวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นศิลปินที่ ‘เมนสตรีม’ ให้ได้

ซึ่งอ๋องแอ๋งมักจะยอมรับอย่างจริงใจในทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ว่าเขามาเป็นนักร้องและทำวงไปส่งกูบขส.ดู๊เพราะอยากดัง “ถ้าผมทำแล้วมันไม่ดัง ผมเลิก ผมเชื่อเลยไม่มีใครที่เล่นแล้วไม่ดังแล้วจะไปต่อกัน”

อ๋องแอ๋งยังอธิบายต่ออีกว่า “ผมเคยคุยกับนักดนตรีหลายคน เขาบอกว่าถ้าเพลงผมไม่ดังถ้าไม่มีคนฟังผมก็จะยังเล่นดนตรีต่อไป ผมบอกว่าถ้ามึงจะเล่นแบบนี้มึงไปเล่นในห้องซ้อมเลย มึงมาเล่นบนเวทีทำไม มึงไม่ต้องหาเวทีเล่นเลยถ้ามีความสุขแล้ว”

สำหรับอ๋องแอ๋ง ทุกเวทีที่พวกเขาไปเล่น จะต้องเป็นเวทีที่เขาคัดเลือกมาแล้วว่าถ้าเล่นเวทีนี้จะมีคนดู ถ้าเล่นเวทีนี้พวกเขาจะแสดงได้เต็มที่ พวกเขากลายเป็นศิลปินที่เลือกรับและปฏิเสธงานด้วยความพอใจของวงมากกว่าความสะดวกของผู้จัด ซึ่งอ๋องแอ๋งก็ได้ให้เหตุผลว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องวิ่งรับทุกงานเพราะว่าพวกเขาไม่ขัดสนเรื่องเงิน

“ผมรวย” เขาบอก

/ My father is สุลต่าน My mother is สุลต่าน wife เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันใหญ่ มีน้ำมันให้ใช้มากมาย – พ่อผมเป็นสุลต่าน /

“มันมีคนที่เป็นนักการตลาดมาคุยกับผม เขาพูดถึงประเด็นเสื้อ (หน้าตัวเอง) ที่ผมทำ เขาบอกว่าเขาไม่สามารถอธิบายอะไรทางการตลาดได้เลย เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ผมก็บอกว่าผมคิดขึ้นมาเอง ไม่รู้ว่ามันดีไม่ดี แต่ผมว่ามันก็น่าจะดีอยู่นะ เพราะผมก็เป็นคนฉลาดคนหนึ่ง”

เรียกได้ว่าแม้วิธีการจะแปลกประหลาด ฉีกตำราการตลาดแบบกระจุยกระจาย แต่ ไปส่งกูบขส.ดู๊ ก็กลายเป็นวงอินดี้ที่เริ่มขยับใกล้คำว่าเมนสตรีมขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามความตั้งใจของพวกเขา โดยดีเจอ๋องแอ๋งคิดว่าอีกไม่กี่ปีจะถึงเวลาที่ยุคสมัยของดนตรีเกิดการเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง และวันนั้น ‘ไปส่งกูบขส.ดู๊’ พร้อมด้วยเสน่ห์แบบรั่ว ๆ ฮา ๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นอีกหนึ่งวงที่เข้าไปจับจองพื้นที่ในหูและในการรับรู้ของคนฟังจำนวนมากกว่านี้ และเป็น ‘วงร็อกชื่อดังฐานะร่ำรวย’ ให้ได้

ที่มา : ป๋าเต็ดทอล์ก EP.19 https://www.youtube.com/watch?v=BSUGFJJKQZQ


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

โจวเหวินฟะ: จากเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ สู่พี่ใหญ่ใจดีแห่งวงการ ผู้ตั้งใจมอบทรัพย์สิน 5.6 พันล้านเหรียญฯ หลังจากเสียชีวิตเพื่อการกุศล

Spirited Away: แอนิเมชันว่าด้วยด้านมืดของบริโภคนิยม ที่ปักหมุด “จิบลิ” ให้รู้จักทั่วโลก

Chanel No.5 น้ำหอมที่ โคโค ชาแนล ได้มาจากกลิ่นตัวผู้หญิง

เติ้ง ลี่จวิน: Goodbye My Love เสียงเพลงแทนหัวใจคนจีนทั้งโลก ที่รักเธอมากกว่า 3,650 วัน

[5] ชาร์ลี พาร์คเกอร์ อัจฉริยะดนตรีผู้ใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่ง: วาระสุดท้ายของเบิร์ด

เบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์: สมุนรับใช้ผู้ภักดีที่เสพสมกับ ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’

ฮิเดโอะ โคจิมะ เนิร์ดหนังนักสร้างเกม ชายที่ใครต่อใครเรียกว่า “เทพ”

“หยำฉา” แห่ง Dragon Ball โดนกระทืบ โดนแย่งแฟน ตัวละครขี้แพ้ที่คนรัก