Post on 16/05/2019

ดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น “คนธรรมดา”

27 กันยายน 1945 เป็นเวลาราวสามสัปดาห์หลังจากญี่ปุ่นลงนามยอมแพ้สงครามโดยไม่มีเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ ญี่ปุ่นในขณะนี้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่มี จอมพลดักลาส แมกอาเธอร์ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

ตลอดระยะเวลาดังกล่าวแมกอาเธอร์เลือกที่จะเก็บตัวไม่ยอมไปพบจักรพรรดิฮิโรฮิโตะประมุขของญี่ปุ่นที่มีสถานะเป็นดั่ง “เทพเจ้าเดินดิน” ตามจารีตประเพณีท้องถิ่น ด้วยเชื่อว่า สุดท้ายแล้วองค์จักรพรรดิที่เคยชินกับการรอให้คนอื่นมาเข้าเฝ้าคารวะจะสมัครใจเดินทางมาพบเข้าเอง ซึ่งก็เป็นไปตามที่นายพลจอมวางแผนคาดหมายไว้

จักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงเดินทางไปพร้อมคณะติดตามโดยไม่มีรถนำขบวน ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร หยุดรถทุกแยกที่ติดไฟแดงเยี่ยงสามัญชนโดยไม่มีข้อยกเว้น ก่อนจะมาถึงที่หมายคือสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงโตเกียว เมื่อเวลาราว 10 นาฬิกา

และในขณะที่จักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงแต่งกายสุภาพตามแบบตะวันตกด้วยเสื้อเชิ้ตคอปีกผูกเนคไทสวมสูททับ แต่ ดักลาส แมกอาเธอร์ เจ้าบ้านเดินทางออกมาต้อนรับเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่นด้วยชุดกากียับ ๆ ไม่ผูกเนคไท ไม่ประดับเครื่องแบบด้วยเหรียญตราใด ๆ อันเป็นที่มาของภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของทั้งคู่ ที่แมกอาเธอร์ยืนเท้าเอวอย่างผ่อนคลาย ส่วนจักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงยืนตัวตรงเชิดหน้าแต่ก็ดูไม่สมสง่าผ่าเผยเหมือนดังภาพที่ถูกคัดกรองมาเผยแพร่โดยทางการ เหมือนเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นยังดำรงอำนาจอธิปไตยเอาไว้ได้

ภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยช่างภาพของกองทัพสหรัฐฯ แต่ทางการญี่ปุ่นเก็บงำการพบปะของสองผู้นำไว้สองวันก่อนที่จะออกรายงานสั้น ๆ โดยห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพถ่ายดังกล่าว ด้วยเห็นว่าการกระทำของผู้ยึดครองนั้นเป็นการหยามเกียรติขององค์จักรพรรดิ

อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีอำนาจเต็มเหมือนเช่นแต่ก่อน นักข่าวเมื่อทราบเรื่องก็เดินทางไปร้องเรียนกับฝ่ายสื่อของกองทัพสหรัฐฯ ทางกองทัพทราบเรื่องแล้วก็สั่งให้กระทรวงมหาดไทยของญี่ปุ่นที่คุมการเซ็นเซอร์สื่อยกเลิกคำสั่งการห้ามเผยแพร่ภาพดังกล่าว ก่อนสั่งยุบกระทรวงมหาดไทยในวันต่อมา

ภาพนี้จึงปรากฏต่อสาธารณะเป็นเวลาสามวันหลังเกิดเหตุซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ที่เห็นฝรั่งผิวขาวแสดงท่าที่ไม่ให้เกียรติพระองค์ และบ้างก็ไม่คิดว่านี่คือภาพจริง

เจตนาในการเผยแพร่ภาพดังกล่าวของกองทัพสหรัฐฯ โดยการนำของแมกอาเธอร์ชัดเจนว่าเขาต้องการลบล้างธรรมเนียมเก่าจารีตเดิมของญี่ปุ่นที่เคารพนับถือจักรพรรดิเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แหล่งข่าวญี่ปุ่นยังกล่าวว่า ในการเจรจาคราวนั้นแมกอาเธอร์ไม่ยอมใช้คำยอพระเกียรติตามธรรมเนียมด้วยการกล่าวถึงพระองค์ด้วยคำว่า “Your Majesty” เลย (คำนี้อาจเทียบได้กับคำว่า “ฝ่าบาท” ตามธรรมเนียมไทย) แต่กลับสื่อสารผ่านล่ามว่า “บอกจักรพรรดิไปว่า…” (Daily News)

แต่ถึงแม้เขาจะต้องการทำลายจารีตประเพณีสืบเนื่องกับสถาบันจักรพรรดิ ในขณะเดียวกันเขาก็ยังต้องการรักษาสถาบันเอาไว้ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทั้งจากชาติพันธมิตร และทั้งในสหรัฐฯ เองที่ต้องการนำผู้นำสูงสุดของญี่ปุ่นมาขึ้นศาลในฐานะจำเลยในคดีอาชญากรรมสงคราม

เช่น วิลเลียม แลงเกอร์ (William Langer) วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันจากนอร์ทดาโคตาที่บอกว่า จักรพรรดิฮิโรฮิโตะสมควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี หรือ ทอม สจวร์ต (Tom Stewart) วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากเทนเนสซีที่บอกว่า จักรพรรดิฮิโรฮิโตะคืออาชญากรสงครามและเขาอยากเห็นพระองค์ถูกจับห้อยหัวผูกด้วยหัวแม่เท้า (AP)

อย่างไรก็ดี แมกอาเธอร์และคณะ “เชื่อ” ว่าจักรพรรดิเป็นเพียงหุ่นเชิดในระบอบทหารของญี่ปุ่น เป็นตรายางให้ผู้นำเผด็จการทหารอ้างความชอบธรรมในการก่อสงคราม (แต่ในข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญเมจิกำหนดให้จักรพรรดิเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย และแม้ในทางปฏิบัติพระองค์จะใช้อำนาจตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี แต่พระองค์ก็เคยใช้อำนาจโดยตรงเช่นการสั่งให้กำราบกลุ่มกบฎเมื่อปี 1936 – Britannica)

การพบปะกับจักรพรรดิในคราวนั้นยังสร้างความประทับใจให้กับแมกอาเธอร์เป็นอย่างมาก ในบันทึกส่วนตัวเขาเล่าว่า ในการเจรจาคราวนั้นองค์จักรพรรดิทรงเดินทางมาพบเขาเพื่อขอรับโทษทัณฑ์อันเกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจทั้งในทางการเมืองและการทหารที่กระทำโดยพสกนิกรของพระองค์ในช่วงสงครามแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อเขาได้ฟังแล้วก็ถึงกับ “สั่นไปถึงไขกระดูก”

“พระองค์คือจักรพรรดิโดยกำเนิด แต่ ณ ชั่วขณะนั้นผมรู้เลยว่า ผมได้พบกับสุภาพบุรุษตัวจริงคนแรกของญี่ปุ่นเข้าแล้ว”

นอกจากนี้ แมกอาเธอร์ยังเห็นว่าสถาบันจักรพรรดิมีความจำเป็นต่อการปกครองญี่ปุ่นโดยสันติ เนื่องจากพระองค์ยังคงเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนจำนวนมาก แม้ว่าพระองค์ในฐานะประมุขจะพาประเทศเข้าสู่หายนะก็ตาม (สถานการณ์ต่างจากในเยอรมนีที่สัมพันธมิตรเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องถอนรากถอนโคนนาซี) จึงให้คงสถาบันจักรพรรดิเอาไว้ แต่จำเป็นต้องปรับบทบาทให้จักรพรรดิเป็นผู้ค้ำจุนรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและต้องไม่อยู่ในฐานะของ “เทพเจ้า” เช่นที่เคยถือมา

แมกอาเธอร์จึงเรียกร้องให้จักรพรรดิฮิโรฮิโตะออกประกาศต่อสาธารณชนถึงสถานะความเป็นคนเหมือนกันของจักรพรรดิและประชาชน ซึ่งจักรพรรดิฮิโรฮิโตะก็ทรงจัดให้ในวันปีใหม่ของปี 1946 โดยออกเป็นหนังสือที่รู้จักกันในชื่อ “ประกาศความเป็นมนุษย์” (Humanity Declaration) อันเป็นการปฏิเสธสถานะเทพเจ้าในร่างมนุษย์ของจักรพรรดิตามจารีตเดิมของญี่ปุ่นโดยใจความสำคัญของประกาศดังกล่าวคือ

“สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับพสกนิกรอยู่บนพื้นฐานของความรักและความเชื่อใจ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตำนานนิทานปรัมปรา มันมิได้ตั้งอยู่บนฐานความคิดอันผิดเพี้ยนว่าจักรพรรดิคือเทพเจ้าและชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าชนชาติอื่นและมีชะตากรรมกำหนดให้เป็นผู้ปกครองโลก”

(นักวิจารณ์บางส่วนบางส่วนมองว่า ประกาศนี้มิได้ปฏิเสธฐานะความเป็นเทพเจ้าของจักรพรรดิแต่อย่างใด แค่บอกว่า สายสัมพันธ์ของจักรพรรดิกับประชาชนมิได้ขึ้นอยู่กับสถานะเทพเจ้าเท่านั้น)

ด้านแมกอาเธอร์ตอบรับประกาศของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะกลับไปว่า “ประกาศรับปีใหม่ของจักรพรรดิทำให้ผมปลื้มปีติเป็นอย่างมาก ด้วยประกาศนี้พระองค์ทรงนำทางประชาชนสู่หนทางประชาธิปไตย พระองค์ทรงยืนอยู่เคียงข้างหลักเสรีนิยมสู่อนาคต การกระทำของพระองค์สะท้อนถึงอิทธิพลของหลักการที่สมเหตุผล หลักการที่สมเหตุผลเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” (National Diet Library)

ด้วยเหตุนี้แมกอาเธอร์จึงถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสถาบันจักรพรรดิจากที่ได้รับการนับถือเยี่ยงเทพเจ้าให้มีฐานะเป็น “คน” เยี่ยงประชาชนทั่วไป แต่มีบทบาทพิเศษ อยู่เหนือการเมือง และเป็นประมุขในเชิงสัญลักษณ์ แต่ในขณะเดียวหากไม่มี ดักลาส แมกอาเธอร์ สักคน จักรพรรดิฮิโรฮิโตะก็อาจถูกดำเนินคดีอาชญากรรมสงคราม อีกทั้งสถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นที่มีอายุยาวนานนับพันปีก็อาจจะถึงคราวล่มสลายลงก็เป็นได้


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Related

อุจิยามะ กูโด พระสงฆ์นักปฏิรูปต้องโทษประหาร หลังถูกกล่าวหาหมิ่นจักรพรรดิ

จอห์น เดอลอเรียน ผู้สร้างรถที่ล้มเหลว แต่ดังในฐานะไทม์แมชชีน

Juana the Mad ควีนผู้ถูกแย่งอำนาจด้วยข้อหาสัญญาวิปลาส

ผู้มีสถานะได้เปรียบทางสังคมในสหรัฐฯ (เคย) ใช้แบบทดสอบความรู้ กีดกันประชาชนจากการเลือกตั้ง

เอลี โคห์เอน สายลับมอสสาดที่เกือบได้เป็น รมช.กลาโหมซีเรีย

วอลเตอร์ โอย ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า เกณฑ์ทหารแพงกว่าระบบสมัครใจ

โยชิโกะ โอคาดะ นักแสดงญี่ปุ่นหนีเผด็จการทหารไปถูกทรมานในโซเวียต

เอช. ลาวิตี สเตาต์ จากช่างก่อสร้างสู่ผู้สร้างรากฐานของบริติชเวอร์จิน